เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 แม่คนนี้ไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษหล่อนหรือไง!

บทที่ 17 แม่คนนี้ไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษหล่อนหรือไง!

บทที่ 17 แม่คนนี้ไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษหล่อนหรือไง!


บทที่ 17 แม่คนนี้ไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษหล่อนหรือไง!

เมื่อเสี่ยวอันจื่อนำคนมาถึง ก็เห็นหรงกุ้ยเฟยนั่งประทับอยู่บนเกี้ยว โดยมีฉู่หลิวเจิงและหวางไฉเหรินคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า กำลังถูกตำหนิด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เขาแอบร้องในใจว่า 'แย่แล้ว สองคนนี้ไปล่วงเกินนางมารร้ายองค์นี้เข้าได้ยังไง'

"พระสนมเพคะ กงกงอันที่รับใช้หน้าพระที่นั่งมาถึงแล้วเพคะ" เซียงลู่ก้าวเข้าไปกระซิบรายงาน

หรงกุ้ยเฟยปรายตามองมา เสี่ยวอันจื่อรีบฉีกยิ้มก้าวเข้าไปถวายความเคารพ "บ่าวคารวะหรงกุ้ยเฟย ขอทรงพระเจริญพันปีพันๆ ปีพะยะค่ะ"

ผื่นบนใบหน้าของหรงกุ้ยเฟยยังหายไม่สนิท นางจึงสวมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาเรียวรีดุจจิ้งจอกที่ดูเย้ายวนและมีชีวิตชีวาคู่นั้น นางชำเลืองมองเสี่ยวอันจื่อ "ทำไมเจ้าไม่ปรนนิบัติฝ่าบาทอยู่ที่นั่น วิ่งมาทำอะไรที่นี่?"

เสี่ยวอันจื่อตอบตามความจริง "ฝ่าบาทมีรับสั่งให้บ่าวมาตามคนพะยะค่ะ"

"ฝ่าบาทช่างมีรสนิยมดีนัก" หรงกุ้ยเฟยเอนศีรษะพิงพนัก สายตากวาดมองหญิงสาวสองคนที่คุกเข่าอยู่ตรงข้าม แล้วเอ่ยถาม "พระองค์ทรงให้มาตามใคร?"

"คือแม่นางผู้นี้พะยะค่ะ" เสี่ยวอันจื่อต่อให้ยากจะปิดบังก็คงปิดไม่มิด เขาหันไปมองฉู่หลิวเจิงที่ยังคงคุกเข่าอยู่ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มประจบประแจง "ฝ่าบาทกำลังรอให้แม่นางหลิวเจิงกลับไปรายงานตัวที่ตำหนักหยางซินพะยะค่ะ พระสนมทรงเห็นว่า..."

"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ย่อมให้ฝ่าบาททรงรอนานไม่ได้" หรงกุ้ยเฟยมองฉู่หลิวเจิง น้ำเสียงเจือแววไม่ยี่หระ "เงยหน้าขึ้นมาสิ ให้เปิ่นกงดูหน่อยว่าเป็นโฉมงามเมืองมาจากไหน"

"บ้าเอ๊ย! ไอ้ทรราชหาเรื่องให้คนเกลียดขี้หน้าฉันอีกแล้ว!"

ฉู่หลิวเจิงเงยหน้าขึ้นตามคำสั่ง

เนื่องจากก่อนหน้านี้ถูกมัดมือมัดเท้าแถมยังต้องปีนทุบหน้าต่าง มวยผมที่เกล้าไว้อย่างดีจึงหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงไปหมด

ปอยผมตกลงมาปรกแก้มและลำคอ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินและรอยดำ ต่อให้มีความงามถึงสิบส่วน ตอนนี้ก็เหลือให้เห็นเพียงสามสี่ส่วนเท่านั้น

สภาพเช่นนี้มีให้เห็นเกลื่อนกลาดในวังหลัง ไม่คู่ควรแก่การให้ความสนใจเป็นพิเศษแต่อย่างใด

หรงกุ้ยเฟยตัดสินใจในใจทันที นางโบกมือไล่พลางกล่าวว่า "ลุกขึ้นเถอะ ต่อไปก็ตั้งใจปรนนิบัติรับใช้หน้าพระพักตร์ให้ดี หากทำผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว เปิ่นกงจะไม่ละเว้นเจ้าแน่!"

