เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 แรกสัมผัสราชสำนัก

บทที่ 49 แรกสัมผัสราชสำนัก

บทที่ 49 แรกสัมผัสราชสำนัก


เวลายามเหมาสี่เค่อ (03.45 น.) ก่อนรุ่งสาง

หลินเฉินนั่งอยู่ในรถม้าพลางหาวหวอด เปลือกตาหนักอึ้งแทบจะปิดลง

เขาสวมชุดขุนนางสีม่วง คาดเข็มขัดหยก และสวมหมวกขุนนางเจ็ดสัน ทว่าเขากลับนอนเอนหลังบนเบาะนุ่มอย่างมิสำรวม

"นายท่าน ถึงแล้วขอรับ" เสียงของหยวนเทียนกังดังมาจากนอกรถม้า

หลินเฉินเลิกม่านขึ้น เบื้องหน้าคือประตูเมืองจักรพรรดิอันยิ่งใหญ่ตระการตา แสงไฟสว่างไสว รถมาขุนนางจำนวนมากจอดรออยู่ก่อนแล้ว

เหล่าขุนนางรวมกลุ่มกันสองสามคนพลางกระซิบกระซาบ เมื่อเห็นรถม้าของจวนเจิ้นกั๋วกงมาถึง สายตาของทุกคนก็หันมามองที่เขาเป็นตาเดียว

"นั่นคือหลินเฉินรึ?"

"มิได้พบกันนาน ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมากทีเดียว"

"ชู่ว! เบาเสียงหน่อย! เจ้ามิเห็นรึว่าใครเป็นคนขับรถ? หยวนเทียนกัง! อันดับหนึ่งทำเนียบปฐพี กึ่งขอบเขตเทพเจ้าเชียวนะ!"

เสียงกระซิบพลันเงียบสงัด แทนที่ด้วยแววตาแห่งความยำเกรง

หลินเฉินมิได้รับรู้เรื่องนี้หรือจะพูดให้ถูกคือเขาไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

เขาค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้า หยวนเทียนกังช่วยจัดแจงเสื้อผ้าให้เขาพลางกระซิบว่า:

"นายท่าน ยังจำกฎระเบียบการประชุมราชสำนักได้หรือไม่ขอรับ"

"จำได้ จำได้" หลินเฉินโบกมือ

"ก็แค่ไปยืนฟังพวกเขาทะเลาะกัน จริงด้วย หลังเลิกประชุมเจ้าตรงไปที่ศาลาซุ่ยเยว่เลยนะ ซูโม่นัดพบตอนยามอู่"

"รับทราบขอรับ"

ทั้งสองเดินมุ่งหน้าไปยังประตูวัง

องครักษ์หน้าประตูเห็นหลินเฉินก็รีบคุกเข่าคำนับทันที "คารวะเจิ้นกั๋วกง!"

หลินเฉินพยักหน้าอย่างเกียจคร้านแล้วก้าวผ่านประตูวังเข้าไป

เมืองจักรพรรดิสว่างไสวด้วยแสงโคม ถนนหลวงปูด้วยหยกขาวทอดยาวไปสู่ตำหนักทอง

กำแพงวังทั้งสองด้านสูงตระหง่าน ทุกๆ สิบก้าวจะมีองครักษ์ยืนประจำการ กลิ่นอายพลังมั่นคง ทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้าขึ้นไป

นี่คือรากฐานของเมืองจักรพรรดิแห่งต้าเยี่ยน

หลินเฉินเดินไปพร้อมกับฝูงชน ขุนนางจำนวนมากเข้ามาทักทายเขา

"ท่านกงหลิน ข้าเลื่อมใสท่านมานาน! ข้าคือขุนนางผู้น้อยจากกรมบุคลากร..."

"เจิ้นกั๋วกงช่างเป็นคนหนุ่มที่เก่งกาจ ข้านับถือยิ่งนัก!"

"ท่านกงหลิน..."

หลินเฉินพยักหน้าตอบรับตามมารยาทพลางก้าวย่างสม่ำเสมอ

จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งเรียกเขาไว้:

"เฉินเอ๋อ"

หลินเฉินชะงักพลันหันไปมอง

ชายผู้นั้นอายุประมาณห้าสิบปี ใบหน้าซูบผอม มีเครายาวสามเส้น สวมชุดขุนนางสีแดงเข้มปักลายนกยูงที่หน้าอก—ขุนนางขั้นสอง

สีหน้าของเขาดูจริงจัง ทว่าดวงตากลับแฝงแววความรู้สึกที่ซับซ้อน

เขาคือท่านลุงแท้ๆ ของหลินเฉิน พี่ชายของซูหวั่นฉิงท่านแม่ของเขา มีตำแหน่งเป็นเสนาบดีกรมพิธีการ นามว่าซูเหวินป๋อ

"คารวะท่านลุงขอรับ" หลินเฉินคำนับ ท่าทางดูนอบน้อมกว่าเมื่อครู่มาก

ซูเหวินป๋อมองเขาตั้งแต่หัวจดเท้า แววตาพึงพอใจวูบผ่านไปครู่หนึ่ง ทว่าสีหน้าก็กลับมาเคร่งขรึมดังเดิม:

"เข้าประชุมครั้งแรก เรียนรู้มารยาทมาครบถ้วนแล้วรึยัง"

