เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 เต่าพันปีแสร้งเป็นตะพาบ

บทที่ 18 เต่าพันปีแสร้งเป็นตะพาบ

บทที่ 18 เต่าพันปีแสร้งเป็นตะพาบ


บทที่ 18 เต่าพันปีแสร้งเป็นตะพาบ

ทันทีที่คำว่า 'มนุษย์หมู' ผุดขึ้นในห้วงความคิด ความเจ็บปวดพลันแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายของฉู่หลิวเจิง

"เกือบไปแล้ว... อีกเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ข้าก็เกือบจะถูกเจ้าทรราชจับทำเป็นมนุษย์หมูเสียแล้ว!"

เซียวจิ่งฟานที่บังเอิญได้ยินเสียงความคิดนี้ภายในห้องทรงพระอักษรถึงกับชะงัก

...เขาไปวางแผนจะจับนางทำมนุษย์หมูตั้งแต่เมื่อไหร่?

โจวหยวนเต๋อที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักเห็นฉู่หลิวเจิงเดินมา ดวงตาของเขาก็พลันลุกวาว ฝ่าบาทตรัสถามถึงนางถึงสองครั้งแล้ว ในที่สุดก็ตามหาตัวจนเจอ!

เขารีบปรี่เข้าไปหา กวาดสายตามองสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย "แม่นางสบายดีหรือไม่? บาดเจ็บหรือกระทบกระเทือนตรงที่ใดหรือเปล่า?"

"ข้าสบายดี ขอบคุณกงกงที่ห่วงใยเจ้าค่ะ"

ฉู่หลิวเจิงคร้านจะก่นด่าชุยอวิ๋น นังแพศยาหน้าเนื้อใจเสือผู้นั้นในใจ นางยังต้องรับมือกับหัวหน้าขันทีที่จ้องจะจับคู่ 'ตุ้ยสือ' กับนางอีก...

เฮ้อ! เหนื่อยใจจริง ๆ!!

"ฝ่าบาททรงรอฟังความจากแม่นางอยู่ แม่นางรีบไปจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนเถิด"

โจวหยวนเต๋อกวักมือเรียกนางกำนัลตัวน้อยสองคนที่รับใช้ในห้องทรงพระอักษรให้เข้ามา แล้วสั่งให้พวกนางพาฉู่หลิวเจิงไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า

ฉู่หลิวเจิงคิดดูแล้ว ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าก็เปรอะเปื้อนฝุ่นโคลน ดูไม่เหมาะสมที่จะเข้าเฝ้าฮ่องเต้จริงๆ จึงเดินตามนางกำนัลทั้งสองไป

หลังจากล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้า และเกล้าผมเรียบร้อยแล้ว ฉู่หลิวเจิงก็เดินเข้าสู่ห้องทรงพระอักษร คุกเข่าถวายบังคมฮ่องเต้ซุ่นกวงที่กำลังเอนกายพิงตั่งอ่านฎีกาอยู่

"ลุกขึ้น"

เซียวจิ่งฟานเงยหน้ามองนาง "เมื่อครู่เจ้าหายไปไหนมา?"

"หม่อมฉันมิได้จากไปโดยสมัครใจเพคะ แต่ถูกคนชั่วปองร้าย ขอฝ่าบาทโปรดให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันด้วย"

ฉู่หลิวเจิงไม่ยอมลุกขึ้น แต่กลับคุกเข่าโขกศีรษะให้ฮ่องเต้ซุ่นกวงเสียงดังลั่น

"หม่อมฉันเป็นคนรับใช้เบื้องพระยุคลบาท คนชั่วผู้นั้นกล้าวางยาและลักพาตัวหม่อมฉันกลางวันแสกๆ ช่างบังอาจนักเพคะ!"

"สวนนงอวิ๋นกับพระตำหนักเหวินหัวอยู่ใกล้กันเพียงนิดเดียว ชีวิตของหม่อมฉันเป็นเรื่องเล็ก แต่ความปลอดภัยของฝ่าบาทเป็นเรื่องใหญ่ หากวันใดคนชั่วผู้นั้นลักลอบเข้าไปในตำหนักเหวินหัว ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา ขอฝ่าบาทโปรดตรวจสอบให้ถึงที่สุด จับกุมคนชั่วผู้นี้มาลงโทษและจัดระเบียบวังหลวงเสียใหม่ด้วยเถิดเพคะ"

"เจ้าทรราชคงไม่สนใจความปลอดภัยของนางกำนัลตัวเล็กๆ อย่างฉันหรอก แต่เขาต้องห่วงชีวิตตัวเองบ้างใช่ไหมล่ะ?"

เซียวจิ่งฟานมองนางด้วยใบหน้าเย็นชาอยู่ครู่หนึ่ง "ลุกขึ้นแล้วรายงานมา"

แม้เขาจะได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจากเซียวสิบเอ็ดแล้ว แต่เขาก็ไม่รังเกียจที่จะฟังจากปากของสตรีผู้นี้อีกครั้ง

ฉู่หลิวเจิงลุกขึ้นยืน ก้มหน้าสำรวมกิริยา ดูเรียบร้อยและว่านอนสอนง่าย

เซียวจิ่งฟานกล่าวว่า "เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบมา แล้วเราจะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้า"

—ระบบมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกล้าลงมือกับสตรีผู้นี้ เบื่อหน่ายการมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร?

ฉู่หลิวเจิงรู้สึกโล่งใจ ไม่ว่าฮ่องเต้องค์ไหน ก็ไม่มีใครทนให้มีสิ่งคุกคามชีวิตตัวเองอยู่ใกล้ตัวได้หรอก

"หม่อมฉันได้รับบาดเจ็บที่มือโดยอุบัติเหตุ จึงพักผ่อนอยู่ที่สวนนงอวิ๋น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกอยู่หน้าประตู หม่อมฉันจึงเปิดประตูออกไปดูเพคะ"

"หน้าประตูมีขันทีแปลกหน้ายืนอยู่คนหนึ่ง อ้างว่าชื่อหยวน บอกว่าหัวหน้าขันทีหวังแห่งกรมวังส่งมา เชิญหม่อมฉันไปพูดคุยที่กรมวัง"

"หม่อมฉันสงสัยว่าเป็นเรื่องอันใด จึงคิดจะซักถามให้แน่ชัด แต่ไม่คาดคิดว่าขันทีแซ่หยวนผู้นั้นจะสะบัดมือซัดผงประหลาดใส่หม่อมฉัน หม่อมฉันหมดสติไปทันที ตื่นมาอีกทีก็ถูกมัดมือมัดเท้าอยู่ในตำหนักเจาเสวี่ย ร้องเรียกให้ใครช่วยก็ไม่ได้"

ฉู่หลิวเจิงถือโอกาสเปิดเผยข้อมือของนางที่บวมแดงยิ่งกว่าเดิมให้เห็น

นางไม่อาจเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย จึงไม่อาจใช้โอกาสนั้นเรียกร้องความน่าสงสารได้ นั่นเป็นเหตุผลที่นางจงใจไม่ทายาเมื่อครู่ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานในตอนนี้

ข้อมือขาวผ่องบวมเป่งอย่างเห็นได้ชัด รอยเลือดขนาดเท่าวิ้วมือหลายรอยดูขัดตา

เซียวจิ่งฟานขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น

"หม่อมฉันพยายามใช้เก้าอี้กระแทกหน้าต่าง แต่หน้าต่างไม่แตก กลับดึงดูดความสนใจของคุณชายชุดดำผู้นั้น เขาจึงเข้ามาช่วยหม่อมฉันไว้ ไฉเหรินหวังเข้าใจผิดคิดว่าคุณชายเป็นคนร้ายจึงเกิดมีปากเสียงกัน จากนั้นกุ้ยเฟยหรงก็ตามมา..."

ฉู่หลิวเจิงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ปรุงแต่ง และลำดับความอย่างมีตรรกะชัดเจน

ขนาดนางยังเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนพวกนี้ มีหรือที่ทรราชผู้เชี่ยวชาญการเล่นเกมการเมืองกับขุนนางทั้งราชสำนักจะไม่เข้าใจ?

นางไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำเพรื่อ พูดมากไปรังแต่จะน่ารำคาญ

ส่วนเรื่องที่จะเรียกร้องความเห็นใจเพื่อให้ทรราชลงโทษกุ้ยเฟยหรงแทนนางน่ะหรือ? หึหึ ในฐานะนางกำนัลตัวเล็กๆ นางไม่ได้มีอิทธิพลมากขนาดนั้นหรอก

เป็นไปตามคาด เซียวจิ่งฟานไม่ได้ซักไซ้ว่าทำไมกุ้ยเฟยหรงถึงตื่นขึ้นมากลางดึกแล้ววิ่งแจ้นไปที่ตำหนักเจาเสวี่ย และไม่สนใจเรื่องการโต้เถียงระหว่างไฉเหรินหวังกับองครักษ์เงา เขาถามเพียงว่า "เจ้ายังจำหน้าขันทีแซ่หยวนผู้นั้นได้หรือไม่?"

ฉู่หลิวเจิงพยักหน้า "จำได้เพคะ"

"ต่อให้เขากลายเป็นเถ้าถ่าน หม่อมฉันก็จำได้!"

เซียวจิ่งฟานเลิกคิ้ว ในเมื่อจำได้แม่นขนาดนั้น เรื่องก็ง่ายขึ้น

"โจวหยวนเต๋อ"

"พะย่ะค่ะ"

โจวหยวนเต๋อขานรับแล้วเดินเข้ามา

เซียวจิ่งฟานชี้ไปที่ฉู่หลิวเจิง "เจ้านำนางไปชี้ตัวที่กรมวังด้วยตัวเอง ต้องหาตัวขันทีแซ่หยวนผู้นั้นให้เจอ"

"รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ"

ฉู่หลิวเจิงเดินตามโจวหยวนเต๋อออกมาจากห้องทรงพระอักษรแล้วลอบผ่อนลมหายใจเบาๆ นางคลายฝ่ามือที่กำแน่น เช็ดเหงื่อชื้นที่กระโปรง แล้วเดินจ้ำอ้าวไปยังกรมวัง

ในยามนี้ นอกจากเวรยามแล้ว ทุกคนต่างหลับใหลกันหมด แต่โจวหยวนเต๋อไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม สั่งคนให้ปลุกทุกคนในกรมวังขึ้นมา

หวังจินจง หัวหน้าขันทีแห่งกรมวัง รีบแต่งตัวแล้ววิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก

"กงกงโจว ท่านมาชุดใหญ่ไฟกระพริบเช่นนี้ ตั้งใจจะมาก่อกวนกรมวังของข้าหรือไร?"

หวังจินจงตัวสูงกว่าโจวหยวนเต๋อ ดวงตาเรียวเล็กหยีลงขณะมองโจวหยวนเต๋อ น้ำเสียงแหลมสูงกว่าโจวหยวนเต๋อถึงสองส่วน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉู่หลิวเจิงได้พบกับหัวหน้าขันทีแห่งกรมวัง แต่ทุกครั้งนางมักจะสงสัยว่าตาหยีเล็กนั่นมองเห็นอะไรชัดเจนจริงๆ หรือเปล่า

"ข้ามาตามราชโองการ กงกงหวังคิดจะขัดราชโองการหรือ?"

โจวหยวนเต๋อเต็มไปด้วยความมั่นใจ ยืดอกเชิดคอยาวระหงราวกับห่านขาวเตรียมออกศึก ไม่ยอมน้อยหน้าหวังจินจงแม้แต่น้อย

—ตาเฒ่านี่ อาศัยความอาวุโสทำตัววางก้ามข่มข้า หึ! ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่าข้ารับใช้ใคร!

เมื่อเห็นว่าโจวหยวนเต๋อไม่หลงกล หวังจินจงกลอกตาไปมาแล้วปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "กงกงโจวพูดอะไรเช่นนั้น? ข้าเคารพเทิดทูนฝ่าบาทเหนือหัว จะกล้าขัดราชโองการได้อย่างไร"

"ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าอย่างไรหรือ?"

โจวหยวนเต๋อเชิดคางขึ้นราวกับผู้ชนะ แล้วแค่นเสียง "เรียกขันทีทั้งหมดในกรมวังของเจ้าออกมา เข้าแถวเรียงกันให้แม่นางหลิวเจิงชี้ตัว"

หวังจินจงสั่งคนสนิทให้ไปเรียกคน แล้วหันมามองฉู่หลิวเจิงที่ยืนอยู่ข้างโจวหยวนเต๋อด้วยสีหน้าสงสัยระคนเคลือบแคลง

"เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ? หรือว่าพวกเจ้าเด็กดื้อรั้นพวกนั้นไปล่วงเกินแม่นางเข้า? หากเป็นเช่นนั้น ข้าขออภัยแทนพวกเขาด้วย"

"กงกงหวังกล่าวหนักไปแล้ว ข้าน้อยไม่กล้ารับไว้เจ้าค่ะ"

ฉู่หลิวเจิงเบี่ยงตัวหลบการคารวะ มีรอยยิ้มสุภาพประดับบนใบหน้า

"แสร้งทำเป็นไขสือต่อไปเถอะ! ทำไมเต่าพันปีถึงต้องแกล้งทำตัวเป็นตะพาบด้วยนะ! สายข่าวในวังของท่านมีตั้งมากมาย จะไม่รู้เชียวหรือว่าเกิดอะไรขึ้นที่ตำหนักเจาเสวี่ยเมื่อครู่นี้?"

ยิ้มแย้มภายนอกก่นด่าภายใน คือคำจำกัดความที่ดีที่สุดของฉู่หลิวเจิงในยามนี้

นางตรวจสอบกับระบบเรียบร้อยแล้วว่า ขันทีแซ่หยวนผู้นั้นทำงานอยู่ที่กรมวังจริงๆ มีหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงแมวเลี้ยงสุนัขให้กับเหล่าสนมชายา

"เมื่อวานท่านกงกงส่งขันทีแซ่หยวนไปที่สวนนงอวิ๋นเพื่อเชิญข้ามาคุยที่กรมวัง ท่านยังจำเรื่องนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ?"

เมื่อได้ยินดังนั้น หวังจินจงก็ทำสีหน้าประหลาดใจ "แม่นางจำผิดแล้วกระมัง อีกครึ่งเดือนจะถึงงานเลี้ยงวันเกิดไทเฮา กรมวังทั้งหมดยุ่งวุ่นวาย ข้ายิ่งยุ่งกว่าปกติ ข้าจะส่งคนไปเชิญแม่นางที่สวนนงอวิ๋นมาคุยเล่นตั้งแต่เมื่อใดกัน?"

จบบทที่ บทที่ 18 เต่าพันปีแสร้งเป็นตะพาบ

คัดลอกลิงก์แล้ว