- หน้าแรก
- รับบทชาวมุงอยู่ดีๆ ท่านทรราชก็ดันมาคลั่งรัก
- บทที่ 24 สามของวิเศษ
บทที่ 24 สามของวิเศษ
บทที่ 24 สามของวิเศษ
บทที่ 24 สามของวิเศษ
"ถ้าคิดไม่ออก งั้นก็อ้างคุนหลุนไปเลยแล้วกัน"
"อาจารย์ของฉันคือเจ้าสำนักหลิงอวิ๋นแห่งเขาเซียนคุนหลุน ส่วนฉันคือศิษย์สายตรงรุ่นที่ 467"
"อาจารย์คำนวณชะตาฟ้าดินแล้วพบว่าแคว้นเซิ่งมีขุนนางกังฉินขูดรีดราษฎร ทำให้ผู้คนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ท่านผู้เฒ่าทนดูความทุกข์ยากของชาวบ้านไม่ได้ เลยส่งศิษย์เอกอย่างฉันลงจากเขามาปราบคนพาล อภิบาลคนดี ช่วยเหลือปวงประชาให้พ้นทุกข์"
"ทรราชคงไม่เชื่อน้ำคำฉันง่ายๆ หรอก แต่ฉันสามารถเสนอเบาะแสแหล่งที่ปลูกพืชผลอย่างมันเทศ ข้าวโพด และมันฝรั่งได้ ของพวกนี้ปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง ใช้กินประทังชีวิตเป็นอาหารหลักได้เลย ให้ทรราชส่งคนออกทะเลไปตามหา เอามาพิสูจน์ความสามารถในการหยั่งรู้ฟ้าดินของฉัน แสดงให้เห็นว่าฉันมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง"
"ถ้าทรราชถามทางไปเขาเซียนคุนหลุน ฉันก็จะบอกว่ามีเพียงผู้มีวาสนาเท่านั้นที่จะค้นพบ"
"แล้วถ้าทรราชอยากให้ฉันพาไปเองล่ะ... อืม ก็อ้างไปสิว่าต้องทำภารกิจของสำนักให้สำเร็จก่อนถึงจะกลับไปได้ เป้าหมายหลักคือยื้อเวลาให้ได้นานที่สุด เอาให้ทรราชที่ชอบโหมงานหนักจนดึกดื่นตายจากไปก่อน แล้วค่อยอาศัยช่วงชุลมุนพาครอบครัวหนีไปให้ไกล!"
ฮ่องเต้ที่ได้ยินทุกคำพูด: "..."
นังผู้หญิงคนนี้ช่างกล้าดีแท้ เห็นการหลอกลวงเบื้องสูงเป็นเรื่องเล่นๆ หรือไร!
แต่ว่า มันเทศ ข้าวโพด และมันฝรั่งที่ว่านั่นให้ผลผลิตสูงจริงหรือ?
ปลูกง่ายแถมยังกินกันตายได้อีก ถ้าเป็นเรื่องจริง ราษฎรในแคว้นเซิ่งของเจิ้นก็จะมีหนทางรอดเพิ่มขึ้นอีกทางมิใช่หรือ?
เมื่อร่างบทในใจเสร็จสรรพและตรวจสอบแล้วว่าไม่มีช่องโหว่ใหญ่โต ฉู่หลิวเจิงก็ตัดสินใจเริ่มการแสดง
นางแอบให้กำลังใจตัวเองเงียบๆ
"ก็แค่หลอกทรราชวิสัยทัศน์สั้นคนหนึ่งไม่ใช่เหรอ? ลุยเลยฉู่หลิวเจิง เธอทำได้! สู้โว้ย!"
ฮ่องเต้วิสัยทัศน์สั้น: "..."
"ฝ่าบา—"
"ช่วงนี้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรจับกุมกลุ่มเดนตายขององค์ชายห้าได้กลุ่มหนึ่ง ได้ยินว่าพี่ชายของเจ้าก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย" ฮ่องเต้ไม่อยากแกล้งโง่เล่นตามบทของฉู่หลิวเจิงอีกต่อไป จึงชิงตัดบทไม่เปิดโอกาสให้นางได้เริ่มร่ายยาว
ฉู่หลิวเจิง: "?"
"ฝ่าบาทรู้ได้ยังไงว่าฉันมีพี่ชาย แถมยังรู้ชื่ออีกต่างหาก?"
"องครักษ์ลับผู้รอบรู้ไปสืบมาบอกอีกแล้วเหรอ?"
ฮ่องเต้: ก็แหงสิ เจิ้นให้คนไปสืบโคตรเหง้าศักราชเจ้ามาตั้งนานแล้ว
น่าเสียดายที่ในตระกูลฉู่ มีแค่ฉู่หลิวเจิงคนเดียวที่มีความสามารถประหลาดจากระบบนั่น
คำถามของฮ่องเต้ทำเอาแผนการของฉู่หลิวเจิงพังไม่เป็นท่า
"เอ่อ... แล้วแบบนี้ฉันยังควรจะหลอกทรราชต่อไหมเนี่ย?"
