เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15: เครื่องในตุ๋นพะโล้รสเลิศ

บทที่ 15: เครื่องในตุ๋นพะโล้รสเลิศ

บทที่ 15: เครื่องในตุ๋นพะโล้รสเลิศ


บทที่ 15: เครื่องในตุ๋นพะโล้รสเลิศ

จูเซียงมิได้รู้สึกผิดหวังในตัวบรรดาประมุขผู้ครองแคว้นทั่วหล้าเพียงเพราะพฤติกรรมของกษัตริย์แคว้นจ้าว

เขาเป็นคนจากยุคปัจจุบัน ดังนั้นแม้แต่กษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถและทรงอานุภาพในหน้าประวัติศาสตร์ก็ยังไม่อาจตอบสนองความคาดหวังของเขาได้ครบถ้วน

แม้แต่หลานชายสุดที่รักอย่างเจิ้งเอ๋อร์ที่เขาเฝ้าฟูมฟักอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

แน่นอนว่าหากเป็นไปได้ จูเซียงยังคงปรารถนาที่จะติดตามกษัตริย์ผู้ทรงธรรมและมีความยุติธรรม ให้รางวัลและลงโทษอย่างชัดเจน อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้มั่นใจได้ว่าตราบใดที่เขาปฏิบัติตามกฎระเบียบ เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หลังจากจูเซียงเริ่มปลูกมันฝรั่งได้ไม่นาน เหล่าชาวนาก็ทยอยกันมาหาเขา แสดงความจำนงขอปลูกมันฝรั่งด้วย ถึงขั้นยอมใช้ที่ดินดีๆ มาทำการเพาะปลูก

จูเซียงรีบห้ามปรามพวกเขา อธิบายข้อเสียของมันฝรั่งอย่างละเอียดถี่ถ้วนและเกลี้ยกล่อมให้คนเหล่านี้กลับไป

ทว่าภายหลังมีผู้คนหลั่งไหลมาถามไถ่มากเกินไป จูเซียงจึงตัดสินใจตั้งเวที ให้เซียงเหอทำโทรโข่งไม้แบบง่ายๆ ขึ้นมา ติดตั้งกระดานดำ แล้วใช้วิธีตะโกนประกอบการวาดภาพ อธิบายข้อดีข้อเสียของการปลูกมันฝรั่งให้เหล่าชาวนาฟัง บอกทุกคนว่าอย่าเพิ่งใจร้อน ให้รอจนกว่าเขาจะทดลองสำเร็จเสียก่อน แล้วค่อยเริ่มปลูกในปีหน้า

หลังจากพยายามอย่างหนักอยู่หลายวัน ในที่สุดเขาก็สามารถเกลี้ยกล่อมชาวนาในเขตศักดินาของหลินเซียงหรู ซึ่งเชื่อถือเขามากเกินไป ให้กลับไปได้

อันที่จริง เมื่อเทียบกับการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งแล้ว จูเซียงกระตือรือร้นที่จะส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีที่เขาคัดเลือกออกมามากกว่า

เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีสองชนิดที่เขาคัดเลือกมาล้วนเป็นข้าวสาลีฤดูหนาว แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูไม่ออกว่าเป็นเมล็ดพันธุ์วิเศษเพียงใด แต่ข้าวสาลีสายพันธุ์ปรับปรุงจากยุคปัจจุบันมักเน้นทักษะ "การต้านทานการล้ม" เป็นสำคัญ ใครที่เคยทำนาย่อมรู้คำกล่าวที่ว่า "ข้าวสาลีที่ล้มก็ไม่ต่างอะไรกับหญ้ารก" และหลายครั้งที่ผลผลิตเสียหายย่อยยับก็เป็นเพียงเพราะลมกรรโชกแรงระลอกเดียว ขอเพียงมีคุณสมบัตินี้ ข้าวสาลีพันธุ์ปรับปรุงเหล่านี้ก็ดีกว่าข้าวสาลีฤดูหนาวในปัจจุบันมากโขแล้ว

น่าเสียดายที่ที่นาของเหล่าชาวนาหากไม่ปล่อยรกร้างเพื่อฟื้นฟูดิน ก็ถูกเพาะปลูกไปแล้ว จูเซียงจึงไม่สามารถส่งเสริมข้าวสาลีฤดูหนาวพันธุ์ใหม่ได้ในปีนี้

หากมีที่ดินเพิ่มอีกก็คงจะดี จูเซียงเก็บความปรารถนานี้ไว้ลึกสุดใจ เพียงแค่บ่นพึมพำออกมาครั้งเดียวตอนอาบน้ำให้อิ๋งเสี่ยวเจิ้ง

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งซึ่งได้ไปเยือนโลกแห่งความฝันมาอีกครั้ง รู้สึกว่าสมองของตนปราดเปรื่องขึ้นมาก เพื่อแบ่งเบาความกังวลของท่านลุง เขาจึงแอบไปหาเหลียนปัวที่แวะมากินข้าวที่บ้านอีกแล้ว และถอดหยกพกออกจากคอ

เหลียนปัววางน่องไก่ย่างในมือลง ถามด้วยความงุนงงว่า "เจ้าเอาสิ่งนี้ให้ข้าทำไม"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งชูหยกพกขึ้นและกล่าวอย่างจริงจัง "ตาเฒ่าหลินบอกว่าท่านแม่ทัพเหลียนมีที่ดินเยอะ ท่านลุงอยากปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ แต่ไม่มีที่ดิน ข้าอยากขอซื้อที่ดินจากท่านแม่ทัพเหลียน"

เหลียนปัวงงเป็นไก่ตาแตก "หา?! หลินเซียงหรูยากจนถึงขนาดไม่มีที่ดินเชียวรึ?!"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งอธิบายอย่างจริงจัง "ตาเฒ่าหลินมีที่ดิน แต่ปลูกไปหมดแล้ว ท่านแม่ทัพเหลียนมีที่ดินสำหรับเลี้ยงม้า ซึ่งสามารถนำมาปลูกได้"

เหลียนปัวเงียบไปครู่หนึ่ง เช็ดมือที่มันเยิ้มกับเสื้อผ้า แล้วอุ้มอิ๋งเสี่ยวเจิ้งขึ้นมานั่งบนตัก "ลุงเจ้าสอนให้พูดหรือ"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งส่ายหน้า "เปล่า ท่านลุงไม่รู้เรื่อง"

เขายัดหยกพกใส่มือเหลียนปัว "นี่ แลกกับที่ดิน"

เหลียนปัวหัวเราะลั่น "ข้าไม่อยากได้หยกของเจ้าหรอก ลุงเจ้าอยากได้ที่ดินก็ให้เขามาคุยกับข้าเอง จูเซียงใจเสาะปานหนู สมควรต้องฝึกความกล้าเสียบ้าง"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งสวนทันควัน "...ห้ามว่าร้ายท่านลุงนะ!"

