- หน้าแรก
- จักรพรรดิกลืนสวรรค์ บัญชีแค้นล้างปฐพี
- บทที่ 93 - หินวิญญาณหกล้านก้อน
บทที่ 93 - หินวิญญาณหกล้านก้อน
บทที่ 93 - หินวิญญาณหกล้านก้อน
บทที่ 93 - หินวิญญาณหกล้านก้อน
"ข้อแรก ราคาที่ท่านเสนอมาเมื่อครู่ต่ำเกินไป ข้าขอเสนอราคาที่หกแสนก้อนต่อศาสตราวิญญาณหนึ่งชิ้น สองชิ้นก็คือหนึ่งล้านสองแสนก้อน นี่คือราคาขาดตัว หากท่านตกลงข้าก็พร้อมขาย หากไม่ ข้าก็จะไปหาผู้ซื้อรายอื่น"
สวีเฉินนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเงื่อนไขข้อแรกออกมา
หลังจากเอ่ยจบ เขาก็หุบปากเงียบเพื่อรอคอยคำตอบจากชายชราศีรษะล้าน
เมื่อเห็นว่าสวีเฉินไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดต่อ ชายชราศีรษะล้านก็รู้ดีว่า หากเขาไม่ตอบตกลงเงื่อนไขข้อแรก อีกฝ่ายก็จะไม่มีวันเอ่ยเงื่อนไขข้อที่สองออกมา
ศาสตราวิญญาณหนึ่งชิ้น ราคาหกแสนก้อน
พูดตามตรง ราคานี้ถือว่าไม่สูงเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำไปประมูลในงานประมูล ศาสตราวิญญาณย่อมเป็นที่แย่งชิงกันเสนอราคา อย่าว่าแต่หกแสนเลย ต่อให้ประมูลได้ถึงหนึ่งล้านก็มีความเป็นไปได้
เพียงแต่การรับซื้อศาสตราวิญญาณในราคาหกแสนก้อนจากสวีเฉิน พวกเขาจะต้องแบกรับความเสี่ยงที่มากขึ้น และความเสี่ยงที่ว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะได้กำไรมากหรือน้อยเท่านั้นเอง
หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายช่วงลมหายใจ ชายชราศีรษะล้านก็คำนวณแล้วว่าการค้าครั้งนี้ไม่มีทางขาดทุน เขาจึงพยักหน้าตอบตกลง
"เงื่อนไขข้อแรก ข้าสามารถตัดสินใจรับปากท่านได้"
"ดี"
สวีเฉินเผยรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเงื่อนไขข้อที่สองออกมา
"ค่านายหน้าของหอประมูลพวกท่านสูงเกินไป ห้าส่วนนั้นไม่ได้ มากที่สุดข้าให้ได้เพียงสองส่วนเท่านั้น"
จากเดิมที่หอประมูลคิดค่านายหน้าห้าส่วน สวีเฉินได้ลองคำนวณดูแล้ว หากขายศาสตราวิญญาณได้หนึ่งชิ้น หอประมูลจะได้กำไรจากค่านายหน้าอย่างน้อยสองถึงสามหมื่นก้อน หากขายได้ห้าชิ้น หอประมูลก็จะกอบโกยกำไรไปอย่างน้อยหนึ่งแสนก้อน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องกดค่านายหน้าลง
จากห้าส่วน ให้เหลือเพียงสองส่วน
อย่างน้อยเขาก็สามารถดึงหินวิญญาณห้าหมื่นก้อนกลับคืนมาได้
"สหายตัวน้อย ค่านายหน้าห้าส่วนถือว่าต่ำที่สุดแล้วนะขอรับ ส่วนที่ท่านเสนอมาสองส่วนนั้น ตั้งแต่เปิดหอประมูลมายังไม่เคยมีกฎเช่นนี้มาก่อน เรื่องนี้ข้าไม่อาจตัดสินใจได้ รบกวนท่านรอสักครู่ ข้าจะไปขอคำปรึกษาจากผู้อาวุโสก่อน"
