- หน้าแรก
- รับบทชาวมุงอยู่ดีๆ ท่านทรราชก็ดันมาคลั่งรัก
- บทที่ 26 นางกำนัลกับสนมคนโปรด... คนละเส้นทางอาชีพ
บทที่ 26 นางกำนัลกับสนมคนโปรด... คนละเส้นทางอาชีพ
บทที่ 26 นางกำนัลกับสนมคนโปรด... คนละเส้นทางอาชีพ
บทที่ 26 นางกำนัลกับสนมคนโปรด... คนละเส้นทางอาชีพ
สมัยยังอยู่บ้าน นางมักจะได้ทานขนมเสวี่ยฮัวซูหรือขนมเกล็ดหิมะจากร้านตระกูลจางในตัวอำเภออยู่บ่อยครั้ง
ทว่าหลังจากเข้าวังมาเป็นนางกำนัล แม้แต่โอกาสจะได้เห็นยังยากเต็มที อย่าว่าแต่จะได้ลิ้มรสเลย
ไฉ่เยว่เงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้าม
แม้กระทั่งยามนั่งทานขนม กิริยาท่าทางของอีกฝ่ายก็ยังดูสง่างามไม่ต่างจากคุณหนูตระกูลใหญ่
ภายใต้แสงเทียนสลัว ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหยกของนางดูเปล่งประกาย ส่งให้ใบหน้านั้นดูหมดจดงดงามยิ่งขึ้น
ไฉ่เยว่หลุบตาลง จ้องมองขนมเกล็ดหิมะในมือที่ถูกกัดไปครึ่งหนึ่ง
มันเป็นขนมชิ้นเล็กๆ ที่เคลือบด้วยน้ำตาลไอซิ่งสีขาว จากรอยกัดทำให้เห็นถั่วและธัญพืชหลากหลายชนิดที่ผสมอยู่ด้านใน เกล็ดน้ำตาลแข็งตัวเล็กๆ ที่ขอบขนมสะท้อนแสงเทียนระยิบระยับ
หากไม่ใช่เพราะบารมีของคนตรงหน้า นางคงไม่มีวาสนาได้กินขนมเกล็ดหิมะชิ้นเล็กๆ นี้หรอก
วังหลวงก็เป็นสถานที่เช่นนี้แหละ ประจบสอพลอคนมีอำนาจ เหยียบย่ำคนต่ำต้อย
หากอยากกินดีอยู่ดี ก็ต้องตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นไปให้สูง
ปลายนิ้วค่อยๆ บีบแน่นขึ้นทีละนิด ไฉ่เยว่ก้มหน้าลงแล้วส่งขนมเกล็ดหิมะอีกครึ่งที่เหลือเข้าปาก
—รสชาติของขนมเกล็ดหิมะช่างหวานล้ำเหลือเกิน
ฉู่หลิวเจิงไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของไฉ่เยว่ นางมัวแต่เคี้ยวขนมตุ้ยๆ พลางกลัดกลุ้มใจ
【ซวยแล้ว ซวยแล้ว! คราวก่อนก็ยาปี้เฉิน คราวนี้ก็ขนมเกล็ดหิมะ ขันทีโจวเคยเอาใจใส่นางกำนัลตัวเล็กๆ ขนาดนี้เสียที่ไหน?】
【ประจบเอาใจกันขนาดนี้ โจวหยวนเต๋อต้องอยากจับคู่ให้ข้าแน่ๆ!】
【บ้าที่สุด! ข้าไม่เอาด้วยหรอกนะ!】
หลังจากจัดการขนมเกล็ดหิมะจนเกลี้ยงจาน จู่ๆ ขันทีน้อยคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงาน "ฝ่าบาททรงเรียกพบท่านรองเสนาบดีฟ่านจากกรมพิธีการ ให้เข้ามาหารือที่ตำหนักเหวินหัว ตอนนี้ท่านรองเสนาบดีผ่านประตูวังเข้ามาแล้ว พี่สาวทั้งสองรีบเตรียมน้ำชาเถิดขอรับ"
【เรียกขุนนางมาคุยงานกลางดึก ทรราชนี่จะประกวดพนักงานดีเด่นแห่งยุคหรือไงกัน?】
ฉู่หลิวเจิงบ่นอุบในใจ โดยหารู้ไม่ว่าตนเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุให้ฟ่านหงต้องรีบแจ้นเข้าวังมากลางดึกเช่นนี้
ไฉ่เยว่ลุกขึ้นพร้อมกับฉู่หลิวเจิง แล้วเอ่ยถาม "พี่สาว ท่านรองเสนาบดีฟ่านชอบดื่มชาอะไรหรือเจ้าคะ?"
