เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 พูดเพิ่มอีกสักสองสามคำจะตายไหม?

บทที่ 25 พูดเพิ่มอีกสักสองสามคำจะตายไหม?

บทที่ 25 พูดเพิ่มอีกสักสองสามคำจะตายไหม?


บทที่ 25 พูดเพิ่มอีกสักสองสามคำจะตายไหม?

ในเมื่อขึ้นไปชั้นห้าไม่ได้ ฉู่หลิวเจิงจึงหันมาสำรวจชั้นสี่แทน

เพียงแค่เดินดูผังห้องและสุ่มหยิบหนังสือออกมาเปิดดูผ่านๆ ไม่กี่เล่ม เวลาสองชั่วยามก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อนึกถึงภารกิจที่ทรราชมอบหมายให้ แม้นางจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ก็จำต้องแสร้งทำเป็นค้นหาอย่างขะมักเขม้น

ฉู่หลิวเจิงคัดเลือกหนังสือและม้วนไม้ไผ่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวโพ้นทะเลมากองรวมกันไว้บนโต๊ะใหญ่ชั้นสอง แล้วเริ่มลงมือค้นหาอย่างละเอียดลออ

นางถึงขั้นจดบันทึกไปพลางพลิกหน้าหนังสือไปพลาง เพื่อให้การแสดงสมจริงที่สุด

ผ่านไปอีกสองชั่วยาม ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิท โจวหยวนเต๋อมารับนางกลับ ถึงตอนนั้นนางจึงค่อยดึงข้อมูลข่าวซุบซิบสามเรื่องที่ได้จากระบบออกมาคัดลอกลงไป

แม้จะไม่มีตำแหน่งที่ตั้งแน่ชัด แต่อย่างน้อยก็มีทิศทางและแนวทางการเดินเรือคร่าวๆ หลังจากออกจากแคว้นเซิ่ง ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับการปิดจ็อบภารกิจนี้

เพื่อให้ดูสมกับที่ลอกมาจากตำรา ฉู่หลิวเจิงจึงงัดความรู้ภาษาจีนโบราณอันน้อยนิดมาปรุงแต่ง เพิ่มประโยคที่ไร้ความหมายในทางปฏิบัติแต่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูขลังขึ้นเข้าไปด้วย

ฮ่องเต้มองกระดาษสามแผ่นในมือ มุมพระเนตรกระตุกยิก

ลายมือนับว่าพอใช้ได้ แต่เนื้อหานี่สิ... เหลวไหลสิ้นดี!

"ทำไมทรราชไม่พูดอะไรเลยล่ะ? หรือว่าทรราชจะดูออกว่าประโยคพวกนั้นฉันจงใจเติมน้ำเข้าไป?"

ฮ่องเต้: "..."

ฮ่องเต้ซุ่นกวงทรงใช้พระปรีชาญาณอันเฉลียวฉลาด เพ่งมองกระดาษ ตัดทอนส่วนเกินออก เพื่อกอบกู้ใจความสำคัญดั้งเดิมกลับคืนมา

เห็นทรราชจ้องมองกระดาษด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หัวใจของฉู่หลิวเจิงก็เต้นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่ ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น

"สาธุ!!! พระพุทธองค์ เจ้าแม่กวนอิม เง็กเซียนฮ่องเต้ ช่วยลูกช้างด้วย! พรุ่งนี้ลูกช้างยอมกินเจเลย ขอให้ทรราชอย่าถามนะว่าไปเจอมาจากเล่มไหน!"

"ตำแหน่งที่ตั้งของของวิเศษสามอย่างนี้คือ..."

"อ๊าก ถามแล้ว ถามจนได้ ถามจริงๆ ด้วย!!!"

ฉู่หลิวเจิงกำหมัดแน่นด้วยความประหม่า สมองหมุนจี๋เพื่อแต่งเรื่องโกหก

"เจ้าเป็นคนหาข้อมูลพวกนี้มา เจ้าคิดว่าเจิ้นควรส่งใครออกทะเลไปตามหาของวิเศษดี?"