ชายชราศีรษะล้านไม่มีอำนาจตัดสินใจ จึงขอตัวลุกออกไปพร้อมกับปิดประตูลงอย่างเบามือ
สวีเฉินรอเพียงไม่นาน บานประตูห้องก็ถูกผลักให้เปิดออก ชายชราในชุดสีเทาผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบและก้าวเดินอย่างมั่นคงผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา
ชายชราศีรษะล้านเดินตามหลังชายชราชุดเทามาด้วยท่าทีนอบน้อม
"สหายตัวน้อยท่านนี้ ไม่ทราบว่ามีทราบนามว่ากระไรหรือ"
ชายชราชุดเทาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มแย้ม
"ผู้น้อยแซ่สวี นามพยางค์เดียวว่าโจ้ว"
สวีเฉินใช้นามแฝง
ในเมื่อตอนนี้เขาสวมหน้ากากหนังมนุษย์ ปกปิดรูปโฉมที่แท้จริง ย่อมไม่สามารถใช้ชื่อจริงได้
"ที่แท้ก็สหายตัวน้อยสวี"
หลังจากชายชราชุดเทานั่งลง เขาก็ลอบประเมินสวีเฉินเงียบๆ
เมื่อได้พินิจพิเคราะห์อย่างใกล้ชิด เขาคล้ายจะมองเห็นบางสิ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา เพียงแต่กระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "เงื่อนไขสองข้อที่สหายตัวน้อยเสนอมา ข้าสามารถรับปากได้"
คำตอบของชายชราชุดเทาไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของสวีเฉินแต่อย่างใด
สวีเฉินแย้มยิ้มออกมา
ชายชราชุดเทาเอ่ยต่อ "หากสหายตัวน้อยไม่มีเงื่อนไขอื่นใดแล้ว เรามาลงนามในสัญญาฝากประมูลกันเถิด"
"ช้าก่อน"
สวีเฉินเอ่ยขัด
คิ้วของชายชราชุดเทาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เขาคิดว่าสวีเฉินยังมีเงื่อนไขอื่นอีก
เขาข่มความขุ่นเคืองไว้ แล้วเอ่ยถามว่า "สหายตัวน้อย ยังมีเงื่อนไขอื่นอีกงั้นหรือ"
สวีเฉินส่ายหน้า จากนั้นก็หยิบขวดหยกโปร่งใสใบหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ ภายในขวดหยกมีเม็ดยาสีแดงสดใสสองเม็ดนอนสงบนิ่งอยู่
โอสถต่ออายุสามวัฏจักร
โอสถระดับปฐพีขั้นต่ำ
สามารถยืดอายุขัยให้ผู้ใช้ได้ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบปี
ตอนนั้นสวีเฉินได้โอสถต่ออายุสามวัฏจักรมาจากตำหนักวารีทั้งหมดสามเม็ด เขากินไปแล้วหนึ่งเม็ด จึงเหลืออยู่อีกสองเม็ด
อันที่จริงเขายังมีศาสตราวิญญาณอยู่อีกชิ้นหนึ่ง
กระถางปรุงยาอัสนีเพลิง
ได้มาพร้อมกับโอสถต่ออายุสามวัฏจักร เพียงแต่กระถางปรุงยาอัสนีเพลิงให้ความรู้สึกที่ไม่ธรรมดากับเขา เขาจึงไม่ได้นำมันออกมาประมูล
"นี่มัน"
ทันทีที่ชายชราชุดเทาและชายชราศีรษะล้านเห็นโอสถในมือสวีเฉิน ดวงตาของพวกเขาก็เบิกโพลง รูม่านตาหดเกร็ง ลมหายใจเริ่มติดขัด
เห็นได้ชัดเลยว่า
ด้วยความรอบรู้ของพวกเขา ย่อมจดจำโอสถต่ออายุสามวัฏจักรได้
"สะ สหายตัวน้อย สิ่งที่อยู่ในมือท่าน คือโอสถต่ออายุสามวัฏจักรใช่หรือไม่" ชายชราศีรษะล้านกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
สายตาสองคู่จ้องเขม็งไปที่สวีเฉิน
ตื่นเต้น ว้าวุ่น และคาดหวัง
อารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อนฉายชัดในแววตา
ภายใต้สายตาที่จ้องมองมาอย่างไม่กระพริบของชายชราทั้งสอง สวีเฉินก็พยักหน้าลงช้าๆ
"ฟู่"
เมื่อเห็นสวีเฉินพยักหน้า ชายชราทั้งสองก็บังเกิดความปีติยินดีอย่างล้นพ้น ด้วยความตื่นเต้นและดีใจจนเกินบรรยาย ริ้วรอยบนใบหน้าอันเหี่ยวย่นของพวกเขาก็สั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม
พวกเขาแก่ชราแล้ว
อายุขัยเหลืออีกไม่มาก
โอสถต่ออายุสามวัฏจักรเพียงหนึ่งเม็ด สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่ต่างอันใดกับการได้เกิดใหม่
แม้ยอดยุทธ์ขอบเขตปราณจิตจะมีอายุขัยยืนยาวถึงห้าร้อยปี แต่ตอนนี้พวกเขาก็แก่ชรามากแล้ว อายุขัยที่แท้จริงทะลุหลักสี่ร้อยปีไปแล้ว หากในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า พวกเขายังไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตที่สูงกว่านี้ได้ สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ก็คือความตายที่หมดอายุขัย
มดปลวกยังรักตัวกลัวตาย
พวกเขาเองก็ย่อมไม่อยากตายเช่นกัน
ดังนั้นในวินาทีที่ได้เห็นโอสถต่ออายุสามวัฏจักร พวกเขาจึงตื่นเต้นจนแทบคุมสติไม่อยู่
หากไม่ใช่เพราะยังมีสติหลงเหลืออยู่คอยเหนี่ยวรั้งไว้ พวกเขาคงลงมือแย่งชิงไปแล้ว
ความจริงแล้วสวีเฉินเองก็เข้าใจความตื่นเต้นของคนทั้งสองดี
นี่ก็อยู่ในความคาดหมายของเขาเช่นกัน
"สหายตัวน้อย โอสถต่ออายุสามวัฏจักรสองเม็ดนี้ แบ่งขายให้ชายชราผู้นี้สักเม็ดได้หรือไม่" ชายชราศีรษะล้านทนไม่ไหวเป็นคนแรก จึงเอ่ยถามด้วยความคาดหวัง
สวีเฉินหันไปมองชายชราศีรษะล้าน
ชายชราศีรษะล้านลอบยินดีในใจ การที่สวีเฉินไม่ปฏิเสธทันที แสดงว่าเขายังมีหวัง ขอเพียงราคาเป็นที่น่าพอใจ การจะขอซื้อโอสถจากสวีเฉินสักเม็ดย่อมไม่ใช่ปัญหา
"ข้าให้หนึ่งล้านก้อน ไม่สิ ข้าจะมอบทรัพย์สินทั้งหมดที่ข้ามีให้ท่านเลย ทั้งหมดก็คือหนึ่งล้านแปดแสนก้อน"
หลังจากเอ่ยจบ ชายชราศีรษะล้านก็มองสวีเฉินด้วยสายตาคาดหวัง
แววตานั้นราวกับกลัวว่าสวีเฉินจะปฏิเสธอย่างไรอย่างนั้น