แน่นอนว่าไม่!
ฮ่องเต้กระแอมไอเบาๆ ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ "เห็นแก่ที่เจ้าชงชาได้รสชาติดี เจิ้นจะให้โอกาสเจ้าแก้ต่างให้พี่ชาย"
"แก้ต่าง? หรือว่าทรราชเองก็คิดว่าพี่ชายฉันไม่ใช่พวกเดนตายขององค์ชายห้า?"
เมื่อเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ฉู่หลิวเจิงก็ตัดสินใจทิ้งแผนการ "หลอกทรราช" ที่ไม่น่าจะเวิร์คลงถังขยะทันที แล้วรีบก้มลงกราบกรานอย่างนอบน้อม
"ทูลฝ่าบาท ก่อนที่หม่อมฉันจะเข้าวัง ครอบครัวของหม่อมฉันยากจนข้นแค้น ผู้คนที่คบหาสมาคมด้วยก็ล้วนแต่เป็นชาวบ้านร้านถิ่นที่มีฐานะไม่ต่างกัน เพิ่งจะมีช่วงสองปีมานี้ที่พอจะลืมตาอ้าปากทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ได้ พี่ชายของหม่อมฉันถึงมีโอกาสได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาเอกชน
ก่อนหน้านี้ พี่ชายของหม่อมฉันไม่เคยรู้จักมักจี่กับขุนนางใหญ่โตหรือผู้ลากมากดีที่ไหน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไปข้องเกี่ยวกับกลุ่มเดนตายขององค์ชายห้า หม่อมฉันกล้าเอาชีวิตเป็นประกัน ขอฝ่าบาทโปรดทรงมีพระวิจารณญาณด้วยเพคะ"
ฮ่องเต้รอสักพักก่อนจะผายมือ "ลุกขึ้นพูดเถอะ"
อันที่จริง ต่อให้ฉู่หลิวเจิงไม่อธิบาย เขาก็รู้อยู่แล้วว่าตระกูลฉู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกบฏ
หน่วยองครักษ์ลับของเขาสืบประวัติตระกูลฉู่จนปรุโปร่งไปนานแล้ว หากตระกูลฉู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเดนตายขององค์ชายห้าจริง มีหรือจะรอดสันดอนมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้จนถึงป่านนี้?
ส่วนสาเหตุที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรจับฉู่ซ่างหมิงมาผิดตัวน่ะหรือ? นั่นก็เพราะแม้แต่เซี่ยฮุย ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ก็ยังไม่รู้เรื่องที่ฉู่หลิวเจิงมีระบบ
ไม่ใช่ว่าฮ่องเต้ไม่ไว้ใจเซี่ยฮุย แต่เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก ยิ่งคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ก่อนที่เขาจะเข้าใจระบบของฉู่หลิวเจิงอย่างถ่องแท้ เขาจะไม่ยอมให้ใครล่วงรู้ความลับนี้เด็ดขาด ยกเว้นองครักษ์ลับข้างกาย
ทว่า เขาคาดไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงที่รักตัวกลัวตายอย่างนาง จะเห็นความสำคัญของพี่ชายคนนี้ถึงขนาดกล้าเอาความลับของตัวเองมาเสี่ยงหลอกลวงเขา ทรราชที่นางก่นด่าสาปแช่งมานับครั้งไม่ถ้วน
ฉู่หลิวเจิงลุกขึ้นยืนตามรับสั่ง ก้มหน้าต่ำอย่างสำรวม ไม่กล้าสบพระพักตร์ฮ่องเต้โดยตรง
ฮ่องเต้เท้าคาง นัยน์ตาเรียวยาวหรี่ลงพิจารณานางอย่างใช้ความคิด
ผู้หญิงคนนี้ก็เหมือนพวกสนมในวังหลัง เก่งแต่เรื่องเสแสร้งแกล้งทำ
แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างอยู่อย่างหนึ่ง
นั่นคือผู้หญิงคนนี้มีประโยชน์กว่าพวกสนมในวังหลังมาก
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พระองค์ก็ตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจิ้นเคยอ่านบันทึกเบ็ดเตล็ดในหอสมุดหลวง เล่มหนึ่งกล่าวถึงของวิเศษสามอย่างจากแดนไกลโพ้น เรียกว่า มันเทศ ข้าวโพด และมันฝรั่ง ว่ากันว่าให้ผลผลิตสูงมหาศาล และใช้กินประทังความหิวโหยได้"
"เจิ้นอนุญาตให้เจ้าเข้าหอสมุดหลวงได้ หากเจ้าสามารถหาตำแหน่งที่ตั้งของของวิเศษทั้งสามอย่างนี้พบภายในหนึ่งวัน เจิ้นจะออกราชโองการให้ปล่อยตัวฉู่ซ่างหมิงออกจากคุกหลวงทันที"
ฉู่หลิวเจิงแอบตกใจ
"ทรราชรู้เรื่องมันเทศ ข้าวโพด กับมันฝรั่งจากเมืองนอกด้วยแฮะ! สมแล้วที่เป็นคนโบราณ จะดูถูกสติปัญญาไม่ได้จริงๆ"
"ถึงรถม้าจะช้า แต่ก็ไปได้ไกล คนโบราณบันทึกสิ่งที่พบเห็นและนึกคิดส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้"
"ฉันเขียนพิกัดคร่าวๆ ของสามอย่างนั้นได้เดี๋ยวนี้เลย แต่จะอธิบายกับทรราชยังไงว่าทำไมถึงรู้นี่สิ! โอ๊ย จะบ้าตาย!!"