เหลียนปัวหยอกล้อตัวประกันตัวน้อยแห่งแคว้นฉิน "เขามันใจเสาะปานหนูจริงๆ นี่นา ไม่กล้าแม้แต่จะออกรบ"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเอาหยกพกกลับมาคล้องคอ ปีนลงจากตักของเหลียนปัว แล้วหันหลังเดินหนี

เหลียนปัวคว้าตัวอิ๋งเสี่ยวเจิ้งไว้ "อะไรกัน ยังจะงอนอีกรึ"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งหันกลับมามองค้อนเหลียนปัวด้วยสายตาดุดันทรงอำนาจ โดยไม่พูดอะไรสักคำ

เขาจารึกชื่อคนที่ด่าว่าท่านลุงไว้ในบัญชีแค้นในใจ หวังว่าตาเฒ่าเหลียนจะมีชีวิตยืนยาว จนถึงวันที่เขาเติบใหญ่และกวาดล้างหกแคว้น

เหลียนปัวมองดวงตาปั้นปึ่งของเด็กน้อยอย่างขบขัน เขาอุ้มอิ๋งเสี่ยวเจิ้งกลับขึ้นมา แล้วบีบแก้มตอบๆ ของเด็กน้อยอย่างไม่เกรงใจ "ถ้าเจ้าไปฟ้อง เขาจะทำอะไรข้าได้ เขามันขี้ขลาดจะตาย!"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งโกรธจนกำหมัดแน่น

"ท่านแม่ทัพเหลียน ท่านรังแกข้าก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้ารังแกเจิ้งเอ๋อร์ ข้าจะโกรธจริงๆ แล้วนะ" จูเซียงเดินออกมาพร้อมยกกะละมังใส่เครื่องในตุ๋นพะโล้ เห็นเหลียนปัวทำตัวไม่น่าเคารพอีกแล้ว ถึงขนาดรังแกเด็กตัวเล็กๆ

เหลียนปัวแค่นเสียง "โกรธแล้วจะทำไม"

จูเซียงตอบ "ข้าก็จะปิดประตูงดรับแขก"

เหลียนปัวแสยะยิ้ม "ถ้าเจ้าปิดประตู ข้าก็แค่พังประตูเข้ามาไม่ได้หรือไง?!"

จูเซียง "...ท่านแม่ทัพเหลียน ท่านเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งแคว้นจ้าว มาจากตระกูลผู้ดีเก่าแก่ โปรดรักษภาพลักษณ์ด้วย"

"ถ้าเขากล้าพังประตูบ้านเจ้า ข้าก็กล้าไปพังประตูบ้านเขาเหมือนกัน" หลินเซียงหรูเพิ่งมาถึงบ้านจูเซียงเพื่อดูมันฝรั่ง แล้วก็มาเจอตาเฒ่าเหลียนที่ขัดหูขัดตา

"แรงอันน้อยนิดของเจ้าจะไปพังอะไรได้... โอ๊ย! เจ้าเด็กนี่กัดข้าทำไมเนี่ย?!" เหลียนปัวตกใจจนรีบปล่อยมือ

"ท่านลุง!" อิ๋งเสี่ยวเจิ้งพุ่งตัวเข้าหาจูเซียง

จูเซียงซึ่งวางกะละมังลงบนโต๊ะแล้ว รีบรับตัวอิ๋งเสี่ยวเจิ้งขึ้นมาอุ้ม "มา ให้ท่านลุงดูฟันหน่อย อย่าไปกัดของสกปรกซี้ซั้ว ระวังจะปวดฟันเอานะ"

"ฮึ่ม เหมือนหลินเซียงหรูไม่มีผิด ดีแต่ปาก" เหลียนปัวลูบรอยฟันบนแขนแล้วกล่าว "เจ้ารู้ไหมว่าหลานชายเจ้าเอาหยกที่เจ้าให้ไปขอซื้อที่ดินจากข้า"

จูเซียงก้มมองอิ๋งเสี่ยวเจิ้งที่กำลังหน้าบึงตึง แล้วยิ้มพลางขยี้ผมหลานชาย "เจิ้งเอ๋อร์ ขอโทษนะ ที่ท่านลุงบ่นจนทำให้เจ้าต้องกังวล"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งส่ายหน้าดิก กล่าวอย่างโกรธเคือง "เขาไม่ขายก็คือไม่ขาย ทำไมต้องดูถูกท่านลุงด้วย ท่านลุง อย่าให้เขาเข้ามาอีกนะ!"

จูเซียงพูดแก้ต่างให้เหลียนปัว "ท่านแม่ทัพเหลียนแค่ปากร้าย แต่ความจริงเขาช่วยข้าไว้มาก การขุดคูน้ำ กังหันวิดน้ำ และโม่หิน ล้วนเป็นทหารของท่านแม่ทัพเหลียนที่มาช่วยข้าทำทั้งนั้น"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งขมวดคิ้วแน่น "จริงหรือ"

จูเซียงพยักหน้า "ไม่อย่างนั้นทำไมข้าต้องตื่นแต่เช้ามาทำพะโล้ให้เขาด้วยล่ะ ท่านลุงไม่ใช่คนประเภทเอาความดีตอบแทนความแค้นหรอกนะ"

คิ้วของอิ๋งเสี่ยวเจิ้งขมวดปมแน่นกว่าเดิม เขาไม่เข้าใจพฤติกรรมที่ปากด่าทอแต่ลับหลังกลับช่วยเหลือเช่นนี้ นี่ไม่ใช่การทำคุณบูชาโทษหรอกหรือ?

หลินเซียงหรูทนไม่ไหว จึงด่าออกมา "เจ้าเปลี่ยนปากเสียๆ นั่นไม่ได้หรือไง?! ขนาดกับเด็กปากเจ้ายังเหม็นเน่าขนาดนี้!! แล้วมาด่าญาติผู้ใหญ่ของเขาต่อหน้าเด็ก เจ้าอยากให้เจิ้งเอ๋อร์โตขึ้นแล้วถือดาบมาล้างแค้นให้ญาติหรือไง?!"

เหลียนปัวกล่าวอย่างหน้าไม่อาย "การพูดความจริงเรียกว่าด่าได้ยังไง ดูสิ จูเซียงเองยังไม่ถือสาเลย"

จูเซียงพึมพำกับตัวเอง ถ้าข้าถือสาปากท่าน ข้าคงตรอมใจตายไปนานแล้ว

"ว่าแต่ ถ้าเจ้าขาดแคลนที่ดิน ทำไมไม่บอกข้าตรงๆ ให้หลานชายมาขอร้องข้าทำไม" เหลียนปัวถาม

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งตะโกนลั่น "ข้าไม่ได้ขอร้อง! ข้าแค่มาซื้อที่ดิน!"

เหลียนปัวแหย่ "หยกคุณภาพต่ำของเจ้าจะซื้อที่ดินดีๆ ได้ยังไง ถ้าไม่ใช่การขอร้อง?"

ใบหน้าของอิ๋งเสี่ยวเจิ้งแดงก่ำด้วยความโกรธ "มันไม่ใช่หยกคุณภาพต่ำนะ!" หยกเขียวหลานเถียนที่เชื้อพระวงศ์แห่งต้าฉินสวมใส่จะเป็นของคุณภาพต่ำได้อย่างไร!

หลินเซียงหรูกำหมัดทุบศีรษะเหลียนปัวจนมวยผมแทบหลุด "บอกแล้วไงว่าเลิกแกล้งเจิ้งเอ๋อร์เสียที!"

"เออๆ ไม่แกล้งแล้วก็ได้" เหลียนปัวถอนหายใจ "น่าเบื่อชะมัด ไม่ร้องไห้สักแอะ"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้ง "..." ตอนนี้เขาอยากร้องไห้แล้ว และอยากจะกระโจนเข้าไปกัดตาแก่สารเลวนั่นอีกสักที!

จูเซียงนั่งตัวตรงต่อหน้าเหลียนปัว โดยมีอิ๋งเสี่ยวเจิ้งอยู่ในอ้อมกอด

เหลียนปัว "อะไร? จะไล่ข้ากลับเพื่อหลานชายจริงๆ รึ"

จูเซียง "เจิ้งเอ๋อร์ ถีบท้องเขา!"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งยกขาถีบเข้าที่พุงพลุ้ยๆ ของเหลียนปัวเต็มแรงทันที

เหลียนปัว "โอ๊ย!"

