- หน้าแรก
- เซียนสายเนิร์ดทะลุมิติ
- บทที่ 11 - เนิร์ดผู้ใช้ไม้ตายลับตระกูลโจสตาร์
บทที่ 11 - เนิร์ดผู้ใช้ไม้ตายลับตระกูลโจสตาร์
บทที่ 11 - เนิร์ดผู้ใช้ไม้ตายลับตระกูลโจสตาร์
บทที่ 11 - เนิร์ดผู้ใช้ไม้ตายลับตระกูลโจสตาร์
༺༻
ท่าเท้าที่คล่องแคล่วของเด็กสาวทำให้ดูเหมือนนางกำลังกระโดดไปตามใบหญ้า การเคลื่อนไหวอันแปลกประหลาดของนางไร้ซึ่งเสียง และมันยากที่จะคาดเดาจากฝีเท้าของนางได้ว่านางจะทำอะไรต่อไป แต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือแม้ว่านางจะดูเหมือนกำลังเต้นระบำอยู่บนยอดหญ้า แต่กลับไม่มีร่องรอยว่านางได้เหยียบลงไปตรงนั้นเลย นี่คือบทพิสูจน์ถึงทักษะและการซ่อนตัวของนาง เทคนิคของนางเหมาะกับการลอบสังหารมากกว่า ช่างน่าสนใจจริงๆ เทคนิคเหล่านี้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตัวนางได้มากทีเดียว สำนักประเภทไหนกันที่สอนเทคนิคลอบสังหารให้ศิษย์? อีกอย่าง ทำไมนางถึงไม่หนีไปล่ะ? แม้มันอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับนางที่จะเอาชนะข้าได้โดยไม่มีการโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัว แต่มันก็ค่อนข้างชัดเจนว่าถ้านางต้องการนางก็สามารถหนีไปได้
"นั่นมันท่าเท้าอะไรกัน?" ข้าถามออกไป ขณะที่นางเงื้อหมัดกลับไป ทว่าก้าวโคถึกพุ่งชนของข้ากลับขาดความยืดหยุ่นในการหลบหลีกการโจมตีของนาง ซึ่งเป็นจุดบกพร่องที่ข้าตั้งใจจะแก้ไขในอนาคต
ขณะที่นางพุ่งตัวมาข้างหน้า สนับมือข้างซ้ายของนางก็ถากหน้าอกข้าไป ฉีกชุดของข้าและทิ้งรอยแผลลึกไว้ ความหงุดหงิดของนางสัมผัสได้ชัดเจนขณะที่นางสบถเบาๆ และเตรียมตัวสำหรับการโจมตีครั้งต่อไป
"โอ้? นั่นเป็นการเดินหมากที่ผิดนะแม่หนูน้อย" ข้าพูดจายั่วโม้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อล่อลวงให้นางทำความผิดพลาดที่ถึงแก่ชีวิต ความตึงเครียดระหว่างเราหนักอึ้ง แม้นางจะพยายามซ่อนมันไว้แค่ไหน แต่มันก็ชัดเจนว่านางเริ่มโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ ข้ายิ้มแล้วพูดต่อ "ตอนนี้เจ้าเสียความได้เปรียบเรื่องความเร็วในการพุ่งชนไปแล้ว ระหว่างเราก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอก"
มวลอากาศรอบหมัดของข้าสั่นไหวขณะที่ข้าเหวี่ยงออกไปที่หัวของนาง เตรียมพร้อมสำหรับผลลัพธ์อันน่าสยดสยองหากหมัดข้าเข้าเป้า ทว่ามือของข้ากลับทะลุผ่านหัวของนางไป... ภาพติดตาเรอะ?!
