- หน้าแรก
- รับบทชาวมุงอยู่ดีๆ ท่านทรราชก็ดันมาคลั่งรัก
- บทที่ 23 สร้างสำนักเทพๆ ขึ้นมาสักสำนัก
บทที่ 23 สร้างสำนักเทพๆ ขึ้นมาสักสำนัก
บทที่ 23 สร้างสำนักเทพๆ ขึ้นมาสักสำนัก
บทที่ 23 สร้างสำนักเทพๆ ขึ้นมาสักสำนัก
ฉู่หลิวเจิงเกิดความระแวงสงสัยขึ้นในใจ
คนทางบ้านย่อมรู้ดีถึงความยากลำบากของนางในวังหลวง และกังวลว่าจะสร้างปัญหาให้นาง หากนางไม่ส่งจดหมายกลับไปที่บ้าน ทางนั้นก็จะไม่ส่งจดหมายมาหาอย่างเด็ดขาด
เดือนนี้นางยังไม่ได้ส่งจดหมายกลับไปบ้าน ไฉนจึงมีจดหมายตอบกลับมาได้?
หรือว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับทางบ้าน?
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็คร้านจะพูดพร่ำทำเพลงกับขันทีน้อยส่งสาร ควักเงินอีแปะสองเหรียญให้เป็นค่าจงน้ำชา แล้วกำจดหมายแน่นก่อนจะรีบจ้ำอ้าวกลับไปยังสวนนงอวิ๋น
วันนี้เป็นเวรเข้าเฝ้ายามวิกาล ช่วงกลางวันนางจึงไม่ต้องไปรายงานตัวที่ตำหนักเหวินหัว
ฉู่หลิวเจิงผลักประตูห้องเข้าไปก็พบว่าไฉ่รุ่ยไม่อยู่ นางจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานไฉ่รุ่ยบอกไว้ว่าจะไปหาพี่น้องที่สนิทกันในวัง คงจะกลับมาช่วงสายๆ
ไม่อยู่ก็ดีเหมือนกัน
ฉู่หลิวเจิงปิดประตูหน้าต่างทุกบานจนมิดชิด นั่งลงที่โต๊ะ หยิบจดหมายออกมาคลี่อ่านทีละบรรทัด
อ่านไปได้เพียงครึ่งเดียว ใบหน้าของนางก็พลันซีดเผือด มือไม้สั่นเทาจนเกือบทำจดหมายร่วงหล่น
นางจ้องมองข้อความสองบรรทัดนั้นด้วยความตื่นตระหนก
พี่ใหญ่กำลังศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาซ่างหงมิใช่หรือ? ไฉนจึงไปพัวพันกับเศษเดนพรรคพวกของอดีตองค์ชายห้า จนถูกองครักษ์เสื้อแพรจับกุมตัวโยนเข้าคุกหลวงไปได้?
คุกหลวงนั่นใช่สถานที่ที่คนจะอยู่ได้เสียที่ไหน!
นางขาดการติดต่อจากทางบ้านไปเพียงไม่กี่วัน เหตุใดจึงเกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ขึ้นได้?
ฉู่หลิวเจิงรีบเปิดระบบขึ้นมาค้นหาข่าวสาร และเมื่อกวาดสายตาดูข่าวซุบซิบล่าสุด นางก็ต้องชะงัก "หืม?"
"หน่วยองครักษ์เสื้อแพรสืบพบว่า ชวีเทา รองเจ้ากรมกลาโหม ยักยอกเสบียงกองทัพ ผู้บัญชาการเซี่ยฮุยนำกำลังบุกค้นบ้านตระกูลชวีด้วยตนเอง พบเงินสดเกือบสองแสนตำลึงและทองคำแท่งในห้องลับ ตระกูลชวีถูกประหารล้างโคตร เจ็ดชั่วโคตรถูกเนรเทศ ผู้สมรู้ร่วมคิด เฉาเจี้ยน, อวี๋ไหวชวน, หวังอวี้, กัวหมิง และฟางซื่อจวี ทั้งห้าคนได้รับโทษสถานหนักเช่นเดียวกัน"
"ให้ตายเถอะ! สมกับเป็นองครักษ์เสื้อแพรที่ทำให้ขุนนางทั้งราชสำนักอกสั่นขวัญแขวน ไม่ได้มีดีแค่ชื่อจริงๆ ฉันยังไม่ทันได้ส่งบัตรสนเท่ห์ไปฟ้อง พวกเขาก็สืบเจอเองซะแล้ว!"
