- หน้าแรก
- รับบทชาวมุงอยู่ดีๆ ท่านทรราชก็ดันมาคลั่งรัก
- บทที่ 18 เต่าพันปีแสร้งเป็นตะพาบ
บทที่ 18 เต่าพันปีแสร้งเป็นตะพาบ
บทที่ 18 เต่าพันปีแสร้งเป็นตะพาบ
บทที่ 18 เต่าพันปีแสร้งเป็นตะพาบ
ทันทีที่คำว่า 'มนุษย์หมู' ผุดขึ้นในห้วงความคิด ความเจ็บปวดพลันแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายของฉู่หลิวเจิง
"เกือบไปแล้ว... อีกเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ข้าก็เกือบจะถูกเจ้าทรราชจับทำเป็นมนุษย์หมูเสียแล้ว!"
เซียวจิ่งฟานที่บังเอิญได้ยินเสียงความคิดนี้ภายในห้องทรงพระอักษรถึงกับชะงัก
...เขาไปวางแผนจะจับนางทำมนุษย์หมูตั้งแต่เมื่อไหร่?
โจวหยวนเต๋อที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนักเห็นฉู่หลิวเจิงเดินมา ดวงตาของเขาก็พลันลุกวาว ฝ่าบาทตรัสถามถึงนางถึงสองครั้งแล้ว ในที่สุดก็ตามหาตัวจนเจอ!
เขารีบปรี่เข้าไปหา กวาดสายตามองสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย "แม่นางสบายดีหรือไม่? บาดเจ็บหรือกระทบกระเทือนตรงที่ใดหรือเปล่า?"
"ข้าสบายดี ขอบคุณกงกงที่ห่วงใยเจ้าค่ะ"
ฉู่หลิวเจิงคร้านจะก่นด่าชุยอวิ๋น นังแพศยาหน้าเนื้อใจเสือผู้นั้นในใจ นางยังต้องรับมือกับหัวหน้าขันทีที่จ้องจะจับคู่ 'ตุ้ยสือ' กับนางอีก...
เฮ้อ! เหนื่อยใจจริง ๆ!!
"ฝ่าบาททรงรอฟังความจากแม่นางอยู่ แม่นางรีบไปจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนเถิด"
โจวหยวนเต๋อกวักมือเรียกนางกำนัลตัวน้อยสองคนที่รับใช้ในห้องทรงพระอักษรให้เข้ามา แล้วสั่งให้พวกนางพาฉู่หลิวเจิงไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า
ฉู่หลิวเจิงคิดดูแล้ว ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าก็เปรอะเปื้อนฝุ่นโคลน ดูไม่เหมาะสมที่จะเข้าเฝ้าฮ่องเต้จริงๆ จึงเดินตามนางกำนัลทั้งสองไป
หลังจากล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้า และเกล้าผมเรียบร้อยแล้ว ฉู่หลิวเจิงก็เดินเข้าสู่ห้องทรงพระอักษร คุกเข่าถวายบังคมฮ่องเต้ซุ่นกวงที่กำลังเอนกายพิงตั่งอ่านฎีกาอยู่
"ลุกขึ้น"
เซียวจิ่งฟานเงยหน้ามองนาง "เมื่อครู่เจ้าหายไปไหนมา?"
"หม่อมฉันมิได้จากไปโดยสมัครใจเพคะ แต่ถูกคนชั่วปองร้าย ขอฝ่าบาทโปรดให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันด้วย"
ฉู่หลิวเจิงไม่ยอมลุกขึ้น แต่กลับคุกเข่าโขกศีรษะให้ฮ่องเต้ซุ่นกวงเสียงดังลั่น
"หม่อมฉันเป็นคนรับใช้เบื้องพระยุคลบาท คนชั่วผู้นั้นกล้าวางยาและลักพาตัวหม่อมฉันกลางวันแสกๆ ช่างบังอาจนักเพคะ!"
"สวนนงอวิ๋นกับพระตำหนักเหวินหัวอยู่ใกล้กันเพียงนิดเดียว ชีวิตของหม่อมฉันเป็นเรื่องเล็ก แต่ความปลอดภัยของฝ่าบาทเป็นเรื่องใหญ่ หากวันใดคนชั่วผู้นั้นลักลอบเข้าไปในตำหนักเหวินหัว ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา ขอฝ่าบาทโปรดตรวจสอบให้ถึงที่สุด จับกุมคนชั่วผู้นี้มาลงโทษและจัดระเบียบวังหลวงเสียใหม่ด้วยเถิดเพคะ"
"เจ้าทรราชคงไม่สนใจความปลอดภัยของนางกำนัลตัวเล็กๆ อย่างฉันหรอก แต่เขาต้องห่วงชีวิตตัวเองบ้างใช่ไหมล่ะ?"