"อย่างคนชั้นต่ำแบบเจ้าไม่มีทางรู้เรื่องเทคนิคดีๆ หรอก" นางแค่นเสียงเย็นแล้วปรากฏตัวขึ้นข้างกายข้า เพียงชั่วพริบตา ความเจ็บปวดก็ระเบิดขึ้นที่ซี่โครงของข้าเมื่อหมัดของนางปะทะเข้าด้วยแรงส่งจนข้ากระเด็นผ่านอากาศ ข้ารู้สึกได้ถึงบางอย่างลั่นเปรี๊ยะ น่าจะเป็นซี่โครง และได้แต่ภาวนาว่ามันไม่ใช่ส่วนสำคัญอย่างอวัยวะภายใน ข้าไม่ได้ดีใจเลยที่จะได้รู้ว่ามันจะรู้สึกยังไงเมื่ออะดรีนาลีนหมดฤทธิ์ ด้วยแขนที่ยังเลือดไหลไม่หยุดและไม่มีวิธีห้ามเลือดโดยไม่เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บเพิ่มเติม ข้าตระหนักได้ว่าต้องเตรียมพร้อมให้ดีกว่านี้สำหรับการเผชิญหน้าในอนาคต ผ้าพันแผลน่าจะเป็นส่วนเสริมที่ฉลาดสำหรับคลังแสงของข้า
มันไม่ใช่ว่านางจะยอมยืนดูอยู่ข้างๆ แล้วรอให้ข้าห้ามเลือดได้หรอก แม้ทุกสัญชาตญาณจะกระตุ้นให้ข้าหนี แต่ข้าก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ ตระหนักดีว่าการหันหลังให้นางจะเป็นการปิดฉากชีวิตตัวเอง ข้าตั้งใจว่าจะไม่พบความตายอีกเร็วขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อข้าเพิ่งจะเริ่มสัมผัสกับสิ่งที่โลกใบนี้มีให้ ข้าไม่รู้เลยว่าปราณมันเป็นยังไง หรือความรู้สึกตอนใช้เทคนิคระดับปฐพีมันรู้สึกอย่างไร เด็กสาวเดินวนรอบตัวข้าอย่างระมัดระวัง ข้าจับจ้องนางไว้พลางเงี่ยหูฟังเผื่อนางจะมีพรรคพวกที่คอยหาจังหวะที่ข้าเสียสมาธิเพื่อปิดชีพข้าด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ทุกอย่างเกี่ยวกับนางบ่งบอกว่านางเป็นมือสังหารรับจ้าง ถ้าให้เดา ภารกิจของนางน่าจะเป็นการกำจัดบุคคลในบริเวณนี้ เมื่อดูจากความแข็งแกร่งของนาง นางน่าจะได้รับหน้าที่ให้จัดการศิษย์หรือสามัญชนที่บังเอิญมาเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่นี่
ตอนนี้เมื่อนางเสียความได้เปรียบจากการโจมตีทีเผลอไปแล้ว นางก็แทบไม่มีโอกาสสู้ข้าได้เลย แม้แต่เทคนิคภาพติดตานั่นก็ใช้ได้เพียงครั้งเดียว และเราทั้งคู่ต่างรู้ดีว่ามันจะไม่ได้ผลเป็นครั้งที่สอง
"เจ้าไม่มีทางออกไปจากที่นี่แบบมีชีวิตได้หรอก" นางประกาศ ลมหายใจสั่นสะท้านขณะที่นางชำเลืองมองขาและแขนของข้า "ที่แห่งนี้จะถูกกวาดล้างด้วยขุมกำลังที่แข็งแกร่งกว่าพวกเรามากนัก เพราะฉะนั้นทำไมไม่ยอมจำนนล่ะ แล้วข้าจะทำให้เจ้าตายแบบไม่ทรมานเอง"
โอ้? นางเริ่มยื่นข้อเสนอประนีประนอมแล้วรึ?