"ชาดอกมะลิ" ฉู่หลิวเจิงตอบพลางหยิบโถชาออกมา "ท่านรองเสนาบดีฟ่านเป็นคนฝูโจว ที่นั่นขึ้นชื่อเรื่องการผลิตชา ชาดอกมะลิหมักในโถนี้ก็เป็นของขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของที่นั่น"
"คราวหน้าถ้าข้าไม่อยู่ แล้วเจ้าไม่รู้จะชงชาอะไร ให้ลองสืบดูว่าขุนนางท่านนั้นเป็นคนบ้านเกิดที่ไหน แล้วเลือกใช้ชาที่ผลิตจากเมืองนั้น"
"ขุนนางส่วนใหญ่มักจะชอบดื่มชาจากบ้านเกิดของตัวเอง แต่ถ้าไม่มีจริงๆ หรือไม่มีเวลาไปสืบ ก็ให้เลือกชาเขียว ถึงจะไม่ใช่ของโปรด แต่ก็ไม่ผิดพลาดแน่นอน"
"แต่ว่า..." ไฉ่เยว่จ้องมองโถชาในมือของฉู่หลิวเจิงและใบชาสีน้ำตาลเข้มด้านใน เอ่ยถามอย่างสงสัย "ในเมื่อท่านรองเสนาบดีฟ่านชอบชาดอกมะลิ แล้วทำไมพี่สาวถึงหยิบชาต้าหงเผาออกมาล่ะเจ้าคะ?"
ความแตกต่างระหว่างชาเขียวกับชาอูหลงนั้นชัดเจนมาก ไม่มีทางหยิบผิดแน่ๆ
"การชงชาต้องดูเวลาด้วย" ฉู่หลิวเจิงเก็บโถชาดอกมะลิกลับเข้าที่แล้วปิดตู้
"นี่ก็ดึกมากแล้ว คนเราย่อมเหนื่อยล้า ฝ่าบาทเรียกท่านรองเสนาบดีฟ่านมาหารือ ย่อมต้องชงชาที่ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า แม้ชาดอกมะลิจะหอม แต่สรรพคุณเรื่องการตื่นตัวสู้ชาต้าหงเผาไม่ได้ ต้าหงเผาก็เป็นชาจากฝูโจวเหมือนกัน ท่านรองเสนาบดีฟ่านก็ชอบดื่มเช่นกัน"
【ต้าหงเผาเป็นชาอูหลงหมัก ปริมาณคาเฟอีนสูงกว่าชาเขียว ดื่มแล้วตาสว่างเหมือนซัดกาแฟเข้าไปนั่นแหละ!】
นี่คือความรู้จากประสบการณ์ล้วนๆ ไฉ่เยว่รีบจดจำใสใจอย่างตั้งใจ
ฉู่หลิวเจิงยกกาน้ำทองแดงลงจากเตา รินน้ำลงในถ้วยชา เห็นไฉ่เยว่จดจำอย่างขะมักเขม้น จึงเสริมขึ้นว่า "ชาเถี่ยกวนอินจากอันซี เมืองฝูโจวก็ใช้ได้เหมือนกัน มีกลิ่นกล้วยไม้เป็นเอกลักษณ์ รสหวานชุ่มคอ สรรพคุณช่วยให้ตื่นตัวพอๆ กับต้าหงเผา"
ไฉ่เยว่ถามอย่างงุนงง "แล้วทำไมไม่เลือกเถี่ยกวนอินล่ะเจ้าคะ?"