เซียวจิ่งฟานมองนางด้วยใบหน้าเย็นชาอยู่ครู่หนึ่ง "ลุกขึ้นแล้วรายงานมา"
แม้เขาจะได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจากเซียวสิบเอ็ดแล้ว แต่เขาก็ไม่รังเกียจที่จะฟังจากปากของสตรีผู้นี้อีกครั้ง
ฉู่หลิวเจิงลุกขึ้นยืน ก้มหน้าสำรวมกิริยา ดูเรียบร้อยและว่านอนสอนง่าย
เซียวจิ่งฟานกล่าวว่า "เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบมา แล้วเราจะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้า"
—ระบบมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกล้าลงมือกับสตรีผู้นี้ เบื่อหน่ายการมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร?
ฉู่หลิวเจิงรู้สึกโล่งใจ ไม่ว่าฮ่องเต้องค์ไหน ก็ไม่มีใครทนให้มีสิ่งคุกคามชีวิตตัวเองอยู่ใกล้ตัวได้หรอก
"หม่อมฉันได้รับบาดเจ็บที่มือโดยอุบัติเหตุ จึงพักผ่อนอยู่ที่สวนนงอวิ๋น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกอยู่หน้าประตู หม่อมฉันจึงเปิดประตูออกไปดูเพคะ"
"หน้าประตูมีขันทีแปลกหน้ายืนอยู่คนหนึ่ง อ้างว่าชื่อหยวน บอกว่าหัวหน้าขันทีหวังแห่งกรมวังส่งมา เชิญหม่อมฉันไปพูดคุยที่กรมวัง"
"หม่อมฉันสงสัยว่าเป็นเรื่องอันใด จึงคิดจะซักถามให้แน่ชัด แต่ไม่คาดคิดว่าขันทีแซ่หยวนผู้นั้นจะสะบัดมือซัดผงประหลาดใส่หม่อมฉัน หม่อมฉันหมดสติไปทันที ตื่นมาอีกทีก็ถูกมัดมือมัดเท้าอยู่ในตำหนักเจาเสวี่ย ร้องเรียกให้ใครช่วยก็ไม่ได้"
ฉู่หลิวเจิงถือโอกาสเปิดเผยข้อมือของนางที่บวมแดงยิ่งกว่าเดิมให้เห็น
นางไม่อาจเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย จึงไม่อาจใช้โอกาสนั้นเรียกร้องความน่าสงสารได้ นั่นเป็นเหตุผลที่นางจงใจไม่ทายาเมื่อครู่ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานในตอนนี้
ข้อมือขาวผ่องบวมเป่งอย่างเห็นได้ชัด รอยเลือดขนาดเท่าวิ้วมือหลายรอยดูขัดตา
เซียวจิ่งฟานขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น
"หม่อมฉันพยายามใช้เก้าอี้กระแทกหน้าต่าง แต่หน้าต่างไม่แตก กลับดึงดูดความสนใจของคุณชายชุดดำผู้นั้น เขาจึงเข้ามาช่วยหม่อมฉันไว้ ไฉเหรินหวังเข้าใจผิดคิดว่าคุณชายเป็นคนร้ายจึงเกิดมีปากเสียงกัน จากนั้นกุ้ยเฟยหรงก็ตามมา..."
ฉู่หลิวเจิงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ปรุงแต่ง และลำดับความอย่างมีตรรกะชัดเจน
ขนาดนางยังเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนพวกนี้ มีหรือที่ทรราชผู้เชี่ยวชาญการเล่นเกมการเมืองกับขุนนางทั้งราชสำนักจะไม่เข้าใจ?
นางไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำเพรื่อ พูดมากไปรังแต่จะน่ารำคาญ
ส่วนเรื่องที่จะเรียกร้องความเห็นใจเพื่อให้ทรราชลงโทษกุ้ยเฟยหรงแทนนางน่ะหรือ? หึหึ ในฐานะนางกำนัลตัวเล็กๆ นางไม่ได้มีอิทธิพลมากขนาดนั้นหรอก
เป็นไปตามคาด เซียวจิ่งฟานไม่ได้ซักไซ้ว่าทำไมกุ้ยเฟยหรงถึงตื่นขึ้นมากลางดึกแล้ววิ่งแจ้นไปที่ตำหนักเจาเสวี่ย และไม่สนใจเรื่องการโต้เถียงระหว่างไฉเหรินหวังกับองครักษ์เงา เขาถามเพียงว่า "เจ้ายังจำหน้าขันทีแซ่หยวนผู้นั้นได้หรือไม่?"
ฉู่หลิวเจิงพยักหน้า "จำได้เพคะ"
"ต่อให้เขากลายเป็นเถ้าถ่าน หม่อมฉันก็จำได้!"