ฉู่หลิวเจิงที่กำลังแต่งเรื่องโกหกไปได้ครึ่งทาง: "หา?"

"หือ? ฝ่ายในห้ามยุ่งเกี่ยวราชกิจไม่ใช่เหรอ?"

"มาถามนางกำนัลตัวเล็กๆ ที่ทำหน้าที่แค่ชงชารินน้ำเกี่ยวกับเรื่องบ้านเมืองสำคัญขนาดนี้ ทรราชกินยาผิดขวดมาหรือไง?"

"แต่ว่านะ คนที่เหมาะจะออกเดินเรือที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นเจิ้งเหอ เจิ้งเหอการันตีคุณภาพอยู่แล้วนี่นา แต่แคว้นเซิ่งไม่มีเจิ้งเหอนี่สิ เหมือนจะมีคนที่มีประสบการณ์คล้ายๆ กันอยู่ จำได้ว่าเพิ่งเห็นผ่านตาไม่นานมานี้ อยู่ไหนนะ?"

ฉู่หลิวเจิงรีบค้นหาในระบบอย่างบ้าคลั่ง

"ไม่ใช่คนนี้ คนนี้ก็ไม่ใช่อีก อื้ม คนนี้ก็ยังไม่ใช่... อ๊ะ! เจอตัวแล้ว!"

"ฟ่านหง รองเสนาบดีขวากรมพิธีการ ชาวเมืองฝูโจว ไม่เพียงเคยร่วมปราบกบฏทางใต้และปราบโจรสลัด แต่ยังมีทักษะทางการทูตเป็นเลิศและมากประสบการณ์ สมัยเด็กเคยติดตามเรือสินค้าของท่านตาออกทะเล พูดภาษาต่างถิ่นได้ถึงสามภาษา นี่มันตัวเลือกที่เพอร์เฟกต์สุดๆ สำหรับการเดินเรือเลยนี่นา"

แววพระเนตรของฮ่องเต้วูบไหว ฟ่านหงรึ?

"ขุนนางกรมพิธีการพวกนี้ก็ใช้ได้นะ! พูดภาษาต่างถิ่นได้มากกว่าหนึ่งภาษาทุกคน เสียดายที่ร่างกายดูจะไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าออกทะเลไปเกิดแพ้น้ำแพ้อากาศอาจจะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ"

"ออกทะเลต้องเจอโจรสลัดแน่ๆ ทางที่ดีควรเลือกคนที่มีวรยุทธ์ป้องกันตัวได้ แล้วก็ต้องมีคนเชี่ยวชาญทางทะเล แถมยังต้องเลือกแม่ทัพที่รบเก่งๆ ไปคุมทหารคุ้มกัน ส่วนเรือที่จะใช้ออกทะเล ควรจะ..."

"เดี๋ยวสิ ใครจะไปใครจะไม่ไป มันเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ นางกำนัลตัวจ้อยอย่างฉันตัดสินใจไม่ได้สักหน่อย ทำไมต้องไปยุ่งเรื่องชาวบ้านเขาด้วยเนี่ย?"

ฉู่หลิวเจิงรีบดึงสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมา นึกขึ้นได้ว่าทรราชยังรอคำตอบอยู่ จึงย่อกายตอบกลับไปว่า:

"กราบทูลฝ่าบาท บ่าวรู้หนังสือเพียงงูๆ ปลาๆ ความรู้น้อยด้อยปัญญา การพบตำแหน่งของวิเศษสามอย่างในตำราเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น บ่าวไม่รู้ความเรื่องในราชสำนัก ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยเพคะ"

ฮ่องเต้ที่กำลังลอกการบ้านไปได้ครึ่งทาง: "..."

สตรีผู้นี้จะพูดต่ออีกสักหน่อยจะตายหรือไง?

ชำเลืองมองท่าทางคารวะที่ถูกต้องตามระเบียบเป๊ะของฉู่หลิวเจิงแล้ว พระองค์ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ จึงโบกพระหัตถ์ไล่ "พอเถอะ ไปทำหน้าที่ของเจ้าได้แล้ว"

"แล้วเรื่องพี่ชายของบ่าว..."

ฮ่องเต้ตรัสว่า "ฉู่ซั่งหมิงพ้นมลทินและได้รับการปล่อยตัวแล้ว ให้ไปจัดการเรื่องนี้ก่อนวันที่สิบห้า"

สิ้นเสียง เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งวูบออกจากหน้าต่างที่เปิดอยู่ราวกับพญาเหยี่ยว

"ว้าว! พี่ชายองครักษ์เงาผู้ไปมาไร้ร่องรอย!"

ฉู่หลิวเจิงละสายตากลับมา แล้วรีบถอยออกจากตำหนักไปอย่างรวดเร็ว

"โจวหยวนเต๋อ!"

โจวหยวนเต๋อเมินฉู่หลิวเจิงแล้วรีบเข้ามาในตำหนักเมื่อได้ยินเสียงเรียก โค้งคำนับพลางขานรับ "กระหม่อมอยู่นี่พะยะค่ะ"

"เรียกตัวฟ่านหง รองเสนาบดีขวากรมพิธีการเข้าเฝ้า"

โจวหยวนเต๋อมองท้องฟ้าด้านนอกด้วยความประหลาดใจ นี่มันมืดค่ำแล้ว ใต้เท้าฟ่านน่าจะเข้านอนไปแล้วกระมัง

ฮ่องเต้แสดงเจตจำนงชัดเจนว่า ข้าเป็นฮ่องเต้ยังทำงานล่วงเวลา แล้วเจ้าที่เป็นขุนนางจะมัวแต่นอนได้ยังไง? รีบลุกขึ้นมาหารือราชกิจเดี๋ยวนี้!

ใต้เท้าฟ่านผู้ถูกปลุกขึ้นมากลางดึกต้องคลานออกจากผ้าห่มอุ่นๆ สูดน้ำมูกสู้ลมหนาว รับราชโองการแล้วรีบเข้าวังทันที

อีกด้านหนึ่ง ฉู่หลิวเจิงเดินมาถึงหน้าเรือนหนงอวิ๋นแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นเวรเข้ากะดึกของตน จึงเปลี่ยนทิศทางเร่งฝีเท้าไปยังห้องเตรียมน้ำชา

ฟ้ามืดสนิทแล้ว ไฉ่เยว่รออยู่ที่ห้องเตรียมน้ำชา นางยืนอยู่ที่โต๊ะกำลังแบ่งใบชา

โม่เซียงและนางกำนัลถวายน้ำชาอีกคนอย่างอวี้เพ่ยไม่อยู่ที่นั่น

เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ไฉ่เยว่หันมาเห็นว่าเป็นหลิวเจิง นางรีบวางกระปุกชาลงแล้วเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม "ข้าไม่เห็นพี่หญิงที่เรือนหนงอวิ๋น เห็นว่าดึกแล้วเลยมารอก่อน"

"ข้ามาสายเอง พี่หญิงโม่เซียงได้สั่งอะไรไว้ไหม?"