"ก็เพราะฝ่าบาททรงโปรดต้าหงเผามากกว่าน่ะสิ" ฉู่หลิวเจิงขยิบตาให้นางแล้วกระซิบ "ชาเถี่ยกวนอินเหลือไม่เยอะแล้ว จะชงทีต้องไปเบิกจากท้องพระคลัง ต้องทำเรื่องเบิกจ่ายลงบันทึกวุ่นวาย ดึกดื่นป่านนี้แล้ว พวกเราอู้นิดหน่อยเถอะ"
นางกำนัลถวายน้ำชามีหน้าที่ปรนนิบัติฮ่องเต้เป็นหลัก ส่วนขุนนางที่มาหารือเป็นเรื่องรอง ความชอบของฮ่องเต้ย่อมต้องมาก่อนเสมอ
ไฉ่เยว่พยักหน้าหงึกหงัก อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา "พี่สาวรอบรู้จริงๆ!"
"ทำบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินไปเอง" ฉู่หลิวเจิงยิ้ม พลางนับเวลาในใจ แล้วก้มลงปิดฝาถ้วยชา "เจ้ามาทำงานหน้าพระที่นั่งสักสองสามเดือน ไม่ต้องท่องจำหรอก เดี๋ยวเรื่องพวกนี้มันจะซึมเข้าหัวไปเอง อยากลืมก็ลืมไม่ลง"
ไฉ่เยว่หยิบถาดไม้แดงลงจากชั้นวาง ยกมารอรับ พลางยิ้มหวาน "ข้าหัวช้า วันหน้าต้องรบกวนพี่สาวช่วยชี้แนะอีกเยอะๆ นะเจ้าคะ"
ฉู่หลิวเจิงปรายตามองนาง
【ข้าก็อยากจะสอนเจ้าให้เยอะกว่านี้หรอกนะ แต่น้องสาวเอ๋ย เป้าหมายของเจ้าคือปีนขึ้นไปบนเตียงมังกร ข้าสอนงานนางกำนัลไปก็ไร้ประโยชน์ นางกำนัลกับสนมคนโปรด สองอาชีพนี้มันคนละเส้นทางกันเลยนะ】
หัวใจของไฉ่เยว่กระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ นางมักจะรู้สึกเสมอว่าสายตาของฉู่หลิวเจิงนั้นเฉียบคมนัก ราวกับมองทะลุปรุโปร่งไปถึงไส้ใน
แต่พอมองให้ชัด อีกฝ่ายก็ยังมีดวงตาตากลมโตใสแจ๋วเจือรอยยิ้มจางๆ ไม่ต่างจากปกติ
"ไปกันเถอะ" ฉู่หลิวเจิงยกถาดขึ้น พยักหน้าเรียกให้ไฉ่เยว่เดินตาม
คุกหลวง
"ฉู่ซางหมิง!" องครักษ์เสื้อแพรยืนอยู่หน้ากรงขัง ใช้ดาบซิ่วชุนเคาะลูกกรงเสียงดังสนั่น
นักโทษในห้องขังที่ยังไม่หลับต่างพากันมองมาเป็นตาเดียว แต่ก็ต้องหลบสายตาเมื่อเจอความดุดันขององครักษ์เสื้อแพรที่ตวาดซ้ำ "ฉู่ซางหมิง!"
ที่มุมห้อง ชายหนุ่มแต่งกายคล้ายบัณฑิตกำลังนอนหลับสนิท จู่ๆ ได้ยินคนตะโกนเรียกชื่อตนเสียงดัง ก็สะดุ้งตื่นสุดตัว ขานรับโดยสัญชาตญาณ "อยู่... อยู่นี่ขอรับ!"
องครักษ์เสื้อแพรกวาดตามองคนผู้นั้น เห็นว่าเป็นบัณฑิตหน้าตาหมดจดจริงดังว่า จึงไขกุญแจเปิดประตูห้องขัง "ออกมา! เจ้าโชคดีนะ มีคนเบื้องบนคุ้มครอง กลับไปได้แล้ว"
ฉู่ซางหมิงดีใจจนเนื้อเต้น รีบวิ่งแหวกฝูงชนออกมา กล่าวขอบคุณองครักษ์เสื้อแพรยกใหญ่
"พี่ชาย ข้ามีเพื่อนร่วมเรียนชื่อไฉจื้อเฉิง เขาเองก็ถูกจับผิดตัวมาเหมือนกัน ให้เขาออกไปพร้อมกับข้าได้ไหมขอรับ?"
"มันน่ะรึ?" องครักษ์เสื้อแพรมองเขาด้วยสายตากึ่งยิ้มกึ่งเยาะ "มันเป็นพวกกบฏเดนตายของอดีตองค์ชายห้า ก็มันนั่นแหละที่ซัดทอดเจ้า ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่ต้องมานอนคุกเล่นแบบนี้หรอก"
"หา?" ฉู่ซางหมิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "พี่ชาย เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า? พี่ไฉเป็นคนดีบริสุทธิ์ จะไปเป็นพวกกบฏองค์ชายห้าได้อย่างไร?"
"เจ้าหนอนหนังสือดูคนไม่เป็น โดนเขาขายแล้วยังจะไปช่วยเขานับเงินอีก" องครักษ์เสื้อแพรแค่นหัวเราะ ขี้เกียจจะพูดมากความกับฉู่ซางหมิง จึงยกดาบซิ่วชุนชี้หน้า "สรุปจะไปหรือไม่ไป? ถ้าไม่ไป ข้าจะลากเจ้ากลับเข้าไปขังใหม่เดี๋ยวนี้!"
"ไปขอรับ ไปแล้ว ไปแล้ว!"
โดนขู่จะจะแบบนี้ มีหรือฉู่ซางหมิงจะกล้าชักช้า?
ไม่สนแล้วว่าใครเป็นคนช่วยเขาออกมา เขารีบจ้ำอ้าวเดินออกไป กลัวว่าจะโดนลากกลับเข้าไปจริงๆ
กระทั่งเดินพ้นเขตคุกหลวง เสียงกรีดร้องและเสียงลงทัณฑ์เงียบหายไปแล้ว ฉู่ซางหมิงจึงถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
"คนดีๆ อย่างพี่ไฉจะเป็นกบฏได้อย่างไร? หรือว่าข้าจะคบเพื่อนผิดอีกแล้ว?"
เขายกมือขึ้นเกาศีรษะ "เฮ้อ! ถ้า 'อิ๋วเหมี่ยว' ไม่ได้เข้าวังไปก็คงดี ข้าจะได้ถามนาง"
อิ๋วเหมี่ยว คือชื่อเล่นของฉู่หลิวเจิง มาจากประโยคที่ว่า 'ท่วงทำนองไหลลื่น พลิ้วไหว แล้วย้อนคืนสู่ความไพเราะ'
ชื่อของสามพี่น้องตระกูลฉู่ ล้วนแต่เป็นชื่อที่บิดาตั้งใจเลือกสรร หอบของขวัญไปหาอาจารย์โรงเรียนในหมู่บ้าน เพื่อให้ได้ชื่อที่เป็นมงคลแก่ลูกๆ
กง, ซาง, เจวี๋ย, เจิง, อวี่ — ห้าเสียงดนตรี ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเสียสาม
"ต้องรีบกลับบ้าน ท่านแม่กับน้องเล็กคงเป็นห่วงแย่แล้ว"
ฉู่ซางหมิงทิ้งมาดบัณฑิตผู้เคร่งครัดในจารีต ก้าวขายาวๆ ออกวิ่งมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว