เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18: มันฝรั่งเผาจิ้มเกลือ

บทที่ 18: มันฝรั่งเผาจิ้มเกลือ

บทที่ 18: มันฝรั่งเผาจิ้มเกลือ


บทที่ 18: มันฝรั่งเผาจิ้มเกลือ

ความไม่ชอบขี้หน้าท่านอาของอิ๋งเสี่ยวเจิ้งอยู่ได้ไม่นาน แค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนเข้านอนก็เลือนหายไป

จูเซียงเพียงแค่แสดงมายากลให้เขาดูหนึ่งชุด อิ๋งเสี่ยวเจิ้งก็รีบวิ่งวนรอบตัวจูเซียงทันที ศีรษะเล็กๆ ที่สวมหมวกใบจิ๋วผงกขึ้นลงไม่หยุด พลางเอาตัวเบียดท่านอาเพื่อขอให้แสดงให้ดูอีกรอบ

มายากลที่จูเซียงแสดงคือกลง่ายที่สุดอย่าง 'ลูกปัดหาย' ซึ่งอาศัยเพียงความมือไวและเทคนิคการลวงตาเล็กน้อย

การทำไร่ทำนาเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย จูเซียงจึงเรียนรู้ทริคแปลกๆ มากมายจากคลิปวิดีโอ สมัยที่เขาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เขามักจะงัดกลเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มาใช้ดึงความสนใจของนักศึกษาที่กำลังง่วงเหงาหาวนอน

ไม่ว่าเนื้อหาการสอนจะเป็นอย่างไร แต่ด้วยอานิสงส์จากลูกเล่นเหล่านี้ เหล่านักศึกษามักจะเทคะแนนประเมินให้เขาอย่างท่วมท้น พร้อมทั้งชมเชยว่าเขาเป็นอาจารย์ที่สอนสนุก มีอารมณ์ขัน และหน้าตาดี

"รอถึงวันเกิดเจิ้งเอ๋อร์ ท่านอาจะแสดงกลที่วิเศษกว่านี้ให้ดู!" จูเซียงยิ้มพลางขยี้ศีรษะทุยๆ ของหลานชาย

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งกอดเอวและขาของจูเซียงไว้แน่น "ต้องแสดงนะ!"

"แน่นอน" จูเซียงรับปากพร้อมตบศีรษะหลานชายเบาๆ

เด็กมักมีพลังล้นเหลือแต่ก็หมดแรงไวเช่นกัน หลังจากเล่นซนได้สักพัก อิ๋งเสี่ยวเจิ้งก็หาวหวอดๆ ติดกัน จนเสวี่ยต้องมาอุ้มพาไปเข้านอน

หลี่มู่ ไช่เจ๋อ และจูเซียง ซึ่งยังเป็นคนหนุ่มตัดสินใจจะอยู่เฝ้าปีใหม่กันต่ออีกหน่อย

ชายฉกรรจ์สามคนที่เพิ่งฟาดแกะย่างไปทั้งตัวเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาอีกแล้ว พวกเขาจึงย้ายสถานที่ ก่อกองไฟ แล้วเอามันฝรั่งมาเผากินพลางผิงไฟแก้หนาว

เมื่อผู้ชายมารวมตัวกัน หัวข้อสนทนาย่อมหนีไม่พ้นเรื่องบ้านเมือง ทั้งสามคุยสัพเพเหระตั้งแต่เรื่องในเมืองหานตาน ลามไปถึงเรื่องเผ่าซยงหนูทางตอนเหนือ และวนเวียนไปถึงเรื่องราวของหกแคว้นที่เหลือ

จูเซียงบิมันฝรั่งเผาจิ้มเกลือเล็กน้อย "พวกท่านคิดว่า สงครามนี้จะมีวันจบสิ้นหรือไม่?"

ไช่เจ๋อกล่าว "มีเพียงการรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น สงครามจึงจะยุติลง"

แม่ทัพหลี่กล่าว "อย่างน้อยในชั่วรุ่นของข้า เกรงว่าสงครามคงยังไม่จบ"

จูเซียงแบ่งมันฝรั่งให้ทั้งสองคน "หากข้าบอกว่า ในชั่วรุ่นของพวกเรานี่แหละที่สงครามจะยุติลง พวกท่านจะว่าอย่างไร?"

ไช่เจ๋อและแม่ทัพหลี่มองจูเซียงด้วยความประหลาดใจ จูเซียงผู้นี้ร้อยวันพันปีไม่เคยคุยเรื่องการเมือง และมักจะวกกลับเข้าเรื่องการเกษตรเสมอ

ไช่เจ๋อยิ้ม "อะไรกัน ในที่สุดก็เลิกซ่อนคมเล็บแล้วรึ? ลองว่ามาซิ?"

แม่ทัพหลี่ถามด้วยความอยากรู้ "เจ็ดแคว้นตั้งตระหง่านมาหลายร้อยปี เหตุใดจูเซียงถึงมั่นใจนักว่ายุคสมัยแห่งความโกลาหลจะจบลงในรุ่นเรา? หรือว่าท่านรู้วิชาพยากรณ์?"

