- หน้าแรก
- จอมปราชญ์พลิกคัมภีร์
- บทที่ 21 - ยัยผมขาวผู้ตายด้าน
บทที่ 21 - ยัยผมขาวผู้ตายด้าน
บทที่ 21 - ยัยผมขาวผู้ตายด้าน
บทที่ 21 - ยัยผมขาวผู้ตายด้าน
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากด้านหลัง "พวกเจ้าก่อเรื่องใหญ่เสียจริง!"
ลู่สิงโจวหันไปมอง เห็นเซิ่งหยวนเหยาเดินออกมาจากมุมถนน ดวงตาเป็นประกาย "เรื่องที่พรรคตันเสียเจอวันนี้ เป็นแผนการของท่านใช่หรือไม่? ท่านยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าเนี่ย?"
ลู่สิงโจวพูดไม่ออก สีหน้ากับน้ำเสียงของเจ้านี่มันดูขัดกันเหลือเกินนะ...
"ท่านหัวหน้าเซิ่ง ดูเหมือนท่านจะไม่รับผิดชอบเรื่องแบบนี้... อีกอย่างข้าก็นำแผนการพวกนี้มาใช้โดยไม่ได้ทำผิดกฎหมายใด แล้วจะไม่ใช่คนได้อย่างไร?"
"ท่านดูตรงไหนเหมือนคนบ้างล่ะ ให้ข้าไปปกป้องชู้รักของท่านตอนกลางคืนน่ะเก่งดีนัก พอมีเรื่องสนุกกลับทิ้งข้าไว้ข้างๆ ไม่ให้ข้าดูด้วยงั้นรึ?" เซิ่งหยวนเหยาคว้าคอเสื้อเขาไว้ "เล่ารายละเอียดของเรื่องนี้ให้ข้าฟังให้หมด! หากครั้งหน้าแอบไปสนุกคนเดียวอีก ข้าจะจับท่านในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย!"
เสิ่นถังไม่ใช่ชู้รักของเขาเสียหน่อย...
สาวน้อยผมขาวอ้าปากจะพูด แต่แล้วก็ปิดลง
พูดยากเหมือนกัน
"จะว่าไป ข้าก็มีเรื่องอยากจะคุยกับท่านหัวหน้าเซิ่งอยู่พอดี" ลู่สิงโจวมองไปที่ริมถนน พลางชี้ไปยังร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง "เข้าไปนั่งคุยกันหน่อยไหมขอรับ?"
เซิ่งหยวนเหยามองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลง พลางถอยหลังไปครึ่งก้าว "ท่านคิดจะหลอกใช้ข้าทำอะไรอีก?"
โถ... แม่นางผู้น่าสงสารถึงกับหวาดระแวงไปเสียแล้ว...
ลู่สิงโจวถอนหายใจ "คราวนี้เป็นเรื่องจริง... มีเรื่องของพวกปีศาจมารเข้ามาเกี่ยวข้อง"
เซิ่งหยวนเหยาสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นางแย่งที่จับรถเข็นมาจากมือของตูกูชิงหลี แล้วเข็นเข้าไปในร้านน้ำชาด้วยความรวดเร็วปานลมกรด
ตูกูชิงหลี : "..."
นางรู้สึกว่าตนเองควรจะไปได้แล้ว... แต่เรื่องปีศาจมาร... ตูกูชิงหลีคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามเข้าไป
เมื่อเห็นลู่สิงโจวกับเซิ่งหยวนเหยานั่งเผชิญหน้ากันในห้องส่วนตัวเล็กๆ นางจึงเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างกายลู่สิงโจว
ทั้งเซิ่งหยวนเหยาและลู่สิงโจวต่างมองนางด้วยความแปลกใจ ลู่สิงโจวถามอย่างประหลาดใจว่า "ทำไมเจ้าไม่นั่งล่ะ?"