สวีเฉินอ้าปากเตรียมจะเอ่ยบางอย่าง แต่ชายชราศีรษะล้านกลับรีบเสริมขึ้นมาว่า "สหายตัวน้อย ข้ารู้ว่าหินวิญญาณหนึ่งล้านแปดแสนก้อนอาจจะน้อยไปสักหน่อย แต่นอกจากนี้แล้ว ข้ายินดีจะออกหน้าช่วยเหลือท่านหนึ่งครั้ง ไม่สิ สามครั้งเลยเอ้า"
ประกายแสงสว่างวาบขึ้นในดวงตาของสวีเฉิน
เขาไม่คิดเลยว่า ชายชราศีรษะล้านฝั่งตรงข้ามจะยอมทุ่มเทเพื่อโอสถต่ออายุสามวัฏจักรถึงเพียงนี้
ตามที่เขาคาดการณ์ไว้แต่แรก โอสถต่ออายุสามวัฏจักรหนึ่งเม็ด หากขายได้หนึ่งล้านก้อนก็นับว่าสูงส่งลิบลิ่วแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าชายชราศีรษะล้านจะเสนอราคามาสูงถึงหนึ่งล้านแปดแสนก้อน แถมยังยอมรับปากจะออกหน้าช่วยเหลือเขาถึงสามครั้งอีกด้วย
พูดตามตรง สวีเฉินรู้สึกหวั่นไหวแล้ว
จากท่าทีของชายชราศีรษะล้านและชายชราชุดเทา หากนำโอสถต่ออายุสามวัฏจักรไปประมูลในงานประมูล ย่อมต้องประมูลได้ราคาสูงกว่านี้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ดึงดูดใจเขามากที่สุดไม่ใช่หินวิญญาณ แต่เป็นคำสัญญาของชายชราศีรษะล้านที่จะยอมออกหน้าช่วยเหลือเขาถึงสามครั้งต่างหาก
เขาไม่อาจมองทะลุระดับพลังของชายชราศีรษะล้านได้
แต่ความรู้สึกบอกเขาว่า น่าจะอยู่ในขอบเขตปราณจิต
การได้ยอดยุทธ์ขอบเขตปราณจิตมาช่วยลงมือให้ถึงสามครั้ง พูดตามตรงว่ามันยั่วยวนใจเขายิ่งนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามนี้ที่เขาอยู่ในเมืองหลวง มีคนจำนวนไม่น้อยที่แอบซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดหมายจะเอาชีวิตเขา สถานการณ์ของเขาสามารถเรียกได้ว่าอันตรายอย่างยิ่งยวด
เพราะตระหนักดีว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย เขาจึงรีบร้อนที่จะระบายของในมือออกไป
เขาต้องการหินวิญญาณ
หินวิญญาณจำนวนมหาศาล เพื่อนำมาใช้ในการยกระดับพลัง
"ตกลง ข้ารับปาก โอสถต่ออายุสามวัฏจักรหนึ่งเม็ดนี้เป็นของท่านแล้ว" สวีเฉินเอ่ยกับชายชราศีรษะล้านที่กำลังรอคอยด้วยความหวัง
รอยยิ้มปิติยินดีเบ่งบานบนใบหน้าของชายชราศีรษะล้าน
เมื่อชายชราชุดเทาเห็นว่าชายชราศีรษะล้านซื้อโอสถต่ออายุสามวัฏจักรไปจากสวีเฉินได้สำเร็จ เขาก็ไม่อาจสงวนท่าทีได้อีกต่อไป รีบเอ่ยขึ้นทันทีว่า "สหายตัวน้อย อีกหนึ่งเม็ดที่เหลือ ขายให้ข้าได้หรือไม่"
"ข้ายินดีจ่ายให้สามล้านก้อน"
ชายชราชุดเทาชูนิ้วขึ้นสามนิ้ว
เอ่ยจบ เขาคล้ายเกรงว่าสวีเฉินจะไม่ตอบรับ จึงรีบร้อนเสริมประโยคหนึ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว "และข้ายินดีจะออกหน้าช่วยเหลือท่านหนึ่งครั้ง"
เขารับปากจะช่วยลงมือให้สวีเฉินเพียงครั้งเดียว
สวีเฉินลอบยินดีในใจ