ไฉ่เยว่ตอบว่า "พี่หญิงโม่เซียงสั่งแค่ให้ดูน้ำบนเตา นอกนั้นไม่มีอะไรเจ้าค่ะ"

ฉู่หลิวเจิงพยักหน้าพลางตรวจสอบใบชาที่เพิ่งแบ่งไว้ พบว่าแต่ละส่วนกะปริมาณได้พอดีเป๊ะ

นางช่างคล่องแคล่วว่องไวดีจริงๆ

ไฉ่เยว่มีท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อย "พี่หญิงไม่อยู่ ข้าเลยถือวิสาสะลองฝึกชงชาด้วยชาที่เราดื่มกันในกระปุก เดี๋ยวข้าจะเติมคืนให้ พี่หญิงอย่าตำหนิข้าเลยนะเจ้าคะ"

"ความขยันหมั่นเพียรเป็นเรื่องดี เจ้าทำดีแล้ว" ฉู่หลิวเจิงไม่หวงคำชม การพูดดีทำให้คนอื่นมีความสุข แถมตัวเองก็ได้ชื่อเสียงดีงามด้วย

เมื่อได้รับคำชม รอยยิ้มของไฉ่เยว่ก็กว้างขึ้น ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย ดูตื่นเต้นดีใจ

"โครกคราก~"

ท้องของฉู่หลิวเจิงร้องประท้วงขึ้นมาผิดจังหวะ นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามัวแต่วุ่นวายแกล้งถ่วงเวลาในห้องทรงพระอักษรจนยังไม่ได้กินข้าวเย็น

ตอนตื่นเต้นก็ไม่รู้สึกหรอก แต่ตอนนี้ความหิวเริ่มเล่นงานแล้ว

"พี่หญิง ข้ามีขนม..." ไฉ่เยว่ล้วงขนมแป้งทอดน้ำตาลทรายแดงที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมา ตั้งใจจะกินเป็นมื้อดึก ยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นเสี่ยวอันจื่อเดินยิ้มร่าเข้ามาในห้องพร้อมจานขนมเกล็ดหิมะ

เขาวางขนมเกล็ดหิมะลงบนโต๊ะแล้วพูดกับหลิวเจิงว่า "แม่นางยุ่งมาทั้งวันยังไม่ได้ทานอะไรเลยใช่ไหมขอรับ พอดีห้องเครื่องเสวยนำขนมเกล็ดหิมะมาถวาย อาจารย์เลยให้ข้านำมาให้แม่นาง คืนนี้ยังอีกยาวไกล แม่นางอย่าปล่อยให้ท้องหิวเลยนะขอรับ"

"รบกวนกงกงแล้ว ฝากขอบคุณอาจารย์ของท่านแทนข้าด้วย" ฉู่หลิวเจิงฝืนยิ้ม พลางหยิบขนมเกล็ดหิมะสองชิ้นยัดใส่มือเสี่ยวอันจื่อ

"ข้าขอรับบารมีจากแม่นางด้วยนะขอรับ" เสี่ยวอันจื่อรับไว้อย่างยินดี พูดคุยอีกไม่กี่คำก็ขอตัวกลับไป

ไฉ่เยว่เก็บขนมแป้งทอดน้ำตาลทรายแดงของตนกลับไปเงียบๆ

คนเขามีขนมเกล็ดหิมะจากห้องเครื่องเสวยกิน ซึ่งดีกว่าแป้งทอดของนางตั้งเยอะ นางไม่จำเป็นต้องเสนอหน้าหรอก

"มาสิ มากินด้วยกัน" ฉู่หลิวเจิงดันจานกระเบื้องไปทางไฉ่เยว่ "กงกงโจวเห็นใจพวกเราที่ตั้งใจรับใช้ฝ่าบาท มาลองชิมดูสิว่าขนมเกล็ดหิมะฝีมือพ่อครัวหลวงรสชาติเป็นยังไง"

"ขอบคุณเจ้าค่ะพี่หญิง"

ไฉ่เยว่เม้มปากพลางเอื้อมมือไปหยิบขนมเกล็ดหิมะ เมื่อกัดเข้าไปคำหนึ่ง กลับแทบไม่รับรู้รสชาติใดๆ เลย

จบบทที่ บทที่ 25 พูดเพิ่มอีกสักสองสามคำจะตายไหม?

คัดลอกลิงก์แล้ว