จูเซียงรีบอุ้มอิ๋งเสี่ยวเจิ้งไปหลบหลังหลินเซียงหรูทันที หลินเซียงหรูกางแขนออก จ้องมองเหลียนปัวประหนึ่งแม่ไก่แก่ปกป้องลูกเจี๊ยบ

เหลียนปัวลูบท้องพลางกล่าว "เออๆ พวกเจ้าปกป้องมันเข้าไป ข้าไม่ถือสาเด็กมันหรอก"

หลินเซียงหรูด่าสวน "เจ้าจงใจแกล้งเด็ก แล้วโดนเด็กถีบเบาๆ แค่นี้ ยังจะมีหน้ามาบอกว่าไม่ถือสาอีกเรอะ?!"

เบา? เหลียนปัวรู้สึกว่าหลินเซียงหรูยิ่งแก่ยิ่งไม่มีเหตุผล

"เออๆ ข้าไม่ถือสาก็ได้" เหลียนปัวยังคงลูบท้อง หน้าตาเหยเก "จูเซียง ข้าถามเจ้า ทำไมไม่บอกข้าตรงๆ"

จูเซียงถอนหายใจ "ท่านแม่ทัพเหลียนเองก็มีที่ดินเลี้ยงม้าไม่มากนัก หากข้าขอที่ดินจากท่าน แล้วม้าของท่านจะทำอย่างไร การทดลองพันธุ์พืชใหม่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนในหนึ่งหรือสองปีนี้"

"ข้าบอกตั้งนานแล้วว่าเจ้าคิดมากเกินไป เรื่องเล็กแค่นี้ ข้าจัดการเองได้" เหลียนปัวลูบท้องจนหายเจ็บ เลิกทำหน้าเหยเก "บอกมาสิว่าเจ้าต้องการที่ดินเท่าไหร่"

จูเซียงรู้อยู่แล้วว่าถ้าบอกเหลียนปัว ก็จะได้คำตอบแบบนี้ ถ้าปฏิเสธ ตาแก่ปากเสียคนนี้ก็คงด่าเขาอีก

เขาทำได้เพียงกัดฟันบอกไปว่าต้องการที่ดิน 2 หมู่ โดยคิดว่าจะปลูกข้าวสาลีแต่ละชนิดอย่างละ 1 หมู่ รอหลังเก็บเกี่ยวปีหน้าค่อยเก็บข้อมูลให้ละเอียด แล้วค่อยส่งเสริมก็ยังไม่สาย

"แค่ 2 หมู่? เจ้าดูถูกใครอยู่?" เหลียนปัวบ่นอุบ "ข้าให้ 10 หมู่ ปลูกให้ดีๆ ล่ะ ข้าจะคอยดูว่าคราวนี้เจ้าจะปลูกอะไรออกมาได้"

จูเซียงขอบคุณเหลียนปัว แล้วอุ้มอิ๋งเสี่ยวเจิ้งที่ยังคงจ้องเขม็งใส่เหลียนปัวเข้าไปในครัวเพื่อหยิบชามและตะเกียบ

หลังจากจูเซียงเดินออกไป หลินเซียงหรูก็เอ่ยขึ้น "ครั้งนี้เจ้ามาบ้านจูเซียงแค่เพื่อกินฟรีงั้นรึ"

เหลียนปัวตอบ "ไม่อย่างนั้นล่ะ?"

หลินเซียงหรูถาม "เจ้ารู้ฐานะของเจิ้งเอ๋อร์แล้ว? ฝ่าบาทส่งเจ้ามาหรือ"

เหลียนปัวสูดดมกลิ่นหอมเข้มข้นของพะโล้ พลางจับเคราผูกเป็นปมแล้วกล่าว "ข้ารู้อยู่แล้วว่าปิดบังเจ้าไม่ได้ แต่ทว่า แม้ข้าจะมาดูลาดเลาตัวประกันแคว้นฉิน แต่มิใช่รับคำสั่งจากกษัตริย์แคว้นจ้าว แต่เป็นคำสั่งของผิงหยางจวิน สิ่งที่เขาอยากรู้ที่สุดคือการที่คนของเจ้ารับเลี้ยงตัวประกันแคว้นฉิน หมายความว่าเจ้าปันใจให้แคว้นฉินหรือไม่ เจ้ารู้ใช่ไหมว่ากษัตริย์แคว้นฉินให้ความสำคัญกับเจ้ามาก"

หลินเซียงหรูกล่าวเสียงเย็น "หนทางสู่แคว้นฉินยาวไกลและยากลำบาก ด้วยสังขารของข้า เกรงว่าคงไปไม่ถึง ฝากขอบคุณผิงหยางจวินที่เป็นห่วง"

เหลียนปัวกล่าว "ข้าจะนำคำพูดของเจ้าไปบอกตามตรง แต่เจ้าไม่ต้องโกรธไป การที่ผิงหยางจวินส่งข้ามา พิสูจน์ว่าเขาไม่อยากมีเรื่องกับเจ้า"

"ข้าเป็นเพียงชายชราที่ฝ่าบาทไม่ทรงไว้วางพระทัยอีกต่อไป ไม่คู่ควรให้ผิงหยางจวินต้องเกรงใจ" แม้หลินเซียงหรูจะพูดเช่นนี้ แต่สีหน้าก็อ่อนลงมาก "แต่ก็น่าแปลกใจที่ผิงหยางจวินส่งเจ้ามา ไม่ใช่ผิงหยวนจวิน"

ผิงหยวนจวิน 'จ้าวเซิ่ง' เป็นอาและอัครมหาเสนาบดีของกษัตริย์แคว้นจ้าวองค์ปัจจุบัน ชื่นชอบการเลี้ยงดูปัญญาชน และเป็นหนึ่งในสี่คุณชายแห่งยุคจั้นกั๋ว มีชื่อเสียงเคียงคู่กับเมิ่งฉางจวิน, ชุนเซินจวิน และซิ่นหลิงจวิน กษัตริย์แคว้นจ้าวทรงไว้วางพระทัยและพึ่งพาผิงหยวนจวินจ้าวเซิ่งเป็นอย่างมาก

ส่วนผิงหยางจวิน 'จ้าวเป้า' แม้จะเป็นอาของกษัตริย์แคว้นจ้าวเช่นกัน แต่อายุน้อยกว่าจ้าวเซิ่ง และไม่นิยมเลี้ยงดูปัญญาชน ชื่อเสียงจึงไม่โด่งดัง และบทบาทก็น้อยกว่าจ้าวเซิ่งมากนัก

การที่เหลียนปัวเอ่ยถึงจ้าวเป้าขึ้นมากะทันหัน ทำให้หลินเซียงหรูแปลกใจ

เหลียนปัวกล่าว "ข้าจะไปรู้เรอะ เจ้าไปล่วงเกินผิงหยางจวินที่ไหนหรือเปล่า"

หลินเซียงหรูจนปัญญา "เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนมุทะลุบ้าบิ่นที่ชอบไปหาเรื่องคนอื่นไปทั่วเหมือนเจ้าหรือไง"

เหลียนปัวไม่ใส่ใจคำค่อนขอดของหลินเซียงหรูเลยสักนิด เขาชินชาเสียแล้ว "ดีแล้วที่ไม่ได้ล่วงเกินเขา แม้เขาจะดูไม่มีความสามารถเท่าไหร่ แต่ยังไงก็เป็นถึงอาของฝ่าบาท"

หลินเซียงหรูกล่าว "การที่เขาส่งเจ้ามาหยั่งเชิงข้า ไม่ใช่วิสัยของคนไร้ความสามารถ"

"ยิ่งเก่งก็ยิ่งดี" เหลียนปัวกล่าวอย่างไม่ยี่หระ "มีคนเก่งๆ มาช่วยงานฝ่าบาท เจ้าจะได้ไม่ต้องคอยกังวลตลอดเวลา"

หลินเซียงหรูขมวดคิ้วลึก "ฝ่าบาทของข้าก็คือฝ่าบาทของเจ้า เจ้าเองก็ควรจะกังวลบ้าง"

เหลียนปัวหัวเราะ "ข้ามีหน้าที่แค่รบเพื่อฝ่าบาท เรื่องอื่นข้าไม่ถนัด ดังนั้นข้าไม่สน"

หลินเซียงหรูเตือน "ยังไงเจ้าก็ต้องใส่ใจ และเรียนรู้ถ้าไม่เข้าใจ แม่ทัพอยู่ภายนอก ประมุขอยู่ภายใน ถ้าเจ้าไม่รู้อะไรเลย เจ้าอาจจะถูกแทงข้างหลังเอาได้ง่ายๆ"

เหลียนปัวยังคงยิ้มอย่างไม่ยี่หระ "ข้ามีเจ้าอยู่ข้างหลังไม่ใช่รึ เจ้าแค่ช่วยพูดให้ข้าข้างกายฝ่าบาทก็พอ แม้เจ้าจะบ่นเสมอว่าฝ่าบาทไม่ไว้ใจเจ้า แต่ยกเว้นเรื่องของจูเซียงแล้ว ฝ่าบาทไม่เคยไม่ไว้ใจเจ้าเลย แต่เรื่องจูเซียงอย่าไปโทษฝ่าบาทเลย จูเซียงเป็นแค่สามัญชน การที่กษัตริย์จะให้ความสำคัญขนาดนั้น ความดีความชอบแค่นี้ยังไม่พอหรอก"

หลินเซียงหรูไม่อยากเถียงกับเหลียนปัวเรื่องนี้ จึงเปลี่ยนเรื่อง "แล้วผิงหยางจวินตั้งใจจะจัดการกับเจิ้งเอ๋อร์อย่างไร"

"จะมีอะไรโหดร้ายไปกว่าการที่เชื้อพระวงศ์แคว้นฉินที่ถูกครอบครัวทอดทิ้งต้องมาตกต่ำอยู่ในบ้านสามัญชนเล่า" เหลียนปัวกล่าวเนิบๆ "และไม่มีอะไรจะทำให้ฝ่าบาทสบายพระทัยได้เท่านี้อีกแล้ว ในสายตาพวกเขา ตัวประกันคนนี้เสียคนแน่นอน"

หลินเซียงหรูเปรยเรียบๆ "พวกเขาคงคิดเช่นนั้นจริงๆ"

เหลียนปัวถาม "ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น แต่เขาก็แค่เด็กฉลาดคนหนึ่ง ข้ายังไม่ถึงขั้นต้องมากังวลเรื่องเด็ก กว่าเขาจะโตพอให้กังวล ข้าคงไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว และเจ้าก็คงไม่อยู่แล้วเช่นกัน แล้วจะกังวลเรื่องหลังความตายไปเพื่ออะไร"

หลินเซียงหรูมองบนใส่เหลียนปัว แต่กลับรู้สึกคล้อยตามคำพูดนั้นอย่างน่าประหลาด

ขณะที่เหลียนปัวและหลินเซียงหรูกำลังสนทนากัน จูเซียงพาอิ๋งเสี่ยวเจิ้งเข้าครัว แอบกินหมูสามชั้นพะโล้ชิ้นเล็กๆ จากหม้อ แล้วค่อยถือชามและตะเกียบออกมา

เครื่องเทศไม่ได้สำคัญอะไรนัก และสกัดออกมาได้ปริมาณมาก จูเซียงจึงตัดสินใจสนองความอยากของคนในครอบครัวก่อน

เมื่อพูดถึงอาหารอร่อยที่ทำจากเครื่องเทศหลากหลายชนิด สิ่งแรกที่จูเซียงนึกถึงคือพะโล้ ไม่ใช่บาร์บีคิว

แม้จะไม่มีตู้เย็น แต่ถ้าน้ำพะโล้ถูกเก็บในหม้อดินเผาหนาที่ฆ่าเชื้อด้วยน้ำเดือด และนำมาต้มให้เดือดทุกเช้าเย็น น้ำพะโล้ก็สามารถเก็บไว้ได้นาน จูเซียงใช้ห่อเครื่องเทศเพียงห่อเดียวก็กินได้หลายมื้อ ซึ่งคุ้มค่ากว่าบาร์บีคิวมาก

น้ำพะโล้สามารถกลบกลิ่นคาวจัดได้ จูเซียงจึงสามารถเปลี่ยนเครื่องในหมู โดยเฉพาะไส้หมู ให้กลายเป็นอาหารรสเลิศได้เสียที

ตอนล้างไส้หมู จูเซียงแทบจะอาเจียน แม้เขาจะชินกับกลิ่นปุ๋ยคอกก็ตาม ไส้หมูอร่อยจริงๆ แต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบนั้นโหดร้ายทารุณ

นอกจากเครื่องในพะโล้แล้ว ยังมีแป้งจี่และหมูสามชั้นชิ้นโตในน้ำพะโล้อีกด้วย

วันนี้เหลียนปัวพยายามจะทำให้อิ๋งเสี่ยวเจิ้งร้องไห้ จูเซียงซึ่งผูกใจเจ็บจึงจงใจไม่ตักหมูสามชั้นออกมา ยกมาแต่กะละมังเครื่องในพะโล้

"อย่าบอกท่านแม่ทัพเหลียนนะ รอท่านอาหญิงกลับจากไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน เราค่อยแอบกินกันเองที่บ้าน" จูเซียงกระซิบ

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเลียริมฝีปากและพยักหน้าหงึกหงัก

สองลุงหลานสบตากันด้วยความลับที่มีร่วมกัน จากนั้นจูเซียงก็ถือชาม อิ๋งเสี่ยวเจิ้งถือตะเกียบ เดินตามกันต้อยๆ ไปยังลานหน้าบ้าน

"ช้าจริง!" เหลียนปัวไม่รอให้จูเซียงวางชามและตะเกียบ เขาฉกชามและตะเกียบไปคู่หนึ่งแล้วเริ่มกินทันที "เจ้าบอกว่านี่คือเครื่องในหมูรึ? ทำไมไม่มีกลิ่นคาวเลย? หอม หอมจริงๆ!"

"เครื่องในทั้งคาวทั้งเหม็น ทำเป็นอาหารรสเลิศได้ด้วยหรือ" หลินเซียงหรูเองก็ไม่ถือสาวัตถุดิบต้อยต่ำและสกปรกในกะละมัง เริ่มค่อยๆ ลิ้มรส

จูเซียงกล่าว "ขอแค่ล้างให้สะอาดและปรุงรสให้ถึง เครื่องเครื่องเครื่องในก็จะมีรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม อร่อยยิ่งกว่าเนื้อธรรมดาเสียอีก นี่เรียกว่าพะโล้เครื่องใน มีเส้นก๋วยเตี๋ยวในน้ำซุป เส้นดูดซับน้ำซุปจนชุ่ม รสชาติดีมาก"

เหลียนปัวคีบเต้าหู้ขึ้นมา "นี่คือแป้งจี่รึ"

จูเซียงตอบ "นี่คือเต้าหู้ ทำจากถั่วเหลืองโม่เป็นน้ำ แล้วทำให้จับตัวเป็นก้อนด้วยดีเกลือ ย่อยง่ายกว่ากินถั่วเหลืองต้มทั้งเมล็ด"

เหลียนปัวกัดเต้าหู้ "รสชาติดี จดสูตรให้ข้าด้วย ข้าชอบกินถั่วเหลือง แต่หมอประจำตระกูลบอกให้ข้ากินน้อยๆ บอกว่าท้องอืดง่าย ข้าไม่เอาเปรียบเจ้าหรอก ข้าจะแลกกับม้าศึกที่ยังไม่ตอนหนึ่งตัว"