ฉู่หลิวเจิงอยากจะกลอกตามองบนใส่นางเสียจริง

นี่มันคำเตือนให้เจียมกะลาหัว ชัดๆ ว่าอย่าริอาจมีความคิดเพ้อฝันกับทรราชใช่ไหม?

เหอะๆ ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นทรราชเป็นสมบัติล้ำค่าหรอกนะ

นางไม่เคยมีความคิดที่จะปีนขึ้นเตียงมังกรเลยสักนิด ตั้งแต่ต้นจนจบ

"แม่นาง รีบไปเถอะพะยะค่ะ ฝ่าบาททรงรออยู่" เสี่ยวอันจื่อขยิบตาให้ฉู่หลิวเจิง นางจึงย่อกายคารวะหรงกุ้ยเฟยแล้วรีบเดินตามหลังเสี่ยวอันจื่อออกไป

ส่วนหวางไฉเหรินที่ยังคงคุกเข่าอยู่ ฉู่หลิวเจิงอยากจะช่วยแต่ก็จนปัญญา ลำพังตัวเองยังแทบเอาตัวไม่รอด

โชคดีที่ในสายตาของหรงกุ้ยเฟย หวางไฉเหรินถือเป็นบุคคลไร้พิษสง

ตอนเข้าวังมาเป็นไฉเหริน ผ่านไปสามปีก็ยังเป็นแค่ไฉเหริน ผู้หญิงแบบนี้ไม่คู่ควรให้หรงกุ้ยเฟยผู้เป็นที่โปรดปรานต้องมาใส่ใจ

หรงกุ้ยเฟยเอ่ยเสียงเรียบ "กลับตำหนักไปสำนึกผิดสามวัน หากมีคราวหน้าอีก เปิ่นกงจะทูลฮองเฮาให้จัดการตามกฎวัง"

"เพคะ" หวางไฉเหรินรับคำเสียงอ่อย ว่านอนสอนง่ายราวกับลูกกระต่าย

"กลับตำหนัก!"

หลังจากขบวนเกี้ยวเสด็จเคลื่อนไปไกลแล้ว ชุนซิงก็รีบเข้าไปประคองหวางไฉเหรินให้ลุกขึ้น เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "ไฉเหริน เป็นอะไรไหมเพคะ?"

หวางไฉเหรินส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง จับมือชุนซิงไว้แน่น "เรากลับกันเถอะ"

— เรื่องชาวบ้านในวังหลวงนี่ดูสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้จริงๆ

อีกด้านหนึ่ง เสี่ยวสืออีปรากฏตัวขึ้นด้านหลังฉู่หลิวเจิงราวกับภูตผี

ฉู่หลิวเจิงรูม่านตาหดเกร็ง แทบจะกรีดร้องออกมา

คนผู้นี้ไปมาไร้ร่องรอยขนาดนี้ได้อย่างไร?

เมื่อครู่นี้พอได้ยินว่าหรงกุ้ยเฟยเสด็จมา เขาก็โยนนางลงพื้นแล้วหายวับไปในพริบตา

แล้วตอนนี้โผล่มาจากไหนอีก?

"แม่นางไม่ต้องกลัว นี่คือองครักษ์ลับส่วนพระองค์ของฝ่าบาท" เสี่ยวอันจื่อกล่าวแนะนำ "ถ้าไม่ใช่เพราะได้องครักษ์ท่านนี้ส่งข่าว ข้าคงไม่รู้ว่าเจ้าอยู่ที่ตำหนักเจาเสวี่ย"

ตำหนักเจาเสวี่ย?

ทำไมชื่อนี้ถึงคุ้นหูชอบกล?

ฉู่หลิวเจิงที่รอดตายมาได้จึงมีเวลาเปิดระบบเช็กข่าวซุบซิบ

"ตำหนักเจาเสวี่ย..."

"เจอแล้ว!"

"สมัยอดีตฮ่องเต้ครองราชย์ มีพระสนมอู๋อาศัยอยู่ที่ตำหนักเจาเสวี่ย"

"สนมอู๋ผู้นี้ตั้งครรภ์หลังจากเข้าวังได้เพียงสองเดือน อดีตฮ่องเต้โปรดปรานนางมากอยู่ช่วงหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาดีๆ มักผ่านไปไว สนมอู๋เดินสะดุดหกล้มข้อเท้าแพลงในตำหนักเจาเสวี่ย จนเป็นเหตุให้แท้งลูก ไม่นานนักสนมอู๋ก็ตรอมใจตายตามไป"

"นับแต่นั้นมา มักจะมีคนได้ยินเสียงทารกร้องไห้ในตำหนักเจาเสวี่ยบ่อยๆ ผู้คนต่างหวาดกลัวไม่กล้าเฉียดกรายเข้าไปใกล้ หลังจากฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ก็ไม่มีสนมคนไหนย้ายเข้าไปอยู่ ตำหนักเจาเสวี่ยจึงถูกทิ้งร้างไปโดยปริยาย"

มิน่าล่ะ ตะโกนจนคอแตกก็ไม่มีใครโผล่มา สงสัยจะนึกว่านางเป็นผีกันหมด

ฉู่หลิวเจิงค้นข้อมูลเกี่ยวกับองครักษ์ลับต่อ

"ฮ่องเต้ซุ่นกวงมีองครักษ์ลับอยู่ข้างกายยี่สิบสี่นาย ทั้งหมดล้วนมีวรยุทธ์สูงส่ง ไปมาไร้ร่องรอยดั่งภูตผี มีวิชาเฉพาะตัวที่แปลกพิสดาร พวกเขาฟังคำสั่งจากฮ่องเต้ซุ่นกวงเพียงผู้เดียว ยามไม่ได้ปฏิบัติภารกิจก็จะผลัดเวรกันมาคุ้มกันฮ่องเต้ซุ่นกวงอย่างลับๆ"

"โอ้โห มีตัวตนสุดมหัศจรรย์อย่างองครักษ์ลับอยู่จริงๆ ด้วยแฮะ"

ฉู่หลิวเจิงอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมององครักษ์หนุ่มที่เดินขนาบข้าง แววตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"เอ่อ ถ้าเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัว งั้นเวลาทรราชกุ๊กกิ๊กกับเหล่าสนม... แบบว่า... องครักษ์ลับต้องยืนดูด้วยหรือเปล่า?"

"ต้องยืนดูหนังสดวังหลวงตลอดเวลา แถมยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นกันทั้งนั้น อยากจะขอสัมภาษณ์องครักษ์หนุ่มหน่อยว่ารู้สึกยังไง แล้วจัดการตัวเองยังไง?"

เสี่ยวสืออีสัมผัสได้ว่าสายตาของนางกำนัลข้างกายเริ่มแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังจับเขาแก้ผ้าล่อนจ้อน ทำเอาขนหลังมือลุกชัน

ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหวและหายตัวกลับเข้าไปในเงามืด ฉู่หลิวเจิงก็ถอนสายตากลับและก้มหน้าครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เจอในวันนี้

สำหรับหวางไฉเหริน นางคงตื่นมาแอบกินเต้าหู้เหม็นกลางดึกแล้วออกมาเดินตากลมไล่กลิ่น เนื่องจากตำหนักเจาเสวี่ยกับศาลาอวิ๋นเยวี่ยอยู่ไม่ไกลกัน หวางไฉเหรินคงได้ยินเสียงนางทุบหน้าต่างเลยเดินมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนชอบไทยมุง

แต่ทว่า ตำหนักหัวชิงของหรงกุ้ยเฟยนั้นอยู่ห่างจากตำหนักเจาเสวี่ยคนละฟากเลย การที่นางถ่อสังขารมาถึงตำหนักเจาเสวี่ยกลางดึกแทนที่จะนอนบำรุงผิว ฉู่หลิวเจิงสังหรณ์ใจว่านางเจาะจงมาหาเรื่องตนโดยเฉพาะ

แต่ตั้งแต่เข้าวังมา นางไม่เคยคุยกับกุ้ยเฟยผู้นี้แม้แต่คำเดียว ไปล่วงเกินนางตอนไหนกัน?