"ด้วยร่างกายบอบบางอย่างบัณฑิตของพี่ใหญ่ แค่วันเดียวในคุกหลวงก็น่าจะเหมือนตกนรกทั้งเป็นไปแล้วสามรอบ"
ฉู่หลิวเจิงกำลังคิดหาวิธีทูลขอความเมตตาจากทรราช ให้สั่งองครักษ์เสื้อแพรอย่าเพิ่งทรมานพี่ชายของนาง
ผิดคาด ทรราชราวกับอ่านใจนางออก ตรัสขึ้นมาว่า "เจิ้นจะสั่งห้ามองครักษ์เสื้อแพรลงทัณฑ์ฉู่ซ่างหมิงเป็นเวลาหนึ่งวัน"
ฮ่องเต้เข้าใจหลักการที่ว่า หากอยากให้ม้าวิ่ง ก็ต้องให้หญ้าม้ากิน ในเมื่อเป็นการจับผิดตัว การทรมานไปก็รังแต่จะเสียเปล่า
"ขอบพระทัยฝ่าบาทในความกรุณาเพคะ" ฉู่หลิวเจิงลิงโลดใจ พี่ชายรอดแล้ว!
ฮ่องเต้ขึ้นเสียงเรียก "โจวหยวนเต๋อ!"
หัวหน้าขันทีโจวรีบเข้ามาในทันที สายตากวาดมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของฉู่หลิวเจิงแวบหนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงนายเหนือหัวสั่งการ "พานางไปหอสมุดหลวง"
"พะยะค่ะฝ่าบาท"
"แม่นาง ข้างหน้านั่นคือหอสมุดหลวงแล้วขอรับ" รอยยิ้มของหัวหน้าขันทีโจวเจือความอบอุ่นที่แต่ก่อนไม่เคยมี "ข้อควรระวังที่ข้าเพิ่งบอกไป แม่นางจำได้หมดแล้วใช่ไหมขอรับ?"
พอรู้ว่าจะช่วยพี่ชายได้แน่แล้ว ฉู่หลิวเจิงก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ ไม่รู้สึกรำคาญความจู้จี้ของหัวหน้าขันทีโจวเลย นางรีบรับคำ "กงกงโจววางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะไม่แตะต้องสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องเด็ดขาด"
"ข้าย่อมรู้ดีว่าแม่นางเป็นคนรู้ความและรู้จักกาลเทศะเสมอ"
หัวหน้าขันทีโจวทักทายทหารองครักษ์ที่เฝ้าหน้าหอสมุดหลวง ก่อนจะพาฉู่หลิวเจิงไปรับป้ายผ่านทางที่ห้องจัดการ หลังจากเห็นฉู่หลิวเจิงแขวนป้ายไว้ที่เอวแล้ว เขาก็กล่าวว่า "เชิญแม่นางขอรับ หากต้องการพู่กันหรือหมึก ก็เรียกใช้คนข้างล่างได้เลย เดี๋ยวข้าจะมารับแม่นางทีหลัง"
ฉู่หลิวเจิงย่อกายคารวะ "ขอบคุณเจ้าค่ะ กงกงโจว"
หัวหน้าขันทีโจวยิ้มพลางถือแส้ปัดแมลง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ฉู่หลิวเจิงหันกลับมาและก้าวเข้าไปในหอสมุดหลวง
ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นหอมของไม้ผสมกับกลิ่นหมึกก็ลอยมาแตะจมูก ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือชั้นหนังสือไม้ฮวงหัวลี่ที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ
ฉู่หลิวเจิงไม่ได้รีบร้อนจดบันทึกตำแหน่งของพืชผลทั้งสามชนิด แต่กลับเริ่มเดินสำรวจหอสมุดหลวงแทน
โอกาสดีๆ แบบนี้คงหาไม่ได้ง่ายๆ หอสมุดหลวงของฮ่องเต้ทั้งที ขอเดินชมให้เป็นบุญตาหน่อยเถอะ
หอสมุดหลวงมีทั้งหมดห้าชั้น แต่ละชั้นกว้างขวางจนขี่ม้าได้สบายๆ บรรจุหนังสือไว้มากมายนับไม่ถ้วน ทั้งยังมีหนังสือหายากและภาพวาดประกอบอันล้ำค่า ซึ่งมีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่มีสิทธิ์เปิดอ่าน
แต่ละชั้นจะมีนางกำนัลหรือขันทีคอยเฝ้าอยู่หลายคน หากต้องการหาหนังสือเล่มใด เพียงแค่แจ้งพวกเขา ก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินหาเอง