เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 เจ้าคนวิปลาสผู้บังอาจ

บทที่ 16 เจ้าคนวิปลาสผู้บังอาจ

บทที่ 16 เจ้าคนวิปลาสผู้บังอาจ


บทที่ 16 เจ้าคนวิปลาสผู้บังอาจ

เมื่อราตรีมาเยือน จันทร์กระจ่างลอยเด่นกลางเวหา ฮ่องเต้เสด็จออกจากตำหนักเหม่าหัวด้วยพระอารมณ์สุนทรีย์ยิ่งนัก พระองค์ประทับเกี้ยวตรงไปยังห้องทรงพระอักษร

โจวหยวนเต๋อเดินก้มหน้าตามเสด็จอยู่ข้างเกี้ยวอย่างกระชั้นชิด ทันใดนั้นชายแขนเสื้อของเขาก็ถูกกระตุกจากด้านหลัง

เขาหันขวับกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นเสี่ยวอันจื่อ ลูกศิษย์ของตนนั่นเอง

โจวหยวนเต๋อชะงักฝีเท้า เสี่ยวอันจื่อจึงรีบก้าวเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูผู้เป็นอาจารย์ "ท่านอาจารย์ ขันทีน้อยจากสำนักหมอหลวงที่เรียกตัวเองว่าเสี่ยวเซี่ยจื่อมาขอพบท่านเมื่อครู่ เขาแจ้งว่าแม่นางหลิวเจิงหายตัวไปขอรับ"

โจวหยวนเต๋อตกใจจนสะดุ้ง เขาพอจะจำชื่อเสี่ยวเซี่ยจื่อคนนี้ได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นคนของฉู่หลิวเจิง

แต่นางพักฟื้นอยู่ที่สวนนงอวิ๋นมิใช่หรือ? จะจู่ๆ หายตัวไปได้อย่างไร?

"พวกเจ้าซุบซิบอะไรกัน?" ฮ่องเต้หันพระพักตร์มา ทอดพระเนตรมองทั้งสองคนจากบนเกี้ยว

ขบวนเกี้ยวหยุดลงทันที

โจวหยวนเต๋อรีบกุลีกุจอเดินขึ้นหน้าไปสองก้าว โค้งคำนับแล้วกราบทูล "ทูลฝ่าบาท เมื่อครู่ขันทีนามว่าเสี่ยวเซี่ยจื่อมารายงานว่าแม่นางหลิวเจิงหายตัวไปพะยะค่ะ กระหม่อมกำลังจะส่งคนไปดูที่สวนนงอวิ๋น บางทีแม่นางหลิวเจิงอาจจะเบื่อหน่ายเลยออกไปเดินเล่น ป่านนี้คงกลับมาแล้วกระมังพะยะค่ะ"

ใจจริงเสี่ยวอันจื่ออยากจะแย้งว่า ขันทีแซ่เซี่ยผู้นั้นค้นหาทั่วบริเวณสวนนงอวิ๋นแล้วแต่ไม่พบใครเลย ด้วยนิสัยสุขุมรอบคอบของแม่นางหลิวเจิง หากนางแค่ออกไปเดินเล่น ย่อมไม่มีทางเดินไปไหนไกลเป็นแน่

แต่เมื่อเห็นสีหน้าของผู้เป็นอาจารย์ เขาก็ฉลาดพอที่จะกลืนคำพูดเหล่านั้นลงท้องไป

อาจารย์ย่อมมีเหตุผลที่กราบทูลฝ่าบาทเช่นนี้ เขาเพียงแค่ต้องเรียนรู้และจดจำไว้

หายตัวไป!

พระอารมณ์สุนทรีย์ของฮ่องเต้มลายหายไปในพริบตา พระองค์จ้องมองโจวหยวนเต๋อเขม็ง "ไปตามหานางให้พบ พอเจอตัวแล้วให้พานางมาเข้าเฝ้าที่ห้องทรงพระอักษร"

โอ้สวรรค์ ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับแม่นางหลิวเจิงจริงๆ ด้วย

โจวหยวนเต๋อน้อมรับพระบัญชา จากนั้นจึงหันไปสั่งการให้เสี่ยวอันจื่อนำกำลังคนออกค้นหา

เสี่ยวอันจื่อรีบนำคนเร่งรุดออกไปทันที

ฮ่องเต้ทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเรียกเบาๆ ไปทางความว่างเปล่า "สืออี"

เงาร่างสีดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า คุกเข่าลงข้างเกี้ยวอย่างนอบน้อม

"เจ้าก็ไปด้วย" ฮ่องเต้รับสั่ง "พานางกลับมาหาเจิ้นอย่างปลอดภัย"

ระบบของนางมีประโยชน์มาก จะปล่อยให้หายไปเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด

โจวหยวนเต๋อตกตะลึงจนตาค้าง เพื่อตามหาฉู่หลิวเจิง ฝ่าบาทถึงกับเรียกใช้องครักษ์เงาเลยหรือนี่

นี่คือหน่วยองครักษ์ลับที่จะถูกเรียกใช้เฉพาะราชกิจสำคัญที่เป็นความลับสุดยอดเท่านั้น!

แต่กลับถูกส่งไปตามหานางกำนัลตัวเล็กๆ คนหนึ่ง!

นี่ทรงให้ความสำคัญกับนางมากเพียงใดกัน!

แม่นางหลิวเจิงผู้นี้ อนาคตภายภาคหน้าจะต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน!!!

"ฮัดชิ้ว! ใครนินทาข้าเนี่ย?" ฉู่หลิวเจิงสูดจมูกฟุดฟิด พลางนวดข้อมือที่แดงช้ำจากการถูกเชือกหยาบหนามัดจนแน่น นางเตะเศษเชือกที่ขาดแล้วไปที่มุมห้อง

ศีรษะยังคงมึนงงเล็กน้อย น่าจะเป็นฤทธิ์ตกค้างของยาสลบ

ฉู่หลิวเจิงเก็บปิ่นปักผมกลับเข้าในแขนเสื้อ แล้วคลำทางไปที่ประตู นางเอื้อมมือไปดึงประตูให้เปิดออก

แต่มันไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด

ถูกล็อกจากด้านนอกจริงๆ ด้วย

นางถอนหายใจ อาศัยแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาสำรวจสภาพห้องที่ตนถูกขังอยู่

ตู้เก่าคร่ำคร่า ม้านั่งผุพัง หยากไย่เกาะเต็มไปหมด หากเอามือลูบโต๊ะคงได้ฝุ่นติดมือมาเป็นกอบเป็นกำ

สถานที่แบบนี้ในวังหลวงมีอยู่ดาษดื่น ด้วยตำหนักและศาลาที่มีมากมาย ห้องหับที่ไม่มีคนอาศัยย่อมไม่มีใครมาคอยทำความสะอาดเป็นธรรมดา

ลำพังแค่ดูจากข้าวของเครื่องใช้ภายในห้อง ก็บอกไม่ได้เลยว่าเป็นตำหนักหรือศาลาไหน

"มีใครอยู่ไหม?"

"มีใครอยู่ข้างนอกบ้างไหม? ข้าคือนางกำนัลถวายงานหน้าพระที่นั่ง ช่วยด้วย!"

"ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!"

"ไฟไหม้!!!"

"แผ่นดินไหว!!!"

"ช่วยด้วย!!!"

ฉู่หลิวเจิงเกาะประตูตะโกนสุดเสียงอยู่หลายครั้ง แต่ดูเหมือนนอกจากเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านกระดาษกรุหน้าต่างที่ขาดวิ่นเข้ามาแล้ว ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมาเลย มีเพียงเสียงท้องร้องโครกครากที่ย้ำเตือนเจ้าของร่างว่านางพลาดมื้อเย็นไปเสียแล้ว

เก็บแรงไว้ดีกว่าแฮะ

ฉู่หลิวเจิงนั่งขัดสมาธิลงกับพื้น ตั้งใจจะเรียบเรียงสถานการณ์ของตัวเองก่อน

ขันทีน้อยที่ใช้นามแฝงผู้นั้นวางยานาง แล้วลากนางมาขังไว้ในตำหนักร้างที่ไม่มีคนอาศัย จับมัดไว้กับเสาในห้องโถง

ร่างกายของนางไม่ได้รับบาดเจ็บ และปิ่นปักผมในแขนเสื้อก็ยังอยู่ครบ แสดงว่าเจ้านามแฝงนั่นไม่ได้ทำอะไรนางนอกจากจับมัดไว้

แต่ทำไมเจ้านั่นต้องลำบากวางแผนขนาดนี้เพื่อจับนางมามัดให้นั่งกินฝุ่นเล่นด้วย?