จูเซียงรู้ว่าเหลียนปัวชอบกินถั่ว แต่เพราะทำให้ท้องอืดง่าย หมอจึงห้ามกินมาก ดังนั้นตอนทำเต้าหู้ครั้งนี้ เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะให้สูตรเหลียนปัวอยู่แล้ว

แต่เหลียนปัวบอกว่าจะให้ม้าศึก เขาจึงไม่ปฏิเสธ ขืนปฏิเสธ ตาแก่ขี้โมโหคนนี้คงเริ่มด่าอีกแน่

"ได้ขอรับ แต่ข้าจะสอนชาวบ้านทำเต้าหู้ด้วย ท่านแม่ทัพเหลียนห้ามผูกขาดนะ" จูเซียงกล่าว "ชาวบ้านกินถั่วเหลืองกันเยอะ สอนพวกเขาทำเต้าหู้ เวลาฟ้าฝนเป็นใจ อาหารไม่ขาดแคลน พวกเขาจะได้มีของอร่อยกินบ้าง"

"ตามใจเจ้า" เหลียนปัวว่า "เต้าหู้นี่ทำยังไงให้อร่อย"

จูเซียงตอบ "ท่านอยากทำแบบไหนก็ได้ ถ้าชอบรสอ่อนๆ ก็ต้มน้ำเกลือ ถ้าชอบรสเข้มข้น เต้าหู้จะดูดซับรสชาติของวัตถุดิบอื่น ท่านชอบกินอะไร ก็แค่ใส่เต้าหู้ลงไปต้มด้วยกัน"

เหลียนปัวพยักหน้า "เข้าใจแล้ว เหมือนแป้งจี่นั่นแหละ"

หลินเซียงหรูกินเต้าหู้ไปชิ้นหนึ่งแล้วอุทาน "ทำจากถั่วเหลืองจริงหรือ"

จูเซียง "แน่นอน ข้าจะโกหกท่านทำไม"

หลินเซียงหรูยิ้ม "ชาวบ้านจะได้กินสิ่งนี้แทนข้าวถั่วเหลืองได้แล้ว"

จูเซียงยิ้มเจื่อน "ชาวบ้านกินสิ่งนี้แทนข้าวไม่ได้หรอกขอรับ การทำเต้าหู้ต้องโม่ถั่วเหลืองเป็นน้ำนมถั่วเหลืองก่อน ต้มและกรองกากออก แล้วค่อยใช้ดีเกลือหรือน้ำยิปซั่มทำให้จับตัวเป็นก้อน เต้าหู้ถือเป็นสารอาหารสำคัญของถั่วเหลือง แม้จะอร่อย แต่ความอยู่ท้องสู้กินถั่วเหลืองโดยตรงไม่ได้เลย"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเซียงหรูก็ถอนหายใจยาว

เหลียนปัวบ่น "พวกเจ้าสองคนเป็นอะไรกัน? กินข้าวอยู่คุยเรื่องไม่เป็นมงคลไม่ได้หรือไง ถ้าอยากกลุ้มใจก็ไปคุยในห้องหนังสือหลังจากกินเสร็จ อย่ามาถอนหายใจตรงนี้ทำให้เต้าหู้ข้าเสียรสชาติ"

จูเซียงเห็นด้วย "นั่นสิ ตาเฒ่าหลิน กินให้อิ่มก่อนเถอะ"

หลินเซียงหรูถอนหายใจอีกครั้ง แล้วตวัดสายตาค้อนใส่เหลียนปัว

เหลียนปัวจ้องกลับ แล้วก้มหน้าก้มตากินดื่มต่อ

เหลียนปัวกินจุมาก เขาฟาดพะโล้กับแป้งจี่ไปเกือบเต็มกะละมัง

ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอ้างว่าเผื่อท้องไว้ และอยากกินไก่อบอีกตัว

จูเซียงจำต้องไปเอาไก่อบที่เก็บไว้ให้สวินขวงซึ่งออกไปเยี่ยมเพื่อน ออกมาเติมเต็มกระเพาะของเหลียนปัว

ทุกครั้งที่เหลียนปัวมาบ้านจูเซียงเพื่อกินข้าว จูเซียงจะนึกถึงมีมที่มีช้อนขนาดใหญ่กว่าหัว

'ข้าขอไปกินข้าวบ้านเจ้าได้ไหม? ข้ากินแค่คำเดียว ช้อนใหญ่เท่าหัว.jpg'

ความอยากอาหารของเหลียนปัวน่ากลัวยิ่งกว่าช้อนขนาดเท่าหัวเสียอีก

หลังจากกินอิ่มหนำสำราญ เหลียนปัวก็ยังไม่กลับทันที บอกว่าจะสอนวรยุทธ์ให้จูเซียง

จูเซียงถูกเหลียนปัวเคี่ยวเข็ญอย่างหนัก หน้าตาบิดเบี้ยวตลอดเวลา จนกระทั่งลงไปนอนแผ่หราอยู่กับพื้น ไม่ยอมลุกขึ้นไม่ว่าเหลียนปัวจะเอาไม้จิ้มแค่ไหน เหลียนปัวถึงได้ขี่ม้าจากไปอย่างพอใจ

จูเซียงพลิกตัวและพูดเสียงอ่อยกับอิ๋งเสี่ยวเจิ้งที่นั่งยองๆ อยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าโกรธจัด "เจิ้งเอ๋อร์ อย่าโกรธเลย ท่านแม่ทัพเหลียนหวังดี... แค่กๆ เฮ้อ"

หลินเซียงหรูช่วยพยุงจูเซียงขึ้นมาและกล่าว "หวังดีตรงไหน? เขาแค่ว่างงาน เบื่อ ก็เลยจงใจมาแกล้งเจ้าต่างหาก"

จูเซียงยิ้มเจื่อน

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเหลียนปัวจงใจแกล้ง? เพียงแต่เหลียนปัวมีนิสัยเย่อหยิ่งและมักดูถูกคน ตอนนี้เขามา "หาเรื่อง" จูเซียงอย่างน้อยเดือนละครั้ง จูเซียงรู้ว่านี่คือวิธีที่เหลียนปัวดูแลเขา เขาจึงไม่โกรธ

เหลียนปัวยึดมั่นในหลักการของตัวเองมาก เช่น ในเมื่อจูเซียงไม่ออกรบ ต่อให้หลินเซียงหรูพูดจนปากเปียกปากแฉะ เขาก็จะไม่ยอมแนะนำจูเซียงคู่กับหลินเซียงหรู และมักเรียกจูเซียงว่าคนขี้ขลาด

แต่ไม่ว่าจะเป็นการส่งคนมาช่วยจูเซียงทำชลประทาน หรือการหน้าด้านมาบ้านจูเซียงเพื่อกินข้าว เพื่อแสดงให้เห็นว่าจูเซียงอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเขานอกเหนือจากหลินเซียงหรู ล้วนแสดงให้เห็นว่าเหลียนปัวก็รักเอ็นดูจูเซียงเหมือนหลานชายเช่นกัน

"ท่านแม่ทัพเหลียนหวังดีจริงๆ ขอรับ เพียงแต่..." จูเซียงกุมเอว "เพียงแต่นิสัยของท่านแม่ทัพเหลียนดูจะเหมือนตาแก่จอมเกเรขึ้นทุกวันตามอายุหรือเปล่า?"