"ไม่ใช่สิ ไม่ใช่ ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น! พี่ใหญ่... พี่ใหญ่... ฉู่ซ่างหมิง..."
"เจอแล้ว! ไช่จื้อเฉิง บัณฑิตสำนักศึกษาซ่างหง เป็นสายลับที่เศษเดนพรรคพวกอดีตองค์ชายห้าฝังตัวไว้ในเมืองหลวง บัณฑิตฉู่ซ่างหมิงมีความสนิทสนมกับเขามากเกินไป หน่วยองครักษ์เสื้อแพรสงสัยว่าเป็นพรรคพวกเดียวกัน จึงจับกุมตัวส่งเข้าคุกหลวงเพื่อสอบสวน"
"บัดซบ! พี่ชายตัวดี เลือกคบเพื่อนได้ตาถั่วจริงๆ! หาเพื่อนที่มันดูพึ่งพาได้กว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง?!"
ฉู่หลิวเจิงตบโต๊ะด้วยความหงุดหงิด
"ดันไปพัวพันกับพวกกบฏองค์ชายห้า พี่ใหญ่หนอพี่ใหญ่ แล้วข้าจะไปช่วยท่านได้อย่างไรเล่า?!"
แน่นอนว่านางรู้ดีว่าพี่ชายของนางไม่มีทางเป็นพรรคพวกกบฏ ด้วยระดับมันสมองและความซื่อ (บื้อ) ทางอารมณ์ของพี่ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสายข่าวหรือไส้ศึก รับรองว่าความแตกภายในไม่กี่นาที ใครหน้าไหนมันจะกล้าใช้งานเขา? อยากตายเร็วขึ้นหรืออย่างไร?
แต่ปัญหาก็คือนางไม่มีหลักฐาน
"หลักฐาน... หลักฐาน... บ้าจริง! ไอ้เจ้าไช่จื้อเฉิงนั่นแฝงตัวอยู่ในสำนักศึกษามาตั้งสามปี พี่ใหญ่พอเข้าเรียนปุ๊บก็ไปสนิทกับเขาปั๊บ ไปไหนมาไหนด้วยกันทุกวัน แถมยังเคยไปรังลับของพวกกบฏด้วยกันอีกหลายครั้ง แบบนี้จะแก้ต่างให้ตัวเองพ้นมลทินได้ยังไง?"
ฉู่หลิวเจิงจนปัญญา
นโยบายของฮ่องเต้ที่มีต่อเศษเดนพรรคพวกอดีตองค์ชายห้า คือยอมฆ่าผิดดีกว่าปล่อยให้รอด พี่ใหญ่จบเห่แน่!
ฉู่หลิวเจิงรีบกวาดสายตาอ่านเนื้อความในจดหมายที่เหลือจนจบ
"พี่หญิง ท่านพ่อไปส่งสินค้าที่เมืองเหอเจียนกับท่านลุงหลิวเมื่อสามวันก่อน ที่บ้านเหลือแค่ท่านแม่กับข้า พอท่านแม่รู้ข่าวว่าพี่ใหญ่ถูกองครักษ์เสื้อแพรจับไปก็เกือบจะเป็นลม พวกเราพยายามเอาเงินไปยัดใต้โต๊ะ แต่องครักษ์เสื้อแพรไม่รับและไม่ยอมให้เยี่ยมพี่ใหญ่เลย"
"พี่หญิง ท่านแม่กับข้าหมดหนทางแล้ว ท่านแม่เอาแต่แอบร้องไห้ ไม่ยอมให้ข้าเขียนจดหมายมาบอกท่าน กลัวท่านจะเป็นห่วง แต่องครักษ์เสื้อแพรโหดเหี้ยมอำมหิตนัก พี่ใหญ่ต้องตายแน่ๆ ข้าอยากช่วยพี่ใหญ่ เลยแอบเขียนจดหมายมาหาท่านโดยไม่ให้ท่านแม่รู้ พี่หญิงห้ามบอกท่านแม่นะ ไม่งั้นข้าโดนตีแน่"
"พี่หญิง ท่านฉลาดและมีหนทางมากที่สุด ท่านพอจะหาทางช่วยพี่ใหญ่ได้หรือไม่?"
"น้องเล็กอวี่ซิน คารวะด้วยความเคารพ"
จ้องมองลายมือที่ยังดูไม่เป็นทรงของน้องสาว ฉู่หลิวเจิงได้แต่ถอนหายใจ
น้องเล็กเอ๋ย เจ้าช่างประเมินพี่สาวคนนี้สูงส่งเกินไปแล้ว คนที่ถูกองครักษ์เสื้อแพรจับเข้าคุกหลวงน่ะ มันเอาออกมาง่ายๆ เสียที่ไหน?
ทว่า นั่นคือพี่ชายแท้ๆ ของนาง
พี่ชายแท้ๆ คนที่ยอมอดข้าวถึงสองวันจนเป็นลมในช่วงที่ครอบครัวยากลำบากที่สุด เพียงเพื่อเก็บเงินซื้อเชือกผูกผมให้นาง เพราะไม่อยากให้นางต้องมองเชือกผูกผมของเด็กสาวบ้านอื่นด้วยความอิจฉา
ถึงแม้เขาจะดูโง่เขลาไปบ้าง และตอนนั้นนางอยากกินซาลาเปาเนื้อมากกว่าเชือกผูกผมก็เถอะ แต่ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต นางก็จะช่วยพี่ชายจอมซื่อบื้อคนนี้ออกมาให้ได้!
ช้าไปเพียงนิดเดียว พี่ใหญ่ก็ยิ่งต้องทนทุกข์ทรมานมากขึ้น นางจะไปขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทเดี๋ยวนี้!
อย่างเลวร้ายที่สุด นางก็แค่กุเรื่องว่าเป็นศิษย์เอกของปรมาจารย์ผู้สันโดษ ผู้หยั่งรู้ฟ้าดินและสรรพสิ่งในใต้หล้า คงไม่มีฮ่องเต้องค์ไหนต้านทานสิ่งล่อใจเช่นนี้ได้หรอก
ส่วนเรื่องที่ว่าฮ่องเต้จะระแวงจนสั่งประหารนางหรือไม่นั้น ตอนนี้นางไม่มีเวลามาห่วงหน้าพะวงหลังแล้ว ต้องเสี่ยงดูสักตั้ง!
ด้วยความกลัวว่าหากช้าไปอีกวินาทีเดียว นางจะเกิดปอดแหกขึ้นมา ฉู่หลิวเจิงจึงเก็บจดหมายใส่ตู้ล็อกกุญแจ แล้วเดินอาดๆ มุ่งหน้าไปยังตำหนักเหวินหัวทันที
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้า ฉู่หลิวเจิง จะเป็นนักต้มตุ๋นแห่งยุค!
"แม่นาง โปรดหยุดก่อน" ที่หน้าประตูตำหนักเหวินหัว เสี่ยวอันจื่อขยับตัวเข้ามาขวางฉู่หลิวเจิงที่กำลังจะพุ่งเข้าไป แล้วกระซิบเสียงเบา "ตอนนี้ฝ่าบาทกำลังกริ้วจัด หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ทางที่ดีอย่าเพิ่งเข้าไปตอนนี้เลยขอรับ"
"เอาจริงดิ? ฮ่องเต้ไม่ใช่ภูเขาไฟเสียหน่อย ไฉนถึงได้ระเบิดอารมณ์ทุกวี่ทุกวันเช่นนี้?"
"อ้อ จริงสิ จริงด้วย องครักษ์เสื้อแพรสืบเจอเรื่องชวีเทากับพวกยักยอกเสบียงกองทัพ แถมยังจำนวนมหาศาลขนาดนั้น ฮ่องเต้ก็น่าจะโกรธอยู่หรอก"
"แต่เรื่องพี่ชายฉันก็ด่วนเหมือนกันนี่นา!"
ฉู่หลิวเจิงข่มความร้อนรนในใจ ย่อกายคารวะเสี่ยวอันจื่อ "ข้ามีเรื่องด่วนจริงๆ ที่ต้องกราบทูลฝ่าบาท รบกวนกงกงอันช่วยเข้าไปรายงานให้ทีเถิด"
"แม่นางรีบลุกขึ้นเถิด" เสี่ยวอันจื่อรีบประคองนางขึ้น พร้อมเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี "แม่นางเชื่อข้าเถอะ ต่อให้ด่วนแค่ไหน ก็รออีกสักหน่อยค่อยมาใหม่ดีกว่า"
"ข้าก็ไม่อยากจะวู่วามหรอกนะ! แต่พี่ใหญ่ข้าถูกองครักษ์เสื้อแพรจับเข้าคุกหลวง ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ข้ารอไม่ได้แล้ว!"
"ขอบคุณในความหวังดีของกงกง" ฉู่หลิวเจิงยัดถุงเงินใส่มือเขา "ข้ามีเรื่องสำคัญจริงๆ รบกวนกงกงช่วยเข้าไปกราบทูลตอนนี้เลย ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ข้าจะจดจำบุญคุณของกงกงไว้แน่นอน"
เสี่ยวอันจื่อไหนเลยจะกล้ารับถุงเงินของฉู่หลิวเจิง ขืนเจ้านายรู้เข้า เขาคงหัวขาดเป็นแน่
เขาดันถุงเงินกลับไปหานาง "แม่นาง เก็บไว้เถิด บุญคุโณปการอันใดกัน เดี๋ยวข้าจะเข้าไปลองกราบทูลให้"
ฉู่หลิวเจิงดีใจจนออกนอกหน้า "ขอบคุณกงกงมากเจ้าค่ะ"
เสี่ยวอันจื่อหันหลังจะเดินเข้าไป แต่ยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตู โจวหยวนเต๋อก็รีบเดินออกมาจากด้านในเสียก่อน
"แม่นางหลิวเจิง ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า"
ฉู่หลิวเจิงสะดุ้งเฮือก
"ฝ่าบาทรู้ได้ยังไงว่าฉันมา? ทรงมีหูทิพย์ตาทิพย์หรือไง?"
"อ้อ ลืมไป ฝ่าบาทมีองครักษ์เงาอยู่ข้างกาย คงเป็นองครักษ์เงาไปบอกแน่ๆ"
ฮ่องเต้ผู้ล่วงรู้ผ่านเสียงความคิดของนาง: "..."
ช่วยด่าเขาในใจให้น้อยลงหน่อยจะได้ไหม?
"หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"
ฮ่องเต้วางพู่กันลง แล้วปรายตามองโจวหยวนเต๋อ โจวหยวนเต๋อรู้หน้าที่ รีบพาเหล่าข้าราชบริพารทั้งหมดออกไปจากห้องทันที
ม่อเซียงหันกลับมามองฉู่หลิวเจิงที่คุกเข่าอยู่อย่างเป็นห่วง
—หลิวเจิงเป็นคนสุขุมรอบคอบมาตลอด ทำไมนางถึงมาที่ตำหนักเหวินหัวในเวลานี้กันนะ?
ฉู่หลิวเจิงไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจผู้อื่น นางกำลังเรียบเรียงคำพูดในหัวอย่างบ้าคลั่ง พยายามสร้างตัวตนในฐานะศิษย์ของยอดคนผู้สันโดษให้น่าเชื่อถือที่สุด
"ฉันต้องสร้างสำนักที่ฟังดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรขึ้นมาสักสำนัก เอาชื่อที่ฟังดูแล้วเหมือนจะบรรลุเซียนเหาะเหินเดินอากาศได้ทันที เอาชื่อว่าอะไรดี... ชื่อว่า... อืม... ในนิยายกำลังภายในแฟนตาซีพวกสำนักเซียนเขาชื่ออะไรกันบ้างนะ? คุนอู้? ไท่ซู? หรือคุนหลุนดีนะ?"