จูเซียงส่ายหน้า "ไม่ใช่การพยากรณ์หรอก แต่ความวุ่นวายนี้ได้ผลักดันความอดทนของราษฎรไปจนถึงขีดสุดแล้ว หากมีแคว้นที่เข้มแข็งสักแคว้นชูธงรบด้วยเป้าหมายเพื่อรวมแผ่นดิน ปณิธานในการต่อต้านการรวมชาติย่อมตกต่ำ แม้จะมีแม่ทัพผู้เก่งกาจอาจยื้อเวลาได้บ้าง แต่กระแสธารแห่งใต้หล้านั้นไม่อาจต้านทานได้"

เขามองสีหน้าตื่นตะลึงของทั้งสองแล้วส่ายหน้าอย่างจนใจ "ถือเสียว่าข้าเพ้อเจ้อก็แล้วกัน ในยุคสมัยที่ขุนนางและปัญญาชนเป็นใหญ่ การมาพูดเรื่องเจตจำนงของประชาชนคงฟังดูเหมือนคนบ้ากระมัง?"

ไช่เจ๋อและแม่ทัพหลี่ตกอยู่ในห้วงความคิด ไม่ได้ตอบคำในทันที

จูเซียงกัดมันฝรั่งคำหนึ่ง

มันฝรั่งเผาเนื้อนุ่ม รสชาติดีแม้จะจิ้มเพียงเกลือ

ที่จริง... มันก็ไม่ได้อร่อยขนาดนั้นหรอก มันฝรั่งเผาจิ้มเกลือจะไปอร่อยสักแค่ไหนเชียว? อาหารลดความอ้วนยังรสชาติดีกว่านี้ อย่างน้อยน่าจะทาน้ำมันสักหน่อย โรยยี่หร่า พริกไทยป่น และพริกป่นสักนิด

จูเซียงทบทวนรายการอาหารรสเลิศในยุคปัจจุบันพลางถอนหายใจในใจ เขาอยากจะรังสรรค์อาหารอร่อยในความทรงจำให้ครบทุกอย่าง แต่ก็ไม่กล้าทำ ด้วยกลัวว่าชื่อเสียงจะโด่งดังเกินไปจนถูกบีบให้เข้าวัง

"วาจาของท่านน่าสนใจยิ่ง" ไช่เจ๋อเป็นคนแรกที่เอ่ยตอบ "ตามคำกล่าวของท่าน ราษฎรสามัญก็สามารถกำหนดชะตาของใต้หล้าได้เช่นนั้นรึ?"

แม่ทัพหลี่ลอบสังเกตใบหน้าของจูเซียงที่ต้องแสงไฟ

"เมื่อผู้ที่ทำสงครามไม่ใช่ทหารส่วนตัวของขุนนางอีกต่อไป แต่เป็นชาวนาที่ไถหว่าน ราษฎรย่อมกำหนดชะตาของใต้หล้าได้ ในบรรดาเจ็ดแคว้น ราษฎรของแคว้นใดอยู่ดีกินดีที่สุด แคว้นนั้นย่อมมีกำลังรบที่เข็งแกร่งที่สุด" จูเซียงเขี่ยกองไฟแล้วกล่าว "อันที่จริง ราษฎรของทั้งเจ็ดแคว้นต่างก็ไม่มีใครอยู่ดีกินดีนักหรอก แต่ย่อมมีบางที่ที่แย่กว่าที่อื่น โลกใบนี้วัดกันที่ว่า 'ใครแย่น้อยกว่ากัน' ต่างหาก"

ไช่เจ๋อถาม "เหตุใดวันนี้ท่านถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา?"

จูเซียงคิดในใจ ก็เพราะแม่ทัพหลี่กำลังจะขึ้นเหนือไปรบกับซยงหนู ส่วนไช่เจ๋อก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไปแคว้นฉิน นี่คงเป็นการล้อมวงผิงไฟกินมันเผาร่วมกันครั้งสุดท้ายของพวกเขาสามคน

"ข้าแค่อยากจะบอกว่า กระแสการรวมแผ่นดินนั้นไม่อาจขวางกั้น และพวกท่านสองคนในอนาคตคงได้รับใช้กษัตริย์ต่างแคว้นใช่หรือไม่? หากพบว่าตนเองกำลังฝืนกระแสธาร อย่าได้ยึดถือศักดิ์ศรีจนเกินไป ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแล้ว ถ้าหนีได้ก็จงหนีเถิด เมื่อใต้หล้ารวมเป็นหนึ่ง เรายังต้องช่วยกันคิดหาวิธีทำให้ราษฎรที่บอบช้ำมีชีวิตที่ดีขึ้น และยังต้องผนวกแดนเหนือเพื่อป้องกันซยงหนูต่อไป"

จูเซียงเติมฟืนเข้ากองไฟ "หากไม่จำเป็นต้องตาย ก็อย่าตายเลย มีชีวิตอยู่เท่านั้นจึงจะทำประโยชน์ได้มากกว่า"

ไช่เจ๋ออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเยาะตัวเอง "ที่แท้ท่านก็อยากจะพูดเรื่องนี้? หน้าตาข้าดูเหมือนคนที่จะยอมตายไปพร้อมกับกษัตริย์หรือ? แม่ทัพหลี่สิดูเหมือนกว่า"

แม่ทัพหลี่: "...นี่ท่านกำลังชมข้าอยู่รึ?"

จูเซียงและไช่เจ๋อพยักหน้าพร้อมกัน "ถูกต้อง พวกเรากำลังชมท่าน"

แม่ทัพหลี่ยิ้มขื่น "ข้า... เฮ้อ สำหรับแม่ทัพแล้ว การตายในสนามรบคือชะตากรรม ข้าจะทิ้งทหารแล้วหนีเอาตัวรอดได้อย่างไร? แต่คำพูดของจูเซียงก็มีเหตุผล ผลแพ้ชนะของสงครามในยามนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแม่ทัพเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับขวัญกำลังใจด้วย หากดูแลทหารให้ดี พวกเขาย่อมยอมตายถวายชีวิตให้แม่ทัพ ข้าจะจำไว้"

จูเซียง: "อา... อืม จริงอยู่ที่การตายในสนามรบเป็นเรื่องสุดวิสัย แต่ถ้าไม่ใช่การตายในสนามรบ แต่เป็นเพราะกษัตริย์โง่เขลาสั่งประหาร ท่านก็ควรหนีถ้าหนีได้ ไปรวมกลุ่มกับไช่เจ๋อก็เป็นทางเลือกที่ดี ไช่เจ๋อต้องเชี่ยวชาญเรื่องการเอาตัวรอดแน่ๆ"

ไช่เจ๋อไม่รู้สึกสะทกสะท้าน "อืม ข้าแสวงหาเพียงลาภยศสรรเสริญ ดังนั้นข้าจึงเป็นคนที่เอาตัวรอดเก่งที่สุดในกลุ่มพวกเรา"

จูเซียงชี้ที่ตัวเอง "ไม่ ข้าว่าข้าต่างหากที่เอาตัวรอดเก่งที่สุด ข้าไม่แสวงหาแม้แต่ลาภยศ เพราะการแสวงหาลาภยศก็นำมาซึ่งอันตรายเช่นกัน"

ไช่เจ๋อขมวดคิ้ว "จะว่าไป มันก็จริงแฮะ..."

แม่ทัพหลี่แทบสำลักด้วยความขบขัน

ในฐานะแม่ทัพ เขาควรจะรังเกียจคนขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้ แต่พอได้ยินสหายสองคนแข่งกันคุยโวว่าใครรักตัวกลัวตายมากกว่ากัน เขากลับไม่รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด หนำซ้ำยังหยุดหัวเราะไม่ได้

"คำพูดพวกนี้ห้ามให้ท่านซุนขวงได้ยินเด็ดขาด ไม่งั้นท่านซุนขวงต้องโกรธจนหนวดกระดิกแน่" แม่ทัพหลี่ลูบหน้าอกที่เจ็บเพราะหัวเราะมากเกินไป

ไช่เจ๋อกับจูเซียงสบตากัน แล้วต่างคนต่างวางมือลงบนไหล่แม่ทัพหลี่ "ถ้าซุนขวงรู้เรื่องคืนนี้ ต้องเป็นเพราะท่านเอาไปฟ้องแน่!"

"ฮ่าๆๆๆ ข้าไม่ทำหรอก! หยุดจี้เอวข้าเดี๋ยวนี้นะ ข้าบ้าจี้!"

ฟืนในกองไฟปะทุ ส่งประกายไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

ปีใหม่มาเยือนแล้ว

เนื่องจากปฏิทินในยุคนี้มีความสับสนวุ่นวาย เทศกาลตรุษจีนที่จูเซียงฉลองจึงไม่ได้จัดกันอย่างแพร่หลาย

การทำนาในหมู่บ้านส่วนใหญ่ยึดตามปฏิทินเซี่ย ซึ่งนับวันที่หนึ่งเดือนหนึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ ส่วนแคว้นศักดินาตระกูลจี (ราชวงศ์โจว) ยังคงใช้ปฏิทินโจว ซึ่งถือเอาวันที่หนึ่งเดือนสิบเอ็ดเป็นวันปีใหม่ แคว้นฉินใช้ปฏิทินจวนซวี ซึ่งนับเดือนสิบเป็นเดือนแรกของปี แต่ก็ยังเรียกว่าเดือนสิบ ไม่ได้เรียกว่า "เดือนหนึ่ง" ส่วนแคว้นอื่นๆ ก็ใช้ปฏิทินแตกต่างกันไป

ราชสำนักแคว้นจ้าวเซ่นไหว้บรรพบุรุษในวันที่หนึ่งเดือนสิบเอ็ด ในขณะที่ชาวบ้านร้านตลาดมักเซ่นไหว้ในวันที่หนึ่งเดือนหนึ่ง พิธีกรรมของราชสำนักไม่เพียงเกณฑ์ราษฎรจำนวนมากไปใช้แรงงานสร้างแท่นบูชา แต่ชาวบ้านยังต้องหลบเลี่ยงพื้นที่ประกอบพิธีอีกด้วย การเหลื่อมเวลาเช่นนี้จึงนับเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับพิธีกรรมหลวง

ในวันที่หนึ่งเดือนหนึ่ง จูเซียงเดินสายไปตามบ้านต่างๆ เพื่อมอบมันฝรั่งปรุงสุกให้เป็นของขวัญปีใหม่ที่แปลกใหม่ ทั้งยังเพื่อคลายความกังวลเรื่องการนำมันฝรั่งไปปลูกในที่รกร้างว่างเปล่า

วันที่สองเดือนหนึ่ง เป็นวันเกิดของอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง จูเซียงกวนไส้ถั่วแดงหวานและทำซิ่วท้อ (ลูกท้ออายุยืน) ไส้ถั่วแดงให้อิ๋งเสี่ยวเจิ้ง

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งถือซิ่วท้อไว้ในมือทั้งสองข้าง กัดซ้ายทีขวาที ปากเลอะเทอะไปด้วยไส้ถั่วแดง

จูเซียงหวนนึกถึงตอนที่จิ๋นซีฮ่องเต้น้อยเพิ่งมาถึงบ้านใหม่ๆ เด็กน้อยกินอย่างระมัดระวัง เลียริมฝีปากทุกครั้งหลังกิน และใบหน้ายังคงสะอาดสะอ้านเมื่อกินเสร็จ

ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ นิสัยการกินของหลานชายตัวน้อยถึงได้มูมมามขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป กินจนเต็มปากเต็มคำ กลายเป็นเจ้าลูกสุนัขหน้ามอมแมมบ่อยขึ้นทุกที

นี่สินะผลของการตามใจเด็ก ที่มักจะทำให้พวกเขาซุกซนขึ้นเรื่อยๆ?

"ซิ่วท้อนี่น่าสนใจดี" หลินจื้อกล่าว พลางล้วงสร้อยไข่มุกออกมาจากอกเสื้อ "ไข่มุกตะวันออก (ตงจู) จากแคว้นฉี เจิ้งเอ๋อร์ แบ่งซิ่วท้อให้ท่านอาหลินสักลูก แล้วท่านอาหลินจะแลกไข่มุกนี่กับเจ้า"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเงยหน้ามองไข่มุกในมือหลินจื้อ แล้วก้มมองซิ่วท้อที่กินไปครึ่งหนึ่งในมือ หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยื่นซิ่วท้อที่ถูกกัดแหว่งให้หลินจื้อ

หลินจื้อ: "...เจ้าเอาอันที่ยังไม่กินให้ข้าก็ได้มั้ง"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเบิกตากว้าง "อ้อ จริงด้วย!"

"ซิ่วท้อบนโต๊ะมีตั้งเยอะแยะ เจ้าจำเป็นต้องแย่งของที่เจิ้งเอ๋อร์กินแล้วด้วยรึ?" จูเซียงฉกไข่มุกจากมือหลินจื้อแล้วยัดใส่ถุงผ้าแดงที่หน้าอกของอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง "เจิ้งเอ๋อร์ ขอบคุณท่านอาหลินเร็ว"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งจับถุงผ้าแดงที่อกเสื้อ "ขอบคุณท่านอาหลิน"

"ตามใจเข้าไปเถอะ เดี๋ยวหลานเจ้าก็เสียคนหรอก" หลินจื้อไม่ถือสา โยนซิ่วท้อครึ่งลูกของอิ๋งเสี่ยวเจิ้งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ "อร่อย!"

"เดี๋ยวข้าจดสูตรให้ เจ้าเอาไปให้พ่อครัวที่บ้านทำกินเอง อยากกินเท่าไหร่ก็เชิญ" จูเซียงยื่นมือไปทางหลินเซี่ยงหรูที่ยืนอยู่ข้างหลังหลินจื้อ "เหล่าหลิน เหล่าหลิน ท่านเสนาบดีหลิน ของขวัญวันเกิดเจิ้งเอ๋อร์อยู่ไหน?"

หลินเซี่ยงหรูหยิบไม้บรรทัดออกมาตีมือที่ยื่นมาของจูเซียงดังเพียะ แล้วค่อยล้วงม้วนไม้ไผ่ออกมาจากอกเสื้อ "นี่เป็นบันทึกความเข้าใจจากการอ่าน 'คัมภีร์ซือจิง' ของข้า ถึงเวลาที่เจ้าต้องศึกษาซือจิงได้แล้ว"

'คัมภีร์ซือจิง' เป็นภาษาทางการทูตในยุคชุนชิว นักการทูตที่ไปเยือนต่างแคว้นมักไม่พูดตรงๆ แต่จะยกบทกลอนจากซือจิงขึ้นมากล่าวอ้าง ซือจิงจึงเปรียบเสมือนรหัสลับทางการทูต

แม้หลังยุคจั้นกั๋ว นักการทูตจะไม่พูดอ้อมค้อมขนาดนั้นแล้ว และนักการทูตประเภทชักกระบี่ขู่กษัตริย์ฝ่ายตรงข้ามอย่างหลินเซี่ยงหรูก็เริ่มมีมากขึ้น แต่ในยามที่ไม่ต้องลงไม้ลงมือ ความสำคัญของซือจิงในการทูตก็ยังคงสูงลิบลิ่ว

การศึกษาซือจิงในยุคนี้ไม่ได้หมายถึงการเป็นกวีผู้ยิ่งใหญ่แบบคนรุ่นหลัง แต่เป็นการเรียนรู้ขนบธรรมเนียมของแคว้นต่างๆ และภาษาการทูตจากบทกลอน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ปัญญาชนพึงมี

หลินเซี่ยงหรูได้รับความสำคัญอย่างสูงจากแคว้นจ้าวในฐานะทูตเจรจากับแคว้นฉิน วิชาหลักของเขาก็คือการทูต บันทึกความเข้าใจจากซือจิงของเขาจึงนับเป็นวิชาลับประจำตระกูลได้เลยทีเดียว

จูเซียงรีบกล่าวทันที "ของขวัญชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไปแล้ว!"

หลินเซี่ยงหรูชำเลืองมองจูเซียง "คนในบ้านข้าไม่มีใครเข้าใจซือจิงสักคน เจ้าเองก็ไม่เข้าใจ ถ้าไม่ให้เจิ้งเอ๋อร์ จะให้ข้าเก็บไว้ลงโลงรึไง?"

จูเซียงกล่าว "เฮ้อ หลินลี่นี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ดูท่าคงมีแต่เจิ้งเอ๋อร์ของข้าที่จะสืบทอดวิชาของเหล่าหลินได้ เจิ้งเอ๋อร์ ขอบคุณท่านปู่หลินเร็ว!"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งพยายามยัดม้วนไม้ไผ่ลงในถุงผ้าแดง "ขอบคุณท่านปู่หลิน"

"ยัดไม่ลงหรอก อาเก็บไว้ให้ก่อน" จูเซียงยิ้มแหย

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเตือนจูเซียง "ท่านอา อย่าลืมลงบัญชีนะ!"

"จำได้น่า จำได้" จูเซียงเก็บม้วนไม้ไผ่ แล้วหันไปมองซุนขวงตาเป็นประกาย

ท่านอาตัวแสบที่ใช้หลานบังหน้าเพื่อ "โกยทรัพย์" ไม่กล้าสู้หน้าซุนขวงตรงๆ จึงได้แต่ส่งสายตาเร่งเร้าให้ซุนขวงรีบมอบของขวัญ

ซุนขวงชำเลืองมองจูเซียงแล้วกล่าว "ก็แค่ตำราไม่ใช่รึ? ข้าจะให้เจิ้งเอ๋อร์สักเกวียนนึง ให้เจิ้งเอ๋อร์อ่านได้หลายปีเลยเชียวล่ะ"

หลินเซี่ยงหรูกล่าว "ขอไปที"

ซุนขวงสวนกลับ "ท่านให้ตำราม้วนเดียวไม่เรียกว่าขอไปที แล้วข้าให้ตั้งหนึ่งเกวียนจะเป็นการขอไปทีได้อย่างไร?"

เห็นท่าทีหลินเซี่ยงหรูกับซุนขวงทำท่าจะวางมวยฝีปากกันอีก จูเซียงรีบอุ้มอิ๋งเสี่ยวเจิ้งขึ้นคารวะ เพื่อยุติ "สงคราม" ของผู้เฒ่าทั้งสอง

เห็นแก่หน้า "เจ้าของวันเกิด" ในวันนี้ หลินเซี่ยงหรูและซุนขวงจึงแค่นเสียงฮึดฮัด เลิกราไม่ต่อล้อต่อเถียงกัน

จูเซียงไม่เคยฉลองวันเกิดให้ตัวเอง เขาและเสวี่ยเพียงแค่อวยพรกันเงียบๆ ในบ้าน วันเกิดของอิ๋งเสี่ยวเจิ้งเป็นครั้งแรกที่เขาจัดงานเลี้ยงใหญ่โต

เขาหวังว่างานเลี้ยงที่คึกคักจะทำให้เจิ้งเอ๋อร์ผู้ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งมีความสุข

วัยเด็กที่มืดมนไม่อาจชดเชยคืนได้ แต่จูเซียงอยากเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ทำให้ทุกวันในวัยเด็กของเจิ้งเอ๋อร์เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ หากวัยเด็กของเขามีความสุขขึ้น บางทีหลังจากเจิ้งเอ๋อร์กลายเป็นจักรพรรดิองค์แรก เขาอาจจะเมตตาต่อราษฎรมากขึ้นอีกสักนิด

จูเซียงระมัดระวังตัวเสมอมา ไม่เคยรับของกำนัลจากชาวบ้าน

แต่วันนี้ ในวันเกิดของอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง เขายอมรับของขวัญจากผู้อื่นเป็นครั้งแรก แต่เขารับเพียงน้ำใจเล็กน้อย ของส่วนใหญ่จะถูกส่งคืน

เมื่อเห็นว่าจูเซียงยอมรับของขวัญ ชาวบ้านจากทั่วสารทิศก็พากันหลั่งไหลมา

ข้าวฟ่างหนึ่งตะกร้า ไข่ไก่ไม่กี่ฟอง ไก่ฟ้าที่ล่ามาได้ ปลาที่จับได้จากแม่น้ำ... นอกจากอาหารพื้นๆ เหล่านี้ ยังมีเศษผ้า รองเท้าฟาง ตะกร้าสาน และงานฝีมืออื่นๆ บางคนถึงกับจ้างวานผู้รู้หนังสือให้เขียนคำอวยพรให้หลานชายตัวน้อยของจูเซียง ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งมองกองภูเขาของขวัญด้วยความตะลึงจนปากเล็กๆ หุบไม่ลง

"ทั้งหมดนี้ให้ข้าหรือ?" อิ๋งเสี่ยวเจิ้งกระตุกแขนเสื้อท่านอาถามซ้ำๆ

จูเซียงลูบหัวอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง "นอกจากเจิ้งเอ๋อร์แล้ว วันนี้มีใครในบ้านเราฉลองวันเกิดอีกไหมล่ะ?"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งงุนงง "พวกเขาไม่รู้จักข้า ทำไมถึงให้ของขวัญข้า? เพื่อประจบเอาใจท่านอาหรือ?"