เห็นได้ชัดว่าระดับพลังของชายชราชุดเทาต้องเหนือกว่าชายชราศีรษะล้านอย่างแน่นอน เมื่อมีคำสัญญาของชายชราชุดเทา ความปลอดภัยของเขาในเมืองหลวงก็เพิ่มมากขึ้น
"ตกลง"
สวีเฉินตอบตกลงในทันที
เมื่อเจรจาเงื่อนไขต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปก็คือรายละเอียดต่างๆ เช่น การลงนามในสัญญา
ครึ่งชั่วยามต่อมา สวีเฉินก็ก้าวเท้าออกจากหอของล้ำค่า
ศาสตราวิญญาณเจ็ดชิ้นและโอสถต่ออายุสามวัฏจักรสองเม็ดถูกทิ้งไว้ที่หอของล้ำค่า
ส่วนในมือของเขากลับมีหินวิญญาณเพิ่มขึ้นมาถึงหกล้านก้อน พร้อมกับหนังสือมอบอำนาจฝากประมูลศาสตราวิญญาณทั้งห้าชิ้น เมื่อการประมูลสิ้นสุดลง เขาเพียงแค่นำหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้มารับหินวิญญาณในส่วนของเขาที่หอของล้ำค่าก็เป็นอันเสร็จสิ้น
เมื่อเดินพ้นประตูหอของล้ำค่า สวีเฉินก็ไม่คิดจะรั้งรออยู่ด้านนอก เขารีบมุ่งหน้ากลับไปที่โรงเตี๊ยมทันที
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก เขาก็ลงกลอนประตูแน่นหนา
เริ่มทำการบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่ง
พริบตาเดียว
เวลาสองวันก็ล่วงเลยไป
ในวันนี้
สวีเฉินถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงเคาะประตู
เขายุติการบำเพ็ญเพียร เมื่อเปิดประตูออกก็พบเฉาหมานยืนอยู่ด้านนอก
เมื่อเฉาหมานเห็นสวีเฉินก็ถึงกับผงะไปเล็กน้อย
"มีอันใดหรือ"
สวีเฉินเอ่ยถาม
เฉาหมานจ้องมองสวีเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า "ข้ามีความรู้สึกว่าเจ้าดูเปลี่ยนไปนะ"
แต่เปลี่ยนไปอย่างไรนั้น เขาก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน
สวีเฉินยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำถาม
เขาจะบอกได้อย่างไรเล่า ว่าตนเองใช้เวลาเพียงสองวันก็สามารถทะลวงระดับพลังจากขอบเขตปราณแท้จริงขั้นสาม พุ่งพรวดขึ้นมาถึงขอบเขตปราณแท้จริงขั้นห้าได้อย่างรวดเร็ว
การยกระดับพลังอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ ย่อมต้องแลกมาด้วยราคาค่างวดที่แสนแพงเช่นกัน
หินวิญญาณหกล้านก้อนที่เพิ่งได้มาหมาดๆ ตอนนี้ในแหวนมิติเหลืออยู่ไม่ถึงสามล้านก้อนเสียด้วยซ้ำ
ช่างเป็นการเผาผลาญที่น่าตกใจยิ่งนัก
"งานประมูลใกล้จะเริ่มแล้วใช่หรือไม่"
เฉาหมานพยักหน้าตอบ "อืม วันนี้แหละ พวกเรารีบไปกันเถอะ"
"ถ้าเช่นนั้นเราก็ไปกันเถิด"
ทั้งสองเดินออกจากโรงเตี๊ยม มุ่งตรงไปยังหอของล้ำค่าที่ตั้งอยู่ในย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของเมืองหลวง
[จบแล้ว]