ข้าหมายถึง มันไม่ใช่การประนีประนอมอะไรเท่าไหร่หรอก แต่มันก็ต่างไปจากท่าทีช่วงแรกอย่างสิ้นเชิง บางทีนางอาจจะมีเวลาจำกัด? หรือนางไม่อยากอยู่นานเกินความจำเป็น? หรืออาจจะเป็นปัจจัยทั้งหมดรวมกัน
ช่างน่าสนใจจริงๆ ข้าเริ่มคิดว่าข้าไม่ใช่เป้าหมายหลักของนางด้วยซ้ำ เป้าหมายลอบสังหารของนางคือไอ้คนที่ข้าเพิ่งฆ่าไปงั้นรึ? เอาเถอะ มันชัดเจนแล้วว่านางคงไม่ปล่อยข้าไปหรอก ในเมื่อไม่มีมือสังหารที่เก่งกาจคนไหนจะยอมให้การกระทำของตัวเองถูกเปิดเผย
ข้ายกหมัดขึ้น ตั้งท่ารับแล้วย่อตัวลง ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้าง นางถอยหลังไปครึ่งตัวหลบอยู่หลังต้นไม้
หยาดเหงื่อหยดหนึ่งไหลลงตามแก้มของนาง และดวงตาของนางขยายกว้าง ราวกับว่านางกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
โอ้? คราวนี้น่าสนใจแฮะ
"ข้าว่าข้าพอจะรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่" ข้าเหยียดยิ้ม พยายามซ่อนความเจ็บปวดที่พุ่งพล่านไปทั่วร่าง และความจริงที่ว่าแขนข้างเดียวที่เลือดไม่ได้ไหลเหมือนน้ำพุเริ่มบวมเป่งและขยับยากแล้ว "เจ้าเห็นข้าใช้เทคนิคจัดการกับคนใช้ดาบนั่น แล้วตอนนี้เจ้าก็กลัวว่าข้าอาจจะใช้มันกับเจ้าด้วย ทำไมล่ะ? เจ้าไม่มั่นใจในความเร็วของตัวเองว่าจะหลบมันได้งั้นรึ?"
แน่นอนว่านางไม่มั่นใจ เพราะถ้าก้าวโคถึกพุ่งชนมีจุดอ่อนเรื่องความช้าจนโดนใครบางคนที่อยู่ในระดับขัดเกลาร่างกายหลบได้ ข้าก็คงไม่เลือกมันหรอก และข้าก็คงไม่เลือกมันด้วยถ้าไม่เห็นศักยภาพในการบรรเทาจุดอ่อนของมันและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอะไรที่มากกว่านี้
แต่นี่ไม่ใช่เวลามาทดลอง
ต่างจากพวกพระเอกในนิยายเซียนที่มักจะงัดเทคนิคใหม่ออกมาใช้ได้หน้าตาเฉยทั้งที่ไม่เคยฝึก การทำแบบนั้นในความเป็นจริงมันเสี่ยงมาก ข้าไม่ได้พยายามเปลี่ยนทิศทางกลางคันขณะใช้ก้าวโคถึกพุ่งชนเพราะข้าอาจเสี่ยงขาหักได้ นั่นคงไม่ดีแน่ในการต่อสู้ไหนๆ นับประสาอะไรกับการต่อสู้ถึงตาย
ข้าย่อตัวลงแล้วพุ่งเข้าใส่นาง นางกระโดดหลบไปด้านข้างด้วยสัญชาตญาณทันที
"บ้าชะมัด!" นางสบถออกมา รู้ตัวช้าไปว่ามันเป็นแค่การพุ่งใส่แบบธรรมดา ข้าไม่ได้ใช้ก้าวโคถึกพุ่งชน
ข้าย่อตัวลงอีกครั้งแล้วเปิดใช้งานก้าวโคถึกพุ่งชน คราวนี้นางไม่มีที่ว่างให้หลบเพราะนางอยู่ห่างไปแค่เอื้อมมือ แม้นางจะพยายามเอียงตัวหลบ แต่หมัดของข้าก็ยังปะทะเข้าที่สีข้างของนาง ข้าสัมผัสได้ถึงเนื้อที่ยวบลงไปและซี่โครงของนางที่ลั่นเปรี๊ยะเหมือนสายกีตาร์ที่ขาดสะบั้น
หญิงสาวส่งเสียงครางในลำคอแล้วปลิวไปกระแทกกับต้นไม้จนมันแตกละเอียดเป็นพันชิ้น เมื่อฝุ่นเริ่มจางลง นางก็พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนพลางร้องด้วยความเจ็บปวดขณะที่เลือดไหลซึมออกมาจากสีข้าง และกระดูกโผล่ออกมา
แม้จะเป็นช่วงที่นางกำลังทรมาน ข้าก็ยังคงรักษาระยะห่างไว้ ให้แน่ใจว่าจะไม่เข้าไปใกล้เกินไปเพราะขาทั้งสองข้างของข้าก็ปวดตุ้บและสั่นเทา การใช้ก้าวโคถึกพุ่งชนเป็นครั้งที่สี่ติดต่อกันคงเป็นการเดิมพันที่ข้าไม่เต็มใจจะเสี่ยง แม้ข้าจะอยากปิดชีพนางแค่ไหน แต่ข้าก็ยังไม่พร้อมจะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเพียงเพื่อจะลากนางลงนรกไปด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ข้าก็ยังอยากจะกำจัดนางทิ้งดีกว่าจะปล่อยให้มีความเป็นไปได้ที่นางจะรอดชีวิตไปล้างแค้นหลังจากแข็งแกร่งขึ้น
ทันใดนั้น ก่อนที่ข้าจะทันรวบรวมสมาธิและวางแผนขั้นต่อไป ก็เกิดระเบิดมหาศาลดังขึ้นในระยะไกล มันเป็นระเบิดประเภทที่เห็นภาพก่อนจะได้ยินเสียง และก่อนที่เราทั้งคู่จะทันได้ตอบโต้อะไร แรงอัดอากาศก็ซัดพวกเราจนกระเด็นลอยพ้นพื้นดิน เหมือนตุ๊กตาที่ถูกโยนทิ้ง พุ่งออกไปไกลแม้เราจะพยายามหาที่ยึดเกาะแล้วก็ตาม
ใช่แล้ว นี่คือสัญญาณให้ข้าเผ่นไปจากที่นี่เสียที เรื่องนี้มันอยู่เหนือระดับพลังของข้าเกินไปแล้ว! ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างนอกนั่น ข้าก็ไม่ใช่แม้แต่เป้าหมายของพวกเขาด้วยซ้ำ แต่ข้ายังกระเด็นออกมาเพราะแรงระเบิดที่เหลือจากการทำอะไรก็ตามแต่ข้างนอกนั่น
แทนที่จะต้านแรงระเบิด ข้ากลับใช้มันให้เป็นประโยชน์ขณะที่มันพุ่งเข้าชนข้า ข้ากระโดดจากกิ่งไม้หนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง ทิ้งระยะห่างระหว่างข้ากับจุดศูนย์กลางระเบิดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ข้าไม่ได้เสียเวลาหันไปมองว่าระเบิดนั่นเกิดจากอะไร และข้าก็คลาดสายตากับคู่ต่อสู้ไปนานแล้วท่ามกลางความโกลาหล
ข้าหวังว่าจะได้ค้นตัวไอ้คนที่ข้าฆ่าเผื่อว่าเขาจะมียาแก้พิษติดตัว แต่ถ้าข้าโดนพิษจริงๆ อาการมันก็คงจะแสดงออกมาแล้วล่ะ ไม่มีใครสติปกติที่ไหนหรอกจะเอาพิษที่ออกฤทธิ์ในอีกหลายวันถัดมามาทาไว้บนใบดาบ โดยที่ไม่มีประโยชน์เลยในการต่อสู้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เขาก็คงจะหนีไปทันทีหลังจากฟันข้าได้ เพราะรู้ว่าพิษจะจัดการงานที่เหลือให้เขาเอง
เขาอาจจะเป็นพวกบ้าการต่อสู้ แต่ถ้าเป็นแบบนั้น การใช้พิษที่ออกฤทธิ์ช้าบนดาบมันก็ยิ่งดูไร้เหตุผลเข้าไปใหญ่
ตอนนี้รอบตัวข้ามีแต่ต้นไม้ที่รวมตัวกันเป็นทางที่เหมือนเขาวงกต และข้าก็ไม่มีเบาะแสเลยว่าทิศทางไหนจะนำข้ากลับไปยังถนนที่มุ่งสู่สำนัก
ข้ายังอยากกลับไปที่ถนนนั่นอยู่ไหมนะ?
ให้ตายเถอะ ข้าพยายามจะออกไปจากที่นั่นทันทีที่ได้ยินเรื่องสาวงามผิวหยกแท้ๆ แต่ข้ากลับมาติดอยู่ท่ามกลางผลกระทบของเรื่องบ้าบออะไรก็ไม่รู้ที่กำลังเกิดขึ้น มันมากพอที่จะทำให้ข้าอยากจะร้องไห้เลยล่ะ!
แต่การแสดงความอ่อนแอในสนามรบมันอันตราย และนั่นไม่ใช่บทเรียนที่ข้าต้องเรียนรู้ซ้ำเป็นครั้งที่สอง
ไม่นานนัก ก็ไม่มีต้นไม้ให้กระโดดต่อ ข้าจึงร่อนลงบนทุ่งหญ้า
นี่ข้าควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะเนี่ย?
ความเจ็บปวดจากการต่อสู้ แขนที่ถูกฟัน ซี่โครงที่น่าจะหัก กล้ามเนื้อขาที่ฉีกขาด และอาการกระทบกระเทือนทางสมองอีกสองสามครั้ง... ทุกอย่างมันประดังเข้ามาพร้อมกัน และเพียงเสี้ยววินาที ทุกอย่างก็ดูขาวโพลนไปหมดขณะที่ข้าพยายามต่อสู้กับแรงกระตุ้นที่จะล้มตัวลงนอนแล้วร้องตะโกนออกมาด้วยความทรมาน ร่างกายข้าสั่นเทาขณะที่สมองถูกครอบงำด้วยความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง แต่ใครจะรู้ว่าศัตรูจะยังซุ่มอยู่แถวนี้อีกไหม? ดังนั้นความสบายใจที่สุดที่ข้ายอมให้ตัวเองทำได้คือการครางออกมาเบาๆ เพียงครั้งเดียวก่อนจะรวบรวมสมาธิอีกครั้ง คอยระวังเผื่อว่าเด็กสาวคนนั้นจะตามข้ามาทัน
โอเค กลับเข้าเรื่องกันเถอะ อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องอนาคต สนใจแค่ปัจจุบันก็พอ
การดึงความสนใจตัวเองออกจากความเจ็บปวดนั้นพูดง่ายแต่ทำยาก ข้าเกือบจะยอมแพ้แล้วสลบไปตรงนี้เลย แต่การทำแบบนั้นหมายถึงความตายอย่างแน่นอน และข้ายังไม่พร้อมจะตายตอนนี้
อย่างแรกเลย ข้าต้องจัดการกับบาดแผลของตัวเองก่อน
ซี่โครงที่ร้าว ขาที่แทบจะใช้งานไม่ได้ และอาการกระทบกระเทือนทางสมองนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมในทันที ทว่ารอยแผลที่แขนซึ่งเลือดยังไหลพล่านอยู่นั้นต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน
ข้าฉีกเศษผ้าออกมาจากชุดพรางตัวสามัญชนของข้า ทำเป็นผ้าพันแผลชั่วคราวแล้วพันมันไว้รอบแขนให้แน่นพอที่จะหยุดเลือดได้บ้าง
ตอนนี้ ข้าก็ได้แต่หวังว่าระบบภูมิคุ้มกันของผู้ฝึกตนจะเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป ไม่มีบันทึกไหนบอกว่าผู้ฝึกตนจะตกเป็นเหยื่อของโรคทั่วไปอย่างไข้หวัด และโรคที่พวกเขาจะเป็นกันมักจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติและหายาก
พอนึกถึงความรู้ทางการแพทย์อันน้อยนิดที่ข้าเก็บเกี่ยวมาจากหอคัมภีร์สำนัก ส่วนใหญ่มันเน้นไปที่การคัดแยกเห็ดพิษและสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษา ทว่าข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรทั่วไปนั้นหาได้ยากมากในถิ่นของผู้ฝึกตน
สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เมื่อข้าผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปแบบมีชีวิต ข้าจะไม่ยอมออกจากสำนักไปอีกนานเลยล่ะ!
ข้าสำรวจรอบๆ ตัว ไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงใบไม้ไหว และสิ่งที่น่าสังเกตเพียงอย่างเดียวคือกลุ่มควันในระยะไกล
ใช่แล้ว การหนีออกไปให้ไกลจากที่นี่ดูจะเป็นทางเลือกที่ดี
วันหนึ่งเต็มๆ ผ่านไป หมดไปกับการวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับอะไรก็ตามที่เป็นต้นเหตุของระเบิดนั่น เมื่อนั้นข้าถึงเริ่มรู้สึกสบายใจพอจะหยุดพักข้างลำธารน้ำใส อีกอย่างข้าก็ไม่มีทางเลือกมากนักเพราะรู้สึกว่าข้าจะหมดสติไปตอนไหนก็ได้ ข้าค่อยๆ แกะผ้าออกจากแขนที่บาดเจ็บ ตรวจดูบาดแผล เลือดรอบๆ แผลเริ่มแข็งตัวแล้ว และดูเหมือนแผลจะปิดไปบ้าง ข้าพอจะขยับแขนได้แม้จะยังรู้สึกอึดอัด แต่ก็รู้สึกขอบคุณที่ข้ามีร่างกายของผู้ฝึกตน ซึ่งน่าจะหมายถึงระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและการฟื้นตัวที่รวดเร็วกว่า หรือไม่อย่างนั้นข้าก็แค่โชคดีด้วยเหตุผลบางประการ
ขณะที่ข้าเริ่มถอดเสื้อผ้าเพื่อประเมินอาการบาดเจ็บ เต่าน้อยก็โผล่หัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน พยายามจะงับนิ้วข้า
"ข้าเกือบลืมเจ้าไปแล้วนะเจ้าตัวเล็ก" ข้าหัวเราะเบาๆ พลางตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าสมุดสองเล่มที่พกติดตัวเสมอนั้นไม่เสียหาย โชคดีที่พวกมันยังอยู่ครบดี ขณะที่สมุดสถานะของข้าทำหน้าที่เป็นบันทึกค่าพลังและข้อมูลอ้างอิงในอนาคต แต่สมุดข้อมูลของข้าที่บรรจุความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับการฝึกตนที่ข้าสะสมมานั้นสำคัญกว่า
ข้ายืนเปลือยกายพลางค่อยๆ จุ่มเท้าลงในน้ำ รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งพล่านขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลังจนฟันกระทบกัน
อืม ดูเหมือนร่างกายผู้ฝึกตนของข้าจะไม่ได้ปกป้องข้าจากความหนาวเย็นได้อย่างที่หวังไว้แฮะ น่าผิดหวังไปหน่อย หรือข้าอาจจะคาดหวังมากไป แต่ข้าก็เริ่มชินกับความสามารถเหนือมนุษย์ที่ร่างกายนี้มีไปแล้วล่ะ
ข้าชำระล้างร่างกายทุกส่วน ดูแลบาดแผลเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง นอกจากกระดูกร้าวที่แขนและอาจจะรวมถึงซี่โครงด้วย อย่างอื่นดูเหมือนจะสมานตัวได้ดี โดยเฉพาะแผลที่แขน
"อย่างน้อยข้าก็ไม่มีอาการสมองกระทบกระเทือนจากการกระแทกเข้ากับต้นไม้พวกนั้นล่ะนะ" ข้าเปรยกับเต่าน้อยขณะที่ยังคงรื้อชุดของตัวเอง "ใช่ไหมล่ะเจ้าตัวเล็ก?"
คำตอบเดียวของสปีดดี้คือการก้มหน้าก้มตาเคี้ยวเสื้อผ้าข้าต่อไป
สปีดดี้เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่ชอบต่อต้านแล้วรึไง? เด็กสมัยนี้โตไวกันจริงๆ
ข้านึกย้อนไปถึงช่วงวัยเด็กในชาติก่อนตอนที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ใช่เรื่องใหญ่โต และไม่ใช่ทุกคนจะมีสมาร์ทโฟน ไม่มีโทรศัพท์ให้เห็นสักเครื่อง และผู้คนก็เอาแต่ทดลองใช้สารประหลาดๆ เผาสิ่งของ และเมาหัวราน้ำ ข้าไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงบ่นเรื่องคนรุ่นใหม่เอาแต่เล่นมือถือ มันยังดีกว่าเรื่องบ้าบอที่พวกเราทำตั้งเยอะ ข้าส่ายหน้า เลิกนึกถึงวันเก่าๆ ส่วนหนึ่งของการเป็นผู้ใหญ่ก็คือการเผลอนึกย้อนไปถึงวันเวลาดีๆ เหล่านั้นอยู่เสมอ ลองจึกภาพว่าไม่ต้องกังวลเรื่องงานหรือภาษีดูสิ ไม่ได้ล้อเล่นนะ แต่นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ข้าชอบโลกนี้มาก อย่างน้อยใครบางคนก็มีโอกาสที่จะมีพลังพอจะทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองต้องการ และคนส่วนน้อยก็สามารถชนะผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ได้ ทว่ามันก็มีข้อเสียตรงที่คนบ้าแค่ไม่กี่คนก็สามารถขึ้นมามีอำนาจได้เหมือนกัน
ขณะที่ข้าล้างคราบเลือดออกหมดและตัวแห้งแล้ว ข้าก็ใส่เสื้อผ้ากลับคืนแล้วล้มตัวลงนอนบนหญ้า ป้อนหญ้าและรากไม้ให้เจ้าเต่าน้อยกิน
ข้าค่อยๆ ฉีกแขนเสื้อยาวออกจากเสื้อผ้าแล้วทำเป็นผ้าพันแผลหยาบๆ ล้างพวกมันก่อนจะนำไปวางบนก้อนหินริมลำธารเพื่อให้แห้ง ข้ามองไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าหญ้านั้นสูงพอจะพรางตัวข้าได้ แล้วจึงเอนกายลงนอน
หลังจากนั้นไม่นาน สปีดดี้ก็เลิกต่อต้านความรักของข้า เจ้าตัวเล็กนอนบนไหล่ข้าแล้วผล็อยหลับไปในขณะที่ข้าจ้องมองท้องฟ้าสีครามเข้ม
มันเป็นช่วงเช้าตรู่ ดวงอาทิตย์ยังไม่จ้าพอจะทำร้ายดวงตา ให้ทัศนียภาพของท้องฟ้าที่น่ารื่นรมย์
เดี๋ยวนะ อวกาศในโลกนี้เหมือนกับโลกที่แล้วของข้ารึเปล่านะ? จะมีผู้ฝึกตนที่ขี่ดาบคนไหนพยายามจะขึ้นไปถึงอวกาศบ้างไหมนะ?
ด้วยคำถามเช่นนั้นในใจและครุ่นคิดถึงโลกอันกว้างใหญ่ ข้าก็รอจนผ้าพันแผลใหม่แห้งแล้วจึงนำมาพันไว้ หลังจากนั้น ข้าก็ยืดเส้นยืดสายบ้างเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอาการบาดเจ็บแฝงที่จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ในที่สุด ข้าก็เก็บเต่าน้อยที่เพิ่งได้ลิ้มรสอิสระระหว่างการพักแรมของเรากลับเข้ากระเป๋า
"ไม่ต้องห่วงนะสปีดดี้ ถ้าข้าได้เป็นผู้ฝึกตนระดับบิ๊กๆ เมื่อไหร่ ข้าจะซื้อคฤหาสน์ให้เจ้าแล้วก็หาฮาเร็มเต่าให้เจ้าด้วย" ข้าให้สัญญาปลอบใจเจ้าตัวเล็กขณะที่มันชะโงกหัวออกมาจากกระเป๋า
ข้าเริ่มออกเดินทางและวิ่งผ่านทุ่งหญ้าจนกระทั่งบังเอิญไปเจอถนนขรุขระที่มีรอยล้อรถม้า ซึ่งข้าก็เดินตามมันไปทางทิศตะวันตก มันไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ข้าจึงเดินตามรอยล้อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงที่ที่ดูเหมือนจะเป็นเมือง
มันมีกำแพงสูงที่ย้อมด้วยสีแดงอมชมพูพร้อมกับรอยสลักสีเข้มตามแนวกำแพง น่าจะเป็นอักขระหรือวงเวทบางอย่าง หรือบางทีมันอาจจะเป็นแค่การข่มขวัญเพื่อกันไม่ให้พวกผู้ฝึกตนระดับต่ำมาสร้างเรื่องเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ข้าก็ไม่คิดจะหาคำตอบหรอก
ขณะที่ข้าเข้าใกล้ประตูเมือง ชายสองคนในชุดเกราะยุคกลางสีแดงเข้มพร้อมดาบสีดำในมือก็คอยจับจ้องมาที่ข้า ต่างจากเมืองต้นหญ้าเขียว ที่นี่ไม่มีแถวยาวเหยียดที่รอคิวเข้าไป
༺༻