ต้องลองสืบดูดีๆ มันต้องมีเงื่อนงำอะไรแน่ๆ

"หรงกุ้ยเฟย ตำหนักเจาเสวี่ย..."

"หือ? วันนี้ชุยอวิ๋น... ไม่สิ ตอนนี้เลยเที่ยงคืนแล้ว ต้องบอกว่าเป็นเมื่อวาน เมื่อวานตอนเช้านางไปขอเข้าเฝ้าหรงกุ้ยเฟย นางไปหาหรงกุ้ยเฟยทำไม?"

"เชี่ย! เชี่ย! ชุยอวิ๋น นังแพศยา แม่คนนี้ไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษหล่อนหรือไง ถึงได้ใส่ร้ายฉันต่อหน้ากุ้ยเฟยว่าทรราชชอบฉันและจะรับฉันเข้าวังหลัง?!"

"บ้าเอ๊ย! จะแต่งเรื่องทั้งทีช่วยให้มันสมจริงหน่อยได้ไหม? หล่อนใช้ตาข้างไหนมองเห็นว่าทรราชปฏิบัติกับฉันเป็นพิเศษ เห็นว่าชอบฉันฮะ? ตอนที่ทรราชจงใจแกล้งฉัน ให้วิ่งไปวิ่งมาเปลี่ยนน้ำชาจนขาขวิด หล่อนตาบอดมองไม่เห็นหรือไง?"

ฉู่หลิวเจิงเลื่อนดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้ต่อไป

"เชี่ย! เชี่ย! ชุยอวิ๋น นังสารเลว แม่คนนี้ไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษหล่อนหรือไง ถึงได้วางแผนหาทหารยามมาทำลายความบริสุทธิ์ของฉัน?!"

"ความเป็นคนอยู่ที่ไหน? มิตรภาพจอมปลอมของเรามันไม่มีความหมายเลยเหรอ?!"

"สรุปคือ เซอร์ไพรส์ที่ชุยอวิ๋นเตรียมไว้ให้หรงกุ้ยเฟย ก็คือการถวายหลักฐานมัดตัวว่าฉันก่อเรื่องบัดสีในวังหลวงที่ตำหนักเจาเสวี่ยสินะ!"

ฉู่หลิวเจิงอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน

ถ้าไม่ใช่เพราะทหารยามคนนั้นได้ข่าวว่าชุยอวิ๋นถูกทำโทษส่งไปกองงานซักล้างเสียก่อน เลยกลัวว่าสถานการณ์จะพลิกผันจนไม่กล้าลงมือ ป่านนี้เธอคงถูกทหารยามนั่น... ไปเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?

แผนของชุยอวิ๋นคือให้ทหารยามเสร็จกิจแล้วหนีไป ทิ้งให้นางถูกจับได้คาหนังคาเขาเพียงลำพัง

ต่อให้นางรู้ชื่อทหารยามผ่านระบบ แต่ถึงตอนนั้นนางคงถูกสั่งประหารข้อหาก่อเรื่องบัดสีในวังไปแล้ว จะไปแก้แค้นได้ยังไง?

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น:

"ทรราชเพิ่งจะถูกสนมซินสวมเขามาหมาดๆ ได้แค่สองวัน ถ้าเกิดเรื่องงามหน้าแบบนี้ซ้ำรอยในวังหลังอีก ทรราชมิต้องบันดาลโทสะ จับฉันทำเป็น 'มนุษย์หมู' หรอกหรือ?"

จบบทที่ บทที่ 17 แม่คนนี้ไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษหล่อนหรือไง!

คัดลอกลิงก์แล้ว