สมองคงมีปัญหาแน่ๆ!

ท้องของนางส่งเสียงประท้วงอีกครั้ง ฉู่หลิวเจิงเริ่มสงสัยว่าเจ้านามแฝงนั่นตั้งใจจะขังนางไว้ให้เรียกฟ้าเรียกดินไม่ได้ แล้วปล่อยให้อดตายอยู่ที่นี่กระมัง

ไม่เคยมีความแค้นต่อกัน ไฉนจึงใจดำอำมหิตนัก?

จะมานั่งรอความตายเฉยๆ ไม่ได้!

ฉู่หลิวเจิงลุกขึ้นยืน ยืดแขนยืดขาคลายกล้ามเนื้อ จากนั้นก้มลงหยิบเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งขึ้นมา แล้ววิ่งสุดฝีเท้าทุ่มเก้าอี้ใส่หน้าต่างที่ปิดตายอย่างแรง!

"โครม!"

"โครม!"

"โครม!"

ในความเงียบสงัดยามวิกาล เสียงกระแทกหน้าต่างดังก้องกังวานไปไกล

หูของสืออีขยับเล็กน้อย เขากระโจนมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียงทันที

ผู้ที่ได้ยินเสียงนี้ยังมีหวังไฉเหริน ซึ่งลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อแอบกินเต้าหู้เหม็น และออกมาเดินระบายกลิ่นตัวที่เรือนอินเยว่

"นั่นเสียงอะไรน่ะ?" หังไฉเหรินเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เอ่ยถามชุนซิ่ง นางกำนัลคนสนิทที่ติดตามมาด้วย "เจ้าได้ยินไหม?"

"ฟังดูเหมือนเสียงของแตกเพคะ" ชุนซิ่งมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง เอ่ยเตือนเสียงเบา "ไฉเหริน กลับกันเถอะเพคะ บ่าวได้ยินมาว่าวังชั้นในมีไอหยินแรง มักจะมีภูตผีปีศาจปรากฏตัวตอนกลางคืนนะเพคะ"

เมื่อได้ยินดังนั้น หวังไฉเหรินก็ตัวสั่นยะเยือก แต่นางยังคงตีหน้าขรึมดุกลับไป "ผีสางที่ไหนมีจริงกันเล่า อย่าพูดจาเหลวไหล ถ้าคนอื่นมาได้ยินเข้า แม้แต่ข้าก็จะพลอยเดือดร้อนเพราะเจ้าไปด้วย"

ชุนซิ่งรับคำเสียงอ่อย

หวังไฉเหรินเอียงคอตั้งใจฟังอีกครั้ง แต่พบว่าเสียงประหลาดนั้นเงียบหายไปแล้ว

"ไฉเหริน กลับกันเถอะเพคะ" ชุนซิ่งยังคงพยายามเกลี้ยกล่อม สายตายังคงลอกแลกไปมา กลัวเหลือเกินว่าจู่ๆ จะมีผีสาวชุดแดงผมเผ้ารุงรังโผล่ออกมาจากที่ไหนสักแห่ง

"เจ้าอยากกลับก็กลับไปสิ ข้าจะไปดูให้เห็นกับตา" หวังไฉเหรินทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว ยกชายกระโปรงเดินตรงไปยังทิศทางของเสียง

ชุนซิ่งไม่กล้าปล่อยเจ้านายไปคนเดียว แม้จะกลัวจนตัวสั่น แต่ก็จำต้องกัดฟันเดินตามไปติดๆ

"เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!"

ฉู่หลิวเจิงพิงร่างกับเก้าอี้ไม้ หอบหายใจแฮกๆ เหงื่อเม็ดโป้งไหลย้อยลงมาตามขมับ นางบ่นอุบอิบพลางจ้องมองหน้าต่างที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ไม่มีบุบสลาย "ใครมันสร้างหน้าต่างได้แข็งแรงขนาดนี้เนี่ย? ถ้าออกไปได้นะ แม่จะส่งธงสรรเสริญไปให้เลย คอยดูเถอะ พับผ่าสิ!"

สืออีที่เพิ่งมาถึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินเสียงด่าทออันทรงพลังนั้น

ดีจริง นางยังมียังชีวิตอยู่และปากคอยังเราะรายได้ขนาดนี้ ภารกิจของเขาคงสำเร็จลุล่วงได้ไม่ยาก

เขากระโจนขึ้นไป แล้วพังหน้าต่างเข้าไปด้านในทันที

ฉู่หลิวเจิงที่โดนเศษไม้กระเด็นใส่ทั้งตัว: "..."

ขอบใจไปถึงบรรพบุรุษเจ้าเลยนะ!

"เจ้าเป็นใคร?" ฉู่หลิวเจิงปัดเศษไม้ออกจากตัวอย่างลวกๆ จ้องมองชายชุดดำสวมหน้ากากมังกรดำที่เผยให้เห็นแค่ดวงตาอย่างระแวดระวัง เท้าของนางถอยกรูดไปด้านหลังโดยสัญชาตญาณ

ไอ้หมอนี่แต่งตัวเหมือนนักฆ่าในตำนานเปี๊ยบเลยไม่ใช่รึไง?

สืออี: "ฝ่า... ฝ่าบาททรงทราบว่าเจ้าหายไป จึงรับสั่งให้ข้ามาตามหา"

"โกหก!" ฉู่หลิวเจิงยังคงถอยหนี มือแอบกำปิ่นปักผมในแขนเสื้อแน่น

ป่านนี้ทรราชน่าจะกำลังเสพสุขในค่ำคืนอันเร่าร้อนกับฉุนฉางจ้ายผู้บอบบางอ้อนแอ้นอยู่ จะมารู้ได้ยังไงว่านางถูกลักพาตัว?

อีกอย่าง ต่อให้รู้ แล้วทรราชจะส่งคนมาตามหานางทำไม?

เลิกฝันกลางวันเถอะ แค่เปลี่ยนนางกำนัลยกน้ำชาคนใหม่ก็แค่พูดคำเดียว

ฉู่หลิวเจิงเจียมตัวเสมอ อย่างมากนางก็แค่ผ่านตาเจ้าทรราชเพียงผิวเผิน ความสำคัญของนางก็เหมือนมดปลวก ไม่คู่ควรให้ทรราชมาใส่ใจเลยสักนิด

สืออีขี้เกียจจะพูดพร่ำทำเพลง คำสั่งที่ได้รับคือการพานางกำนัลผู้นี้กลับไปที่ห้องทรงพระอักษรอย่างปลอดภัย ส่วนความสมัครใจของนางกำนัลนั้น... อยู่นอกเหนือความสนใจโดยสิ้นเชิง

"จะทำอะไรน่ะ? ปล่อยข้านะ!" ฉู่หลิวเจิงที่ถูกสกัดจุดและถูกแบกพาดบ่าร้องโวยวาย "ช่วยด้วย! ฆ่าคนแล้ว!"

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!" ร่างในชุดนางในสีเหลืองอ่อนหวีดร้องเสียงหลง ชี้นิ้วมาที่สืออี พยายามดัดเสียงให้ดูน่าเกรงขาม "เจ้าคนวิปลาสผู้บังอาจ รีบปล่อยนางกำนัลคนนั้นเดี๋ยวนี้นะ!"

ในขณะเดียวกัน เสียงแหลมสูงก็ดังแว่วมาแต่ไกล "หรงกุ้ยเฟยเสด็จ!"

จบบทที่ บทที่ 16 เจ้าคนวิปลาสผู้บังอาจ

คัดลอกลิงก์แล้ว