ตูกูชิงหลีตอบอย่างจริงจัง "ท่านไม่ได้เชิญข้ามาดื่มชา ข้าเพียงตามเข้ามาเพื่อฟังเรื่องปีศาจมารเท่านั้น"
ลู่สิงโจวอึ้งไปครู่หนึ่ง สีหน้าพิกล
ที่แท้ก็เป็นแม่นางผู้ตายด้านเหมือนหุ่นยนต์
"งั้นตอนนี้ข้าขอเชิญเจ้าด้วย เชิญนั่งลงเถิด"
ตูกูชิงหลีนั่งลง แผ่นหลังเหยียดตรงประดุจตัวกระบี่
บรรยากาศเงียบสงัดไปหลายอึดใจ จนกระทั่งเสี่ยวเอ้อเข้ามาส่งน้ำชาจึงช่วยทำลายความเงียบลงได้
"อะแฮ่ม" ลู่สิงโจวไอแห้งๆ รับป้าน้ำชามาจากมือเสี่ยวเอ้อ "พวกเราจัดการเอง เจ้าออกไปแล้วช่วยปิดประตูด้วย"
พอมองส่งเสี่ยวเอ้อออกไป ลู่สิงโจวก็สะบัดศิลาวิญญาณออกมาสองสามก้อน วางเป็นค่ายกลปิดกั้นเสียงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ เซิ่งหยวนเหยามีสีหน้าจริงจังขึ้น และสุดท้ายก็เอ่ยถามว่า "สถานการณ์เป็นอย่างไรกันแน่ถึงต้องทำลับๆ ล่อๆ ถึงเพียงนี้? ที่เซี่ยโจว ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีปีศาจมารเลยนะ"
ลู่สิงโจวรินน้ำชาให้ทั้งสองคนอย่างไม่รีบร้อน "ปีศาจมารไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดเวลา ตนนี้น่าจะเป็นพวกที่เพิ่งมาใหม่ หรืออาจจะเป็นพวกที่เคยบาดเจ็บหนักแล้วมาหลบรักษาตัวที่นี่ เพิ่งจะปรากฏตัวออกมาเมื่อไม่นานมานี้..."
"แล้วท่านรู้ได้อย่างไร?"
ลู่สิงโจวไม่กล้าบอกว่าตนไปค้นดวงวิญญาณในธงเรียกวิญญาณมา... หากพูดออกไปจริง ๆ ฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง อีกฝ่ายเป็นยัยผมขาวฝ่ายธรรมะผู้ตายด้าน คงได้ชักกระบี่จ่อคอเขาพร้อมกันเป็นแน่ ที่สำคัญคือธงเรียกวิญญาณของเขายังอ่อนแอเกินไป ไม่อาจกักขังวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อคืนอาโน่วไปค้นมา จึงได้ความทรงจำที่แหว่งวิ่น ทำให้ข้อมูลที่ได้มาน้อยมาก
เขาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "วันนั้นท่านเจ้าเมืองส่งนักฆ่าเดนตายเข้ามาในสมาคมการค้า แล้วถูกพวกเราสังหาร ระหว่างการต่อสู้ ข้าพบว่าพวกเขามีกลิ่นอายปีศาจติดตัวอยู่ สิ่งที่ข้ายืนยันได้คือระยะเวลาที่พวกเขาไปติดกลิ่นอายมานั้นไม่เกินหนึ่งวันอย่างแน่นอน มั่นใจได้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ติดมาจากที่อื่น"
เซิ่งหยวนเหยาตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อหูของตน "เกี่ยวข้องกับท่านเจ้าเมืองเช่นนั้นรึ? ท่านรู้หรือไม่ว่านี่เป็นเรื่องร้ายแรงเพียงใด? คำพูดนี้ห้ามพูดส่งเดชเด็ดขาด!"
ลู่สิงโจวหยิบน้ำชาขึ้นมาจิบพลางกล่าวเรียบๆ ว่า "แม้ข้าจะชอบหลอกคน... แต่จะไม่เอาเรื่องเช่นนี้มาล้อเล่นแน่นอน"
"ถ้าเช่นนั้น... จะเป็นไปได้ไหมว่าท่านเจ้าเมืองส่งพวกเขาไปกำจัดปีศาจแล้วเพิ่งกลับมา..."
"ความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ เพราะคนพวกนั้นอ่อนแอมาก... อีกอย่างเรื่องที่เป็นทางการเช่นนี้ หากเจ้าเมืองพบปีศาจมาร ย่อมต้องแจ้งทางกรมปราบมารของท่านทราบ เป็นไปได้อย่างไรที่แม้แต่ท่านก็ยังไม่รู้เรื่องเลย? หากสังหารปีศาจได้โดยบังเอิญ หรือแค่ขับไล่ไปได้ เจ้าเมืองย่อมต้องนำเรื่องนี้มาประกาศเป็นผลงานไปทั่วหล้า ไม่มีทางเงียบเชียบถึงเพียงนี้แน่นอน"
เซิ่งหยวนเหยานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ กล่าวว่า "ใช่... มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือคนพวกนั้นมีการติดต่อกับปีศาจมาร... ท่านยังพอรู้อะไรอีกหรือไม่?"
"ข้าแอบเห็นความทรงจำเพียงเล็กน้อย... ดูเหมือนกำลังส่งของให้ใครบางคน ภาพเลือนรางมาก สถานที่ดูเหมือนไม่ใช่กลางป่าเขา แต่คล้ายอยู่ในอาคารบ้านเรือนมากกว่า ข้อมูลมีเพียงเท่านี้ขอรับ"
เซิ่งหยวนเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก "ส่งของ... หากปีศาจบาดเจ็บแล้วส่งโอสถไปรักษา ก็ยังพอว่า แต่ถ้าเป็นการส่งอาหาร..."
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา แม้แต่ดวงตาที่นิ่งสนิทประดุจน้ำแข็งหมื่นปีของตูกูชิงหลียังไหววูบเล็กน้อย
อาหารของพวกปีศาจมาร มีโอกาสสูงยิ่งที่จะเป็นเนื้อมนุษย์และเลือดสดๆ
หากเจ้าเมืองให้ความช่วยเหลือเรื่องอาหารที่เป็นมนุษย์แก่ปีศาจ นี่ถือเป็นคดีสะเทือนขวัญอย่างร้ายแรง
ลู่สิงโจวกล่าวว่า "ข้าแนะนำท่านหัวหน้าเซิ่งให้ลงมือสองทาง ทางหนึ่งคือส่งคนไปเฝ้าจับตาดูจวนเจ้าเมืองอย่างลับ ๆ ว่าพวกเขาส่งคนไปที่ใดบ้าง และสืบสวนว่าคนเหล่านั้นเคยไปที่ใดมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อีกทางหนึ่งคือตรวจสอบว่าในเมืองมีคดีคนหายหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยง"
"อืม" เซิ่งหยวนเหยาไม่มีแก่ใจจะดื่มน้ำชาแม้แต่น้อย นางผุดลุกขึ้นเตรียมตัวจะจากไปทันที
"เดี๋ยวก่อน" ตูกูชิงหลีกล่าวเสียงเบา "ยังมีอีกที่หนึ่งที่ไปดูได้..."
"ที่ไหน?"
"นักโทษประหาร" ตูกูชิงหลีกล่าวอย่างจริงจัง "เคยมีกรณีตัวอย่างเช่นนี้เกิดขึ้น"
เซิ่งหยวนเหยามองสำรวจนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วก้าวยาว ๆ จากไป
ลู่สิงโจวมองตูกูชิงหลีเช่นกัน พลางรินน้ำชาให้นางต่อไป "กรณีเช่นนี้ย่อมไม่แพร่งพรายออกสู่ภายนอก ตัวข้าเองที่มั่นใจว่ามีข้อมูลกว้างขวาง ยังไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้เลย แม่นางชิงหลีมาจากที่ใดกันแน่?"
ตูกูชิงหลีมองเขาอย่างจริงจัง "ข้าไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน และไม่ใช่เพื่อน"
ลู่สิงโจวยิ้มกว้าง "ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เรามาเริ่มทำความรู้จักเป็นเพื่อนกันดีหรือไม่ ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างเล่า?"
"ข้าไม่ต้องการเพื่อน นี่เป็นความคิดที่ไร้สาระ"
"แล้วเสิ่นถังเล่า ไม่นับเช่นนั้นหรือ?"
"นางเป็นเพียงบุคคลที่ข้าต้องปกป้อง ก็เท่านั้น"
"แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้นนะ" ลู่สิงโจวยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม "พวกเจ้าเคยร่วมมือกันสู้รบมาแล้ว นี่ก็เรียกว่าสหายร่วมรบ สหายร่วมรบก็คือเพื่อนประเภทหนึ่ง แถมยังสนิทสนมยิ่งกว่าเพื่อนทั่วไปเสียอีก อย่างเช่นคืนนั้นหากเจ้าสู้คนพวกนั้นไม่ได้ เสิ่นถังย่อมต้องยื่นมือเข้าช่วยเจ้าแน่นอน ดังนั้นพวกเจ้าก็เป็นเพื่อนกันแล้ว"
ตูกูชิงหลีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "แม้จะต่างจากนิยามคำว่าเพื่อนที่ข้าเข้าใจอยู่บ้าง แต่ก็อาจจะพอกล้อมแกล้มไปได้ ถึงกระนั้น ข้าก็ยังไม่อยากเป็นเพื่อนกับท่านอยู่ดี"
"เพราะเหตุใด?"
"เพราะท่านชอบมองข้าบ่อยๆ" ตูกูชิงหลีปั้นหน้านิ่ง "ไม่มีใครชอบเข้าใกล้คนที่มองว่าตัวเองเป็นตัวประหลาดหรอก"
ลู่สิงโจวอึ้งไปเลย ชี้ที่จมูกตัวเอง "เจ้าคิดว่าข้ามองเจ้าบ่อยๆ เพราะข้ามองว่าเจ้าเป็นตัวประหลาดงั้นหรือ?"
"ไม่อย่างนั้นจะเป็นอะไรเล่า? ข้าไม่ได้เป็นพวกชอบหลงตัวเอง และท่านก็เคยพูดเองด้วย"
ลู่สิงโจวทั้งขำทั้งเศร้า "แม้สิ่งที่ข้ามองเจ้าจะไม่เกี่ยวกับเรื่องพรรค์นั้นจริงๆ แต่ก็ไม่ได้มองว่าเป็นตัวประหลาดแน่นอน... อืม เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เวลาเจ้าเดินอยู่ในป่าเขา แล้วเห็นพุ่มดอกไม้ที่สวยงามเป็นพิเศษ เจ้าจะมองมันซ้ำๆ สักสองสามครั้งไหม?"
"ข้าไม่ทำ ไร้สาระ"
"..."
"แต่ข้าสามารถเข้าใจพฤติกรรมเช่นนี้ของผู้อื่นได้"
ลู่สิงโจวถอนหายใจ "นั่นแหละ... ในสายตาของข้า เจ้าก็คือพุ่มดอกไม้ที่สวยงามเป็นพิเศษนั่นแหละ"
ตูกูชิงหลีปั้นหน้านิ่ง "แต่อาโน่วบอกว่า สายตาแบบที่ท่านใช้มองข้า คือสายตาแบบที่ท่านใช้มองสุนัข"
ลู่สิงโจวพ่นน้ำชาออกมาเต็มคำ จนปัญญาจะหาคำตอบอยู่นานแสนนาน
การพยายามตีสนิทกับยัยผมขาวครั้งแรกจบลงด้วยความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ถึงจะล้มเหลว ยัยผมขาวก็ยังคงเข็นรถเข็นไปส่งเขาที่สมาคมการค้าตระกูลเสิ่นอย่างเงียบเชียบ พอเข้าประตูใหญ่มาก็เห็นอาโน่วพาเหล่าหนุ่มน้อยยี่สิบกว่าคนที่ดูเกร็ง ๆ ยืนอยู่ในลานบ้าน เสิ่นถังนั่งอยู่บนรถเข็นมองดูเงียบ ๆ
"คนพวกนี้คือศิษย์ที่อาจารย์สอนมา เป็นศิษย์น้องของหนูเอง!" อาโน่วตบอกดังปัง "พวกเขาปรุงโอสถเก่งมากนะ! พี่สาว เมื่อก่อนพี่ก็อยากหาคนมาปรุงโอสถอยู่ไม่ใช่เหรอ รับพวกเขาไว้ได้ไหมเจ้าคะ?"
ที่จริงพวกลูกศิษย์ฝึกหัดไม่นับเป็นศิษย์สายตรง ส่วนใหญ่ไม่ต่างจากคนงานรับจ้าง มีแต่อาโน่วนี่แหละที่เป็นศิษย์เอกแล้วเที่ยวไปทึกทักเอาคนอื่นมาเป็นศิษย์น้อง เห็นได้ชัดว่านางพยายามยกฐานะของพวกเขาขึ้น เพราะกลัวว่าเสิ่นถังจะไม่รับไว้
แต่นางแสดงออกได้ซื่อตรงเกินไป เสิ่นถังเห็นท่าทางของนางแล้วก็รู้สึกขำ "เจ้าอายุยังน้อย ไม่ใช่ว่าควรจะเรียกพวกเขาว่าศิษย์พี่หรอกหรือ?"
"ใครเข้าสำนักก่อนคนนั้นเป็นพี่!" อาโน่วร้อนรน รีบหันไปคว้าคอเสื้อหนุ่มน้อยคนข้าง ๆ "บอกมา เจ้าเป็นศิษย์พี่หรือศิษย์น้อง!"
หนุ่มน้อยยิ้มประจบ "แน่นอนว่าเป็นศิษย์น้องขอรับ ท่านศิษย์พี่ใหญ่อาโน่ว"
อาโน่วเท้าสะเอว "คำเรียกต้องเป็นทางการ! ต้องเรียกว่าท่านศิษย์พี่ใหญ่ลู่ ข้ามีชื่อว่าลู่นั่วหมี่ถวน!"
เหล่าเด็กหนุ่มพากันหัวเราะ แล้วประสานเสียง "ท่านศิษย์พี่ใหญ่ลู่"
อาโน่วดีใจยิ่งนัก
แม้เด็กหนุ่มจะพากันหัวเราะ แต่ในแววตาต่างก็ปิดบังความกังวลไว้ไม่มิด การทำตัววู่วามแกล้งหลิ่วฉิงชางนั้นง่าย แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนี้ย่อมเป็นการล้างแค้นที่โหดเหี้ยมแน่นอน
สัญญาจ้างงานของทุกคนยังอยู่ในมือหลิ่วฉิงชาง นั่นคือสัญญาที่กดขี่ประดุจทาส... ต่อให้เสิ่นถังจะซ่อนตัวทุกคนไว้แล้วงัดกับพรรคตันเสียได้ แต่ทุกคนส่วนใหญ่ยังมีพ่อแม่ครอบครัว หากถูกล้างแค้นจะทำอย่างไร? จะรับมาให้หมดงั้นหรือ? ลำพังเสิ่นถังเองยังต้องเช่าคฤหาสน์อยู่ จะรับไหวครอบครัวมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร? หรือจะให้แยกย้ายกันไป แล้วให้ลู่สิงโจวเป็นคนรับผิดชอบเอง?
ลู่สิงโจวที่เพิ่งถึงประตูบ้านก็มองดูแผ่นหลังของเสิ่นถังอย่างเงียบเชียบ รอดูว่านางจะตัดสินใจอย่างไร
กลับได้ยินเสิ่นถังยิ้มพลางกล่าวว่า "เมื่อก่อนข้าเคยบอกอาจารย์ของพวกเจ้าว่าเราขาดแคลนคนปรุงโอสถ ซึ่งเป็นความคิดที่แคบเกินไป ความจริงเราจำเป็นต้องสร้างระบบนี้ขึ้นมา ต่อให้ไม่ทำธุรกิจนี้ การเพาะสร้างนักปรุงโอสถของตนเองก็เป็นเรื่องจำเป็น หากอาจารย์ของพวกเจ้ายอมเข้าเป็นพวกด้วยก็คงดี... ในเมื่อเขาไม่ยอมเข้าก็ช่างเถิด แต่พวกเจ้าที่เป็นผู้ชำนาญการอยู่แล้วมีหรือที่ข้าจะไม่เอา? ท่านอาตง!"
ถังหยุนจงรีบวิ่งเข้ามา "ท่านประมุข"
"พาคนจำนวนหนึ่งไป ช่วยรับครอบครัวของน้องชายเหล่านี้มาให้หมด เพื่อไม่ให้ทุกคนต้องกังวลอีกต่อไป"
ถังหยุนจงทูลเตือนเสียงเบา "ท่านประมุข ทำเช่นนี้จะเป็นการแตกหักกับพรรคตันเสียแบบไม่เผาผีกันเลยนะขอรับ"
"เรากับพวกเขาก็เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว เจ้ายังหวังจะจับมือคืนดีกันอีกหรือ? เคยถูกล้างสำนักมาครั้งหนึ่ง จนกระดูกกระบี่หายสาบสูญไปหมดแล้วงั้นหรือ?" เสิ่นถังกล่าวอย่างเรียบเฉย
ถังหยุนจงยืดอกขึ้น "หามิได้ขอรับ เพียงแต่ผู้น้อยต้องชี้แจงผลดีผลเสียให้ท่านประมุขทราบ เพื่อให้ท่านตัดสินใจ"
"จำไว้ เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่ที่ยืน แต่เราต้องการฟื้นฟูสำนัก ต่อให้พวกเขาต้องการติดตามเพียงลู่สิงโจว ข้าก็ยังต้องแย่งตัวมาให้ได้ ยิ่งเป็นทางเลือกที่ข้าเลือกเองด้วยแล้ว ย่อมไม่ต้องลังเลใจ" เสิ่นถังยิ้มบางๆ "ไปรับคนเถิด ช้าไปอาจเกิดเรื่อง"
(จบแล้ว)