หลินเซียงหรูคิดในใจว่าจริงทีเดียว เหลียนปัวยิ่งแก่ยิ่งร้าย

"เอาล่ะ เลิกพูดถึงเขา ไปดูมันฝรั่งกับข้าเถอะ" หลินเซียงหรูกล่าว "วันนี้มันฝรั่งน่าจะออกดอกแล้วใช่ไหม"

จูเซียงจนปัญญา "เพิ่งผ่านไปครึ่งเดือนเอง ยังหรอกขอรับ ตาเฒ่าหลิน ท่านเพิ่งถามไปเมื่อวาน"

หลินเซียงหรูไม่สนใจกระบวนการเติบโตตามปกติของพืช ลากจูเซียงที่ปวดเมื่อยไปทั้งตัวไปดูมันฝรั่ง

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเลิกทำหน้าบึ้งตึง เดินตามหลินเซียงหรูและท่านลุงไปดูต้นกล้ามันฝรั่ง ต้นกล้าที่เขาปลูกด้วยมือตัวเอง

ขณะที่หลินเซียงหรูลูบเคราและยิ้มอย่างมีเลศนัยให้กับต้นกล้ามันฝรั่ง อิ๋งเสี่ยวเจิ้งก็นั่งยองๆ ข้างต้นกล้า พึมพำว่า "โตไวๆ ออกดอกไวๆ นะเจ้าต้นกล้า"

จูเซียงทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินในลานบ้าน มองหลินเซียงหรูและอิ๋งเสี่ยวเจิ้งอย่างเหม่อลอย แกล้งทำเป็นเป็นอัมพาต

"ท่านลุง ท่านลุง ต้นกล้าสูงขึ้นอีกแล้วใช่ไหม!"

"อื้ม..."

"ท่านลุง ท่านลุง ต้นกล้าของข้ามีใบงอกออกมาอีกใบแล้ว!"

"อื้ม..."

"ท่านลุง ท่านลุง พรุ่งนี้มันจะบานไหม!"

"ไม่..."

"แล้วเมื่อไหร่จะบานล่ะ"

"คงอีกครึ่งเดือน แต่ปกติดอกมันฝรั่งต้องเด็ดทิ้งตั้งแต่ยังเป็นตุ่มดอก เพื่อให้หัวมันฝรั่งโตดี ดังนั้นเราคงไม่ได้เห็นดอกมันบานหรอก"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเงยหน้ามองด้วยความไม่อยากเชื่อ "เอ๋? เราจะไม่ได้เห็นมันบานหรือ?!"

จูเซียงกล่าว "ถ้าเจ้าชอบดอกมันฝรั่ง ก็เหลือไว้สักสองสามต้นไม่ต้องเด็ด พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว เจ้าค่อยลองเปรียบเทียบกับต้นที่เด็ดดอกทิ้งดู"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งพยักหน้าเบาๆ "ตกลง ข้าจะเหลือดอกมันฝรั่งไว้ให้ท่านอาหญิง"

จูเซียงหัวเราะ "เจิ้งเอ๋อร์ตัวแค่นี้รู้จักให้ดอกไม้สาวแล้วรึ? แล้วท่านลุงล่ะ? ให้แต่ท่านอาหญิงคนเดียวหรือ"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งตอบ "ให้ทั้งคู่"

"เด็กดี!" จูเซียงพยายามจะลุกขึ้นไปกอดอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง แต่พอลุกขึ้นก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บแล้วนั่งลงไปใหม่ "โอ๊ย"

"เจ้านั่งดีๆ เถอะ อย่าลุกเลย" หลินเซียงหรูหัวเราะเบาๆ "ข้าไม่ยักรู้ว่าพืชบางชนิดต้องเด็ดดอกทิ้งถึงจะโตดี"

"เรากินหัวมันฝรั่ง ดังนั้นจะปล่อยให้มันออกดอกออกผลแย่งสารอาหารไปจากหัวไม่ได้" จูเซียงอธิบาย "ตาเฒ่าหลิน ต้นมันฝรั่งยังไม่เปลี่ยนไปมาก เราไม่ต้องดูแล้วมั้ง? อากาศเริ่มเย็นแล้ว เข้าข้างในกันไหม"

"ข้าจะดูอีกหน่อย เจ้าเข้าไปเถอะ" หลินเซียงหรูปฏิเสธ

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งก็ไม่ยอมไปเช่นกัน เขายังคงคุยกับต้นกล้ามันฝรั่ง ออกคำสั่งอย่างวางอำนาจให้พวกมันออกหัวอร่อยๆ

จูเซียงถอนหายใจในใจ ทำได้เพียงนั่งตากลมหนาวเป็นเพื่อนชายชราและเด็กน้อยบนก้อนหินต่อไป

อีกครึ่งเดือนผ่านไป ในที่สุดมันฝรั่งก็ออกตุ่มดอก

จูเซียงแขวนตะกร้าใบเล็กไว้ที่แขนป้อมๆ ของอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง "ไปเลย เจิ้งเอ๋อร์ นักเด็ดดอกมันฝรั่ง!"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้าไปในแปลงมันฝรั่งเล็กๆ เด็ดดอกไม้อย่างมีความสุข

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งตัวเตี้ย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเด็ดดอกมันฝรั่ง

การเด็ดดอกไม้ก็ใช้แรงกายไม่น้อย อิ๋งเสี่ยวเจิ้งพลิกหาตุ่มดอกทุกดอกบนต้นมันฝรั่งอย่างขยันขันแข็ง เด็ดมันออกอย่างระมัดระวังแล้วหย่อนลงตะกร้า เขาทำงานละเอียดละออมาก ซึ่งยิ่งกินแรง หลังจากเด็ดไปได้เพียงห้าต้น เขาก็เหนื่อยหอบเหงื่อท่วมตัวแล้ว

จูเซียงหยุดอิ๋งเสี่ยวเจิ้งไม่ให้ทำต่อ และลากหลินจื้อที่ยืนกอดดอกดูความสนุกอยู่ข้างๆ ให้ลงไปช่วยเด็ดดอกไม้

"ถึงตาของท่านลุงกับลุงหลินของเจ้าทำงานแล้ว เจิ้งเอ๋อร์พักก่อนเถอะ" จูเซียงกล่าว "พอท่านลุงกับลุงหลินของเจ้าเหนื่อย เจิ้งเอ๋อร์ค่อยมาทำต่อ"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งพยักหน้า "ตกลง"

เสวี่ยเช็ดเหงื่อให้อิ๋งเสี่ยวเจิ้งและเปลี่ยนผ้าซับเหงื่อที่หลังให้ "เจิ้งเอ๋อร์ลำบากแล้ว"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งชูตะกร้าขึ้น "ท่านอาหญิง นี่ดอกไม้สำหรับท่าน"

เสวี่ยก้มหน้าลงดมในตะกร้า ดอกมันฝรั่งไม่มีกลิ่นหอมมากนัก และนี่เป็นแค่ตุ่มดอก กลิ่นยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ แต่เสวี่ยยิ้มและกล่าวว่า "ดอกไม้หอมมาก ขอบใจนะเจิ้งเอ๋อร์ อาหญิงชอบมาก อาหญิงจะตากแห้งแล้วเอามาทำสร้อยข้อมือ"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งยิ้มแก้มปริ ตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว "พอมันฝรั่งบาน เจิ้งเอ๋อร์จะเด็ดดอกไม้ที่สวยกว่านี้ให้ท่านอาหญิงอีก"

เสวี่ยลูบหัวอิ๋งเสี่ยวเจิ้งที่สวมหมวกหัวเสือ "จ้ะ"

จูเซียงและหลินจื้อเด็ดดอกไม้เร็วกว่าอิ๋งเสี่ยวเจิ้งมาก เพียงไม่กี่อึดใจ พวกเขาก็เด็ดดอกมันฝรั่งในแปลงจนเกือบหมด

อย่างไรก็ตาม นอกจากไม่กี่ต้นที่เหลือไว้ให้บาน จูเซียงยังจงใจเหลือมันฝรั่งไว้สองต้นให้อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเด็ด

งานช่วงสุดท้ายของการลงแรงมักน่าพอใจที่สุด อย่างที่จูเซียงคาดไว้ อิ๋งเสี่ยวเจิ้งดีใจมากที่พวกผู้ใหญ่เหลือมันฝรั่งไว้ให้เขาสองต้น ยอมให้เขา "เปลี่ยนกะ" มาทำงานต่อจนเสร็จ

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งยืดอกเล็กๆ ของเขา หน้าเล็กๆ แดงระเรื่อ จูเซียงนึกเสียดายอีกครั้งที่เขาทำกล้องถ่ายรูปไม่เป็น

หลินจื้อเองก็มองอิ๋งเสี่ยวเจิ้งด้วยสายตาอ่อนโยน

หลังจากอยู่ร่วมกันมาหลายวัน หลินจื้อผู้เกลียดชังแคว้นฉินและมักมีท่าทีแปลกๆ ต่ออิ๋งเสี่ยวเจิ้งที่เป็นตัวประกันแคว้นฉิน ในที่สุดก็ละทิ้งอคติและยอมรับอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง เด็กดีที่ว่าง่ายและรู้ความกว่าเด็กทั่วไปมากนัก

ทุกคนต่างชื่นชมว่าอิ๋งเสี่ยวเจิ้งว่าง่ายและรู้ความ แต่จูเซียง คนที่ชมอิ๋งเสี่ยวเจิ้งบ่อยที่สุด กลับรู้สึกกังวลลึกๆ

ถ้าเขาเลี้ยงดูจิ๋นซีฮ่องเต้น้อยให้กลายเป็นเด็กดีจริงๆ แล้วจิ๋นซีฮ่องเต้จะยังถือกำเนิดขึ้นหรือไม่? จูเซียงจินตนาการไม่ออกเลยว่าจิ๋นซีฮ่องเต้ที่แสนดีจะมีสภาพเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อกษัตริย์เฒ่าแห่งแคว้นฉินสวรรคต จิ๋นซีฮ่องเต้น้อยจะถูกส่งตัวกลับแคว้นฉินโดยกษัตริย์แคว้นจ้าว ถึงตอนนั้นบิดาของเขาจะสอนสั่งเขาเอง บางทีเขาอาจไม่ต้องกังวลก็ได้กระมัง?

ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ จูเซียงไม่รู้วิธีปั้นจิ๋นซีฮ่องเต้น้อยผู้ทรงอำนาจ ดังนั้นเขาจึงเลิกคิดและปล่อยให้เป็นไปตามแรงเฉื่อยของประวัติศาสตร์

ดอกมันฝรั่งบานสะพรั่งภายในไม่กี่วัน

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งตัดกิ่งดอกไม้อย่างระมัดระวัง และด้วยความช่วยเหลือของจูเซียง เขาจัดดอกไม้ลงในแจกันใบเล็กอย่างสวยงามเพื่อมอบให้เสวี่ย

ดอกมันฝรั่งมีหลายสี ทั้งขาว ชมพู และม่วงอมชมพู ก้านหลักหนึ่งก้านอาจมีดอกเล็กๆ ห้าถึงหกดอก ซึ่งสวยงามมาก

เสวี่ยหยิบดอกมันฝรั่งออกจากแจกัน ใช้ด้ายเส้นเล็กพันก้านหลักติดกับปิ่นปักผมไม้ กลายเป็นปิ่นดอกมันฝรั่ง

ในฤดูใบไม้ร่วง สตรีมักนิยมปักปิ่นดอกเบญจมาศ เมื่อเสวี่ยออกไปพูดคุยเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน คนอื่นปักดอกเบญจมาศดอกใหญ่บนผม แต่เสวี่ยปักช่อดอกมันฝรั่งราวกับดวงดาวระยิบระยับ ปิ่นดอกไม้แปลกตานี้เรียกความสนใจจากผู้คนได้ทันที

เสวี่ยแตะปิ่นบนผม ยิ้มและกล่าวว่า "นี่คือดอกมันฝรั่งที่เจิ้งเอ๋อร์ของข้าปลูกเองกับมือ ไม่มีอะไรวิเศษหรอก ปีหน้าสามีข้าจะสอนคนปลูกมันฝรั่ง ถ้าพวกท่านชอบ ก็เหลือไว้ปักเล่นสักสองสามต้นสิ"

เหล่าสตรีต่างพากันบอกว่าจะต้องปลูกมันฝรั่งที่บ้านในปีหน้าแน่นอน จะได้ทั้งชมดอกไม้และกินหัวมัน

เมื่อเห็นว่าเสวี่ยชอบดอกมันฝรั่งมาก จูเซียงจึงจ้างช่างฝีมือทำปิ่นดอกไม้ผ้าไหมเลียนแบบดอกมันฝรั่ง และให้อิ๋งเสี่ยวเจิ้งมอบให้เสวี่ย

เสวี่ยดีใจมากและปักปิ่นดอกไม้ผ้าไหมทุกวัน

เมื่อหลินจื้อเห็นเข้า ก็มาถามชื่อช่างฝีมือจากจูเซียง และสั่งทำดอกมันฝรั่งผ้าไหมให้ภรรยาและอนุภรรยาของตนบ้าง

หลังจากนั้น แม้มันฝรั่งจะยังไม่แพร่หลาย แต่ดอกมันฝรั่งผ้าไหมกลับกลายเป็นแฟชั่นใหม่ในเมืองหานตาน และแม้แต่สตรีในวังก็เริ่มปักกัน

กษัตริย์แคว้นจ้าวทรงสงสัยในดอกไม้แปลกใหม่เหล่านี้

หลินเซียงหรูขุดต้นมันฝรั่งทั้งต้น ใส่ในกระถางทองคำงดงาม และนำขึ้นถวายกษัตริย์แคว้นจ้าว

กษัตริย์แคว้นจ้าวทรงโปรดปรานต้นมันฝรั่งในกระถางมาก และเมื่อทรงทราบว่าเป็นฝีมือการเพาะปลูกของจูเซียง ก็มีพระราชประสงค์ให้จูเซียงเข้าวังมาดูแลดอกไม้ต้นไม้ให้พระองค์

หลินเซียงหรูทูลว่า "จูเซียงเป็นเพียงสามัญชน จะเข้าวังได้อย่างไรพะยะค่ะ"

กษัตริย์แคว้นจ้าวโบกพระหัตถ์อย่างไม่ถือสาและตรัสว่า "คนที่สามารถเพาะพันธุ์ดอกไม้หายากในหล้า สมควรที่ข้าผู้เป็นกษัตริย์จะมอบตำแหน่งขันทีให้"

หลินเซียงหรูทัดทาน "ฝ่าบาท ขณะนี้แคว้นฉินกำลังจ้องจะตะครุบเรา และอีกห้าแคว้นก็หาใช่ผู้ประสงค์ดี นี่เป็นเวลาที่ฝ่าบาทควรเร่งสร้างบ้านแปงเมืองให้เข้มแข็ง การทำลายธรรมเนียมรับสามัญชนเข้าวังเพียงเพื่อดอกไม้ต้นไม้ ปัญญาชนทั่วหล้าได้ยินเข้าคงไม่พอใจ ขอฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองด้วย!"

กษัตริย์แคว้นจ้าวทรงงุนงง "ท่านเสนาบดีหลิน ท่านคะยั้นคะยอให้ข้าใช้งานจูเซียงมาตลอดไม่ใช่รึ ทำไมตอนนี้ถึงไม่ยอมเสียเล่า"

หลินเซียงหรูกล่าวเสียงเข้ม "ที่กระหม่อมเสนอชื่อจูเซียง เพราะอยากให้จูเซียงเริ่มจากขุนนางชั้นผู้น้อย ไม่ใช่ให้เข้าวังทางลัดเช่นนี้"

กษัตริย์แคว้นจ้าวคล้อยตามหลินเซียงหรู พระองค์ถอนหายใจและตรัสว่า "จริงของท่าน เพื่อเห็นแก่การซื้อใจปัญญาชน ข้าคงไม่สามารถยกย่องสามัญชนจนเกินหน้าเกินตาเพียงเพราะไม้กระถางต้นเดียวได้"

หลินเซียงหรูโค้งคำนับ "ฝ่าบาททรงพระปรีชา"

กษัตริย์แคว้นจ้าวยิ้ม "เช่นนั้นข้าจะมอบทองคำ เงิน และผ้าไหมให้เขาเพิ่ม และให้เขาส่งดอกมันฝรั่งเข้าวังของข้าปีหน้า... ว่าแต่ทำไมถึงเรียกว่า 'ถู่โต้ว' (ถั่วดิน)? ชื่อนี้ไม่ไพเราะเอาเสียเลย"

หลินเซียงหรูอธิบาย "ยามราษฎรขาดแคลนอาหาร พวกเขาขุดรากไม้และรากหญ้ากิน ในยามข้าวยากหมากแพง ราษฎรจะแสวงหารากของพืชชนิดนี้มาประทังชีวิต 'โต้ว' หมายถึง 'ถั่ว' ดังนั้น 'ถู่โต้ว' จึงหมายถึง 'ถั่วที่ฝังอยู่ในดิน'"

ในเวลานี้ ผู้คนเริ่มเรียกถั่วเหลืองว่า 'โต้ว' กันบ้างแล้ว แม้จะยังไม่แพร่หลายนัก แต่กษัตริย์แคว้นจ้าวก็เคยได้ยิน พระองค์ทรงเข้าใจ "เป็นเช่นนี้นี่เอง มิน่าถึงเรียกว่า 'ถู่โต้ว' แต่เมื่อเข้าวังแล้ว ชื่อนี้ควรต้องเปลี่ยนเสียหน่อย"

หลินเซียงหรูกราบทูล "ฝ่าบาทสามารถรวบรวมขุนนางมาร่วมกันตั้งชื่อดอกมันฝรั่งให้ไพเราะในงานชมดอกไม้ครั้งหน้า ถือเป็นการแบ่งปันความสุขกับราษฎรพะยะค่ะ"

กษัตริย์แคว้นจ้าวทรงเห็นชอบกับข้อเสนอของหลินเซียงหรู และพักเรื่องการเปลี่ยนชื่อมันฝรั่งไว้ก่อน

หลินเซียงหรูออกจากวังพร้อมของพระราชทานมากมาย

ระหว่างทางเดินออกมา เขาถอนหายใจยาว

จูเซียงเพิ่มผลผลิตในนาของราษฎร แต่กษัตริย์แคว้นจ้าวกลับไม่เห็นว่าจูเซียงเป็นยอดคน

จูเซียงมอบกรรมวิธีการผลิตกระดาษและน้ำตาล แต่กษัตริย์แคว้นจ้าวกลับไม่เห็นว่าจูเซียงเป็นยอดคน

เขาถวายมันฝรั่งที่จูเซียงเพาะปลูกในฐานะดอกไม้หายาก กษัตริย์แคว้นจ้าวกลับมองว่าจูเซียงเป็นผู้มีพรสวรรค์ยิ่ง ไม่เพียงยินดีมอบตำแหน่งขุนนาง แต่ยังต้องการให้จูเซียงเข้าวังอีกด้วย

"ถ้าฝ่าบาทตรัสว่า 'ข้าราชบริพารฝ่ายใน' แทนที่จะเป็น 'ขันที' ข้าคงตอบตกลงแทนจูเซียงไปแล้ว" หลินเซียงหรูเยาะเย้ยตัวเอง

ทั้งขันทีและข้าราชบริพารฝ่ายในต่างเป็นขุนนางในวัง ข้อแตกต่างคือขันทีเป็นชายที่ถูกตอนและสามารถเข้าออกวังในได้ กษัตริย์แคว้นจ้าวน่าจะเสนอให้จูเซียงเป็นขันทีเพราะสตรีในวังในชอบดอกมันฝรั่งผ้าไหมมาก

แม้ขันทีจะต่ำต้อย แต่การได้อยู่ใกล้ชิดกษัตริย์แคว้นจ้าวทำให้พวกเขามีอำนาจและสถานะมากกว่าขุนนางทั่วไป ตัวหลินเซียงหรูเองก็เคยเป็นคนในสังกัดของขันทีมาก่อนที่จะได้รับการแนะนำให้รู้จักกับกษัตริย์องค์ก่อน

แต่หลินเซียงหรูไม่มีวันยอมให้จูเซียงเข้าวังไปเป็นขันทีเด็ดขาด

หลินเซียงหรูกดขมับและไอโขลกๆ หลายครั้ง

เมื่อหายใจได้คล่องขึ้น หลินเซียงหรูก็พึมพำกับตัวเอง "สงสัยช่วงนี้จะเป็นหวัด"

เขารู้สึกเหมือนร่างกายที่จูเซียงช่วยรักษาจนดีขึ้น กำลังเริ่มทรุดโทรมลงอีกครั้ง

หลินเซียงหรูบอกจูเซียงเพียงเรื่องของรางวัลจากกษัตริย์แคว้นจ้าวและเรื่องเตรียมดอกมันฝรั่งเข้าวังปีหน้า แต่ไม่ได้เอ่ยถึงพระราชประสงค์ที่ต้องการให้จูเซียงเข้าวัง

จูเซียงเกิดความคิดบรรเจิด "ตาเฒ่าหลิน! ข้าคิดวิธีส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งโดยไม่ทำให้คนอื่นระแวงได้แล้ว!"

หลินเซียงหรูสวนกลับอย่างหงุดหงิด "ใช่การถวายมันฝรั่งให้ชนชั้นสูงในฐานะดอกไม้ล้ำค่า ทำให้เป็นแฟชั่นที่ชนชั้นสูงต้องหามาประดับและชื่นชม เพื่อให้ชาวบ้านหันมาปลูกมันฝรั่งเพื่อขายดอกให้คนรวยใช่ไหม? จากนั้นเจ้าก็แค่ป่าวประกาศว่ารากและหัวของมันกินได้ และเมื่อต้องแจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์ ผู้คนก็จะกินมันเองโดยธรรมชาติ?"

จูเซียงยิ้มแหยๆ "ที่แท้ตาเฒ่าหลินก็คิดเรื่องนี้ไว้แล้วตอนส่งกระถางดอกมันฝรั่งให้กษัตริย์แคว้นจ้าว"

หลินเซียงหรูแค่นเสียงเย็นชา "แน่นอน ปีหน้าจงเพาะมันฝรั่งให้ออกดอกเยอะๆ กษัตริย์แคว้นจ้าวต้องการจัดงานเลี้ยงชมดอกไม้ ถึงตอนนั้นเจ้าก็ทำให้ทั่วทั้งเมืองหานตานหันมาปลูกมันฝรั่งกันให้หมด"

จูเซียงพยักหน้าหงึกหงัก "ได้เลยขอรับ! ข้าจะเพาะดอกมันฝรั่งที่สวยที่สุด!"

แม้การออกดอกของมันฝรั่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของหัวมัน แต่ส่งเสริมไปก่อนแล้วค่อยว่ากันทีหลังดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับชาวบ้าน การขายดอกไม้ก็เป็นรายได้ทางหนึ่ง

หลินเซียงหรูมองท่าทางกระตือรือร้นของจูเซียง แล้วรู้สึกแน่นหน้าอกอีกครั้ง

เขาข่มอาการไอและกล่าวลาจูเซียง

จนกระทั่งขึ้นไปบนรถม้า เขาถึงได้ไอออกมาอย่างหนักเนิ่นนาน จนถึงขั้นมีเลือดปนออกมาด้วย

จบบทที่ บทที่ 15: เครื่องในตุ๋นพะโล้รสเลิศ

คัดลอกลิงก์แล้ว