เซียวจิ่งฟานเลิกคิ้ว ในเมื่อจำได้แม่นขนาดนั้น เรื่องก็ง่ายขึ้น
"โจวหยวนเต๋อ"
"พะย่ะค่ะ"
โจวหยวนเต๋อขานรับแล้วเดินเข้ามา
เซียวจิ่งฟานชี้ไปที่ฉู่หลิวเจิง "เจ้านำนางไปชี้ตัวที่กรมวังด้วยตัวเอง ต้องหาตัวขันทีแซ่หยวนผู้นั้นให้เจอ"
"รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ"
ฉู่หลิวเจิงเดินตามโจวหยวนเต๋อออกมาจากห้องทรงพระอักษรแล้วลอบผ่อนลมหายใจเบาๆ นางคลายฝ่ามือที่กำแน่น เช็ดเหงื่อชื้นที่กระโปรง แล้วเดินจ้ำอ้าวไปยังกรมวัง
ในยามนี้ นอกจากเวรยามแล้ว ทุกคนต่างหลับใหลกันหมด แต่โจวหยวนเต๋อไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม สั่งคนให้ปลุกทุกคนในกรมวังขึ้นมา
หวังจินจง หัวหน้าขันทีแห่งกรมวัง รีบแต่งตัวแล้ววิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก
"กงกงโจว ท่านมาชุดใหญ่ไฟกระพริบเช่นนี้ ตั้งใจจะมาก่อกวนกรมวังของข้าหรือไร?"
หวังจินจงตัวสูงกว่าโจวหยวนเต๋อ ดวงตาเรียวเล็กหยีลงขณะมองโจวหยวนเต๋อ น้ำเสียงแหลมสูงกว่าโจวหยวนเต๋อถึงสองส่วน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉู่หลิวเจิงได้พบกับหัวหน้าขันทีแห่งกรมวัง แต่ทุกครั้งนางมักจะสงสัยว่าตาหยีเล็กนั่นมองเห็นอะไรชัดเจนจริงๆ หรือเปล่า
"ข้ามาตามราชโองการ กงกงหวังคิดจะขัดราชโองการหรือ?"
โจวหยวนเต๋อเต็มไปด้วยความมั่นใจ ยืดอกเชิดคอยาวระหงราวกับห่านขาวเตรียมออกศึก ไม่ยอมน้อยหน้าหวังจินจงแม้แต่น้อย
—ตาเฒ่านี่ อาศัยความอาวุโสทำตัววางก้ามข่มข้า หึ! ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่าข้ารับใช้ใคร!
เมื่อเห็นว่าโจวหยวนเต๋อไม่หลงกล หวังจินจงกลอกตาไปมาแล้วปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "กงกงโจวพูดอะไรเช่นนั้น? ข้าเคารพเทิดทูนฝ่าบาทเหนือหัว จะกล้าขัดราชโองการได้อย่างไร"
"ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าอย่างไรหรือ?"
โจวหยวนเต๋อเชิดคางขึ้นราวกับผู้ชนะ แล้วแค่นเสียง "เรียกขันทีทั้งหมดในกรมวังของเจ้าออกมา เข้าแถวเรียงกันให้แม่นางหลิวเจิงชี้ตัว"
หวังจินจงสั่งคนสนิทให้ไปเรียกคน แล้วหันมามองฉู่หลิวเจิงที่ยืนอยู่ข้างโจวหยวนเต๋อด้วยสีหน้าสงสัยระคนเคลือบแคลง
"เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ? หรือว่าพวกเจ้าเด็กดื้อรั้นพวกนั้นไปล่วงเกินแม่นางเข้า? หากเป็นเช่นนั้น ข้าขออภัยแทนพวกเขาด้วย"
"กงกงหวังกล่าวหนักไปแล้ว ข้าน้อยไม่กล้ารับไว้เจ้าค่ะ"
ฉู่หลิวเจิงเบี่ยงตัวหลบการคารวะ มีรอยยิ้มสุภาพประดับบนใบหน้า
"แสร้งทำเป็นไขสือต่อไปเถอะ! ทำไมเต่าพันปีถึงต้องแกล้งทำตัวเป็นตะพาบด้วยนะ! สายข่าวในวังของท่านมีตั้งมากมาย จะไม่รู้เชียวหรือว่าเกิดอะไรขึ้นที่ตำหนักเจาเสวี่ยเมื่อครู่นี้?"
ยิ้มแย้มภายนอกก่นด่าภายใน คือคำจำกัดความที่ดีที่สุดของฉู่หลิวเจิงในยามนี้
นางตรวจสอบกับระบบเรียบร้อยแล้วว่า ขันทีแซ่หยวนผู้นั้นทำงานอยู่ที่กรมวังจริงๆ มีหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงแมวเลี้ยงสุนัขให้กับเหล่าสนมชายา
"เมื่อวานท่านกงกงส่งขันทีแซ่หยวนไปที่สวนนงอวิ๋นเพื่อเชิญข้ามาคุยที่กรมวัง ท่านยังจำเรื่องนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น หวังจินจงก็ทำสีหน้าประหลาดใจ "แม่นางจำผิดแล้วกระมัง อีกครึ่งเดือนจะถึงงานเลี้ยงวันเกิดไทเฮา กรมวังทั้งหมดยุ่งวุ่นวาย ข้ายิ่งยุ่งกว่าปกติ ข้าจะส่งคนไปเชิญแม่นางที่สวนนงอวิ๋นมาคุยเล่นตั้งแต่เมื่อใดกัน?"