จูเซียงเคาะหัวอิ๋งเสี่ยวเจิ้งเบาๆ "พวกเขาทำเพื่อให้ข้าดีใจ แต่นี่ไม่ใช่การประจบสอพลอ เจิ้งเอ๋อร์ ต่อให้พวกเขาไม่ให้ของขวัญ ข้าก็จะสอนพวกเขาทำนาอยู่ดี"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งขมวดคิ้วแน่น

จูเซียงอุ้มอิ๋งเสี่ยวเจิ้งขึ้นมาแล้วกล่าว "เจิ้งเอ๋อร์ คราวที่แล้วที่เจ้าเลือกดอกมันฝรั่งที่สวยที่สุดให้ท่านอาหญิง เจ้าทำเพื่อประจบเอาใจท่านอาหญิงหรือเปล่า?"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งกุมหัว สับสนเล็กน้อย ไม่รู้จะพยักหน้าดีหรือไม่

จูเซียงกล่าว "เจ้าอยากให้ท่านอาหญิงดีใจ แต่เจ้าไม่ได้คิดจะเอาดอกไม้ไปแลกอะไรตอบแทนใช่ไหม?"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเริ่มเข้าใจลางๆ เขาถาม "พวกเขาอยากให้ท่านอาดีใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน?"

จูเซียงตอบ "ความรู้สึกบางอย่างก็มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เจือปน แต่ก็ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ล้วนๆ เจิ้งเอ๋อร์ค่อยๆ ดูและเรียนรู้ไป เจ้ายังเด็ก ไม่ต้องรีบร้อน"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งพยักหน้าแบบเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง

จูเซียงถาม "ได้รับของขวัญแล้วดีใจไหม?"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งพยักหน้าหงึกหงัก

จูเซียงยิ้มและบีบแก้มอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง "แค่เจ้ามีความสุขก็พอ! มาเถอะ อาจะช่วยจดรายการของขวัญลงสมุดเล่มเล็กให้ เอาของขวัญที่เจิ้งเอ๋อร์ได้วันนี้มาเลี้ยงข้าวเพื่อนบ้านสักมื้อดีไหม?"

ตอนแรกอิ๋งเสี่ยวเจิ้งดูลัเลเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ของขวัญมากมายขนาดนี้

แต่เมื่อมองรอยยิ้มของจูเซียง เขาก็พยักหน้าราวกับถูกสะกด "ตกลง เจิ้งเอ๋อร์จะเลี้ยงทุกคนเอง"

จูเซียงชูตัวอิ๋งเสี่ยวเจิ้งแกว่งไปมาแล้วตะโกนเสียงดัง "วันนี้เจิ้งเอ๋อร์ของข้าขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงฉลองเพื่อนบ้านและพี่น้องในหมู่บ้านชุดใหญ่! ใครว่างก็มาช่วยกันหน่อย! เราจะตั้งโต๊ะที่หน้าหมู่บ้าน ใครมาก็ได้กิน!"

ทันใดนั้น ชาวบ้านต่างยกมืออาสาด้วยความเต็มใจ บางคนที่มีฐานะหน่อยก็วิ่งกลับบ้านบอกว่าจะไปเอาวัตถุดิบมาเพิ่ม

เซี่ยงเหอเบียดตัวเข้ามากล่าว "ข้าทำโต๊ะกับม้านั่งไว้เยอะแยะ วันนี้ลองให้พวกเขานั่งม้านั่งดู จะได้ไม่ต้องทำเสื้อผ้าเปื้อนดิน"

จูเซียงหันไปมองซุนขวง

ซุนขวงแค่นเสียงฮึแล้วกล่าว "ตามใจเจ้า"

เซี่ยงเหอล้วงห่วงหยกกลออกมาจากอกเสื้อ "ของขวัญวันเกิด"

ห่วงหยกกลที่คล้องเกี่ยวกันสองวง เป็นของเล่นยอดนิยมของชนชั้นสูงและปัญญาชน หยกที่เซี่ยงเหอใช้ทำห่วงกลคือหยกชิงหลาน แม้จะไม่ใช่หยกหลานเถียน แต่ก็เข้ากับรสนิยมของชาวฉินเป็นอย่างยิ่ง

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งชอบใจมากและเริ่มนั่งเล่นทันที

ซุนขวงหรี่ตามอง แค่นเสียงเย็นชา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เปิดโปงสถานะของเซี่ยงเหอต่อหน้าหลินเซี่ยงหรู

ซุนขวงละสายตาเหยียดหยามจากเซี่ยงเหอ หันไปมองชาวนาวัยกลางคนที่กำลังช่วยจูเซียงเก็บของขวัญที่ชาวบ้านวางกองไว้

ชาวนาผู้นั้นลังเลอยู่นาน ควานหาของในอกเสื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็กัดฟันดึงม้วนไม้ไผ่ออกมา "ท่านจูเซียง รับม้วนตำรานี้ไว้ได้หรือไม่?"

"อา ได้สิ" จูเซียงไม่สงสัยเลยว่าทำไมชาวนาถึงพกตำรา เขาเก็บม้วนไม้ไผ่เข้าอกเสื้อทันที "จะว่าไป ท่านคือสวี่หมิงใช่หรือไม่?"

สวี่หมิงงงงวย "ขอรับ... เหตุใดท่านจูเซียงจู่ๆ ถึงเอ่ยชื่อข้า?"

จูเซียงตอบ "เปล่าหรอก ข้านึกขึ้นได้ว่ามีคนเรียกท่านว่าสวี่หมิง ก็เลยถามดู"

เขาเฝ้าสังเกตมานาน เดาว่าใครคือสวี่หมิงผู้มอบเมล็ดพันธุ์ดีให้เขา ที่แท้ก็คือ 'เหล่าสวี่' ผู้นี้ที่เคยถามเขาว่าเป็นคนจากสำนักเกษตรหรือไม่

ตอนนั้นที่เหล่าสวี่พูดถึงสำนักเกษตร เขาคิดว่าหมายถึงคนทำนา ไม่เคยนึกถึงสำนักร้อยสำนักปราชญ์เลย

ในเมื่อเหล่าสวี่มีชื่ออยู่ในรายชื่อค่าความประทับใจของระบบ เขาอาจจะเป็นสมาชิกของสำนักเกษตร และน่าจะมีสถานะไม่ธรรมดาเสียด้วย

อย่างไรก็ตาม เขายังคงมืดแปดด้านเรื่องคนชื่อ 'ท่านฟูจื่อ' คนรอบตัวเขาไม่มีใครมีชื่อนี้ หรือจะเป็นบุคคลสำคัญนิรนามที่ได้ยินชื่อเสียงของเขา?

จูเซียงเกาหัวแล้วโยนคำถามนั้นทิ้งไป ช่างเถอะ ไม่สำคัญหรอก

เมื่อชาวบ้านจัดพิธีเช่นการฉลองให้เด็ก ถือเป็นงานมงคลใหญ่ที่คนทั้งหมู่บ้านจะมาร่วมกินเลี้ยง ชาวบ้านรู้ดีว่าจูเซียงไม่มีทายาทสืบสกุล ตอนนี้จูเซียงรับหลานชายเป็นลูกบุญธรรม เท่ากับว่ามีคนดูแลยามแก่เฒ่าและจัดงานศพให้แล้ว หากไม่จัดงานให้ใหญ่โต คนอาจจะกังขาในสถานะของหลานชายได้ ดังนั้นครั้งนี้จูเซียงจึงจัดงานอย่างคึกคัก

เหลียนพั่วเดิมทีไม่ได้สนใจวันเกิดเด็กและส่งแค่ของขวัญมา

แต่พอได้ยินว่าจูเซียงจัดงานเลี้ยงใหญ่ในหมู่บ้าน เขาก็นั่งไม่ติด รีบควบม้ามาแจมทันที เรียกสายตาค้อนจากหลินเซี่ยงหรูได้อีกวง

ที่บ้านหลี่มู่มีวัวและแกะส่งมาจากเมืองเยี่ยนเหมินมากมาย เขาบอกว่าจะต้องออกจากหานตานเร็วๆ นี้ จึงยกวัวและแกะทั้งหมดมาที่บ้านจูเซียงเป็นของขวัญวันเกิดให้อิ๋งเสี่ยวเจิ้ง

ไช่เจ๋อหาดาบเหล็กคมกริบมาจากไหนไม่รู้ มอบให้อิ๋งเสี่ยวเจิ้ง จูเซียงเอามาห้อยที่เอวตัวเอง ทำให้อิ๋งเสี่ยวเจิ้งปากยื่น

"ท่านอา จำไว้ด้วยนะ นี่ของข้า!" อิ๋งเสี่ยวเจิ้งทวง

จูเซียง: "รู้แล้วน่า จำได้ มา เจิ้งเอ๋อร์ อาจะรำดาบให้ดู!"

ซุนขวงกล่าวอย่างดูแคลน "อย่าขายหน้าเลย ไปทำกับข้าวไป๊"

หลี่มู่หัวเราะ "เจิ้งเอ๋อร์อยากดูรำดาบหรือ? เดี๋ยวอาแสดงให้ดู"

เหลียนพั่วกระชับสายคาดเอว "รำดาบจะมีประโยชน์อะไร? มา ประลองกันดีกว่า"

หลี่มู่: "หา? เฮ้ย? เดี๋ยว..."

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งนั่งบนเก้าอี้สูง แกว่งขาสั้นป้อมที่ห้อยตองแต่ง มองดูงานวันเกิดที่แสนคึกคัก ร่างกายและศีรษะเล็กๆ อดไม่ได้ที่จะโยกตามไปมา

ที่ทางเข้าหมู่บ้าน รถแล่นของจ้าวเปา หรือผิงหยวนจวิน จอดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขายืนบนรถม้า ทอดสายตามองความรื่นเริงในระยะไกล

"นายท่าน ทำไมไม่ให้ท่านเสนาบดีหลินออกมาต้อนรับล่ะขอรับ?" คนขับรถม้าถามอย่างสงสัย

จ้าวเปาส่ายหน้า "อย่าไปรบกวนเขาเลย เฮ้อ"

คนขับรถม้าไม่เข้าใจว่าทำไมนายท่านถึงขับรถมาถึงที่ดินของหลินเซี่ยงหรู และทำไมถึงได้แต่มองงานเลี้ยงจากไกลๆ แล้วถอนหายใจ

"กลับกันเถอะ" จ้าวเปาถอนหายใจอีกหลายเฮือก ตัดสินใจไม่รบกวนหลินเซี่ยงหรู

ไม่เพียงแต่หลินเซี่ยงหรูจะจัดงานวันเกิดให้ตัวประกันแคว้นฉิน แม้แต่เหลียนพั่วและแม่ทัพหลี่ที่ประจำการอยู่เยี่ยนเหมินก็ยังมาร่วมงานเลี้ยง ซึ่งทำให้เขากังวลใจยิ่งนัก

หรือว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับตัวประกันแคว้นฉิน แต่เป็นเพราะหลินเซี่ยงหรูนับถือคนชื่อจูเซียงเป็นหลานชายจริงๆ?

แต่เหลียนพั่วกับแม่ทัพหลี่จะลดตัวลงมาร่วมงานวันเกิดหลานชายชาวนาที่บ้านชาวนาเชียวหรือ?

แล้วชาวบ้านพวกนี้ มาประจบสอพลอจูเซียงเพราะเกรงใจเจ้าภาพอย่างเสนาบดีหลินหรือเปล่า?

จ้าวเปานึกขึ้นได้ว่าหลินเซี่ยงหรูเคยแนะนำจูเซียงต่อหน้าฝ่าบาทหลายครั้ง แต่พอฝ่าบาทยอมให้จูเซียงเข้าวังรับราชการ เขากลับปฏิเสธเสียงแข็ง

"เป็นเพราะหลินเซี่ยงหรูไม่อยากให้จูเซียงเป็นขันที หรือเพราะไม่พอใจที่ฝ่าบาทไม่ปูนบำเหน็จจูเซียงเรื่องเพิ่มผลผลิตธัญพืช แต่กลับจะให้รางวัลเพราะปลูกพืชแปลกๆ แทน?" จ้าวเปาพึมพำกับตัวเอง

เขานวดขมับแล้วบอกคนขับรถม้า "ไม่กลับจวน ไปหาท่านผิงหยวนจวิน"

คนขับรถม้ารับคำ

จ้าวเปานั่งในรถม้า หลับตาครุ่นคิด

ด้วยสถานะที่เป็นท่านอาของตัวประกันแคว้นฉิน จูเซียงก็ได้ก้าวเข้าสู่ชนชั้นปัญญาชนแล้ว ถึงขั้นนี้ การจะเสนอชื่อจูเซียงให้รับตำแหน่งขุนนางก็เป็นเรื่องที่อธิบายกับคนอื่นในราชสำนักได้

ฝ่าบาททรงไว้วางใจพี่ชายอย่างท่านผิงหยวนจวินมากกว่าเขา และท่านผิงหยวนจวินก็คุ้นเคยกับการเลี้ยงดูผู้คน การให้ท่านผิงหยวนจวินเป็นคนเสนอชื่อจูเซียงน่าจะเหมาะสมกว่า

จ้าวเปาถอนหายใจ "จูเซียงคนเดียวน่ะช่างปะไร แต่จะปล่อยให้หลินเซี่ยงหรูและเหลียนพั่วเหินห่างจากฝ่าบาทไม่ได้"

จ้าวเปาเคยแนะนำจ้าวหวางมานานแล้วว่าให้รักษาหน้าหลินเซี่ยงหรู และมอบตำแหน่งขุนนางลอยๆ ให้จูเซียงสักตำแหน่ง

หลินเซี่ยงหรูไม่เคยขอตำแหน่งให้คนในครอบครัว พวกเขาล้วนไต่เต้าด้วยความสามารถตนเอง ในเมื่อหลินเซี่ยงหรูนานทีปีหนจะเอ่ยปากขอตำแหน่ง ต่อให้เป็นสามัญชน แต่ตราบใดที่หลินเซี่ยงหรูนับถือเป็นหลาน สถานะเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร

แต่พวกขุนนางคนโปรดรอบกายจ้าวหวางกลับไม่ยอม

กษัตริย์แต่ละพระองค์ย่อมมีขุนนางคู่ใจ หลังจากอดีตกษัตริย์และอดีตราชินีสิ้นพระชนม์ไปทีละคน ขุนนางคนโปรดของจ้าวหวางก็หวังจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของหลินเซี่ยงหรู เหลียนพั่ว และขุนนางเก่าแก่คนอื่นๆ จึงคอยขัดขวางทุกเรื่องที่พวกนั้นทำ

แม้จ้าวเปาจะรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ แต่เขาเป็นคนระมัดระวังตัวเสมอมา จึงไม่อยากเปิดโปงมันออกมา

จบบทที่ บทที่ 18: มันฝรั่งเผาจิ้มเกลือ

คัดลอกลิงก์แล้ว