"เรียนรู้มาแล้วขอรับ" หลินเฉินตอบตามตรง

"ในราชสำนักจงพูดให้น้อย สังเกตและฟังให้มาก" ซูเหวินป๋อกล่าวเสียงเบา

"ยามนี้เจ้าสืบบรรดาศักดิ์เป็นเจิ้นกั๋วกง ย่อมตกเป็นเป้าสายตา แม้ขั้วอำนาจขององค์ชายรองจะถูกกำจัดไปแล้ว ทว่าในราชสำนักยังมีคนอีกมากที่ไม่ชอบใจตระกูลหลิน"

"ขอบคุณท่านลุงที่ชี้แนะขอรับ"

ซูเหวินป๋อพยักหน้า เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว:

"หลังเลิกประชุม จงไปที่บ้านเสียหน่อย ท่านตาของเจ้า... อยากพบเจ้า"

หลินเฉินชะงักไปเล็กน้อย

ในความทรงจำ ท่านตาของเขาหรือผู้เฒ่าซู เป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเคยเป็นพระอาจารย์ของอดีตจักรพรรดิ

หลังเกษียณเขาอุทิศตนให้กับการเขียนตำราและสั่งสอนศิษย์ วรยุทธ์บรรลุถึงจุดสูงสุดของยอดปรมาจารย์ ปีนี้อายุเก้าสิบสามปีแล้ว

เจ้าของร่างเดิมนั้นเป็นคนเสเพล ตระกูลซูจึงมักจะมองด้วยความระอาและมิต่อยความด้วยนัก

"ท่านตา... ท่าน..."

"อาการบาดเจ็บเก่ากำเริบน่ะ" สีหน้าของซูเหวินป๋อหม่นลง

"เมื่อสามปีก่อนในช่วงเหตุการณ์ชายแดนภาคเหนือ ท่านตาของเจ้าใช้พลังปราณปราชญ์คำนวณความลับสวรรค์ จนถูกพลังสะท้อนกลับทำลายรากฐาน

เขาใช้พลังวรยุทธ์ค้ำจุนตัวเองมาตลอดหลายปี ทว่าด้วยอายุที่มากขึ้น ประกอบกับข่าวเรื่องตระกูลชุยทำให้เขาสะเทือนใจมาก... เมื่อวานนี้เขาถึงกับกระอักเลือดออกมา"

ยอดปรมาจารย์สมบูรณ์ควรจะมีอายุยืนยาวเกินร้อยปีได้อย่างง่ายดาย

ทว่าหากรากฐานเสียหาย อายุขัยย่อมสั้นลงมหาศาล

หัวใจของหลินเฉินกระตุกวูบ "วันนี้หลานจะไปเยี่ยมท่านตาขอรับ"

"ดี" ซูเหวินป๋อเหลือบมองเขาพลันถามขึ้นว่า "ท่านแม่ของเจ้า... สบายดีไหม"

"ท่านแม่สบายดีขอรับ เมื่อวานยังบ่นถึงท่านลุงอยู่เลย"

"ก็ดีแล้ว" แววตาของซูเหวินป๋อฉายแววรู้สึกผิด เขาไม่กล่าวอะไรต่อพลันหันหลังเดินไปยังแถวขุนนางฝ่ายพลเรือน

หลินเฉินมองตามแผ่นหลังนั้นพลางใช้ความคิด

ท่านลุงผู้นี้ดูเหมือนจะไม่เย็นชาอย่างที่คิดแฮะ

หลินเฉินรวบรวมสมาธิแล้วเดินไปยังแถวขุนนางฝ่ายทหาร

ตามระเบียบของราชวงศ์ต้าเยี่ยน บรรดาศักดิ์ระดับกงถือเป็นขุนนางชั้นสูง เป็นรองเพียงเชื้อพระวงศ์ระดับอ๋องเท่านั้น

ตำแหน่งของเขาจึงอยู่หน้าสุดของแถวฝ่ายทหาร เคียงคู่กับเหล่าท่านกงอาวุโสหลายท่าน

หลังจากเข้าประจำที่ หลินเฉินลอบสำรวจรอบกายอย่างเงียบเชียบ

ตำหนักทองงดงามโอ่อ่า เสาทองคำเก้าต้นค้ำยันเพดานสูงตระหง่าน บัลลังก์มังกรที่ตั้งตระหง่านอยู่บนบันไดขั้นสูงสุดยังคงว่างเปล่า

เบื้องล่างบัลลังก์ เหล่าขุนนางยืนแบ่งเป็นซ้ายขวา พลเรือนอยู่ซ้าย ทหารอยู่ขวา แยกแยะชัดเจน

ฝ่ายพลเรือนนำโดยอัครมหาเสนาบดี ตามด้วยเสนาบดีกรมทั้งหก รองเสนาบดี และเหล่าผู้ตรวจการ

ฝ่ายทหารนำโดยท่านกงอาวุโสและแม่ทัพใหญ่ ตามด้วยผู้บัญชาการหน่วยต่างๆ

สายตาของหลินเฉินหยุดอยู่ที่เหล่าท่านกงอาวุโสครู่หนึ่ง

อันกั๋วกง จ้าวมั่ง อายุแปดสิบปี ผมเคราขาวโพลน ยอดปรมาจารย์ขั้นกลาง ยามนี้พักผ่อนอยู่บ้านเป็นหลักมักไม่ยุ่งเกี่ยวราชการ

ติ้งกั๋วกง สวีเจิ้น อายุเจ็ดสิบห้าปี ยอดปรมาจารย์ขั้นปลาย คุมทหารสองแสนนายในกองกำลังปกป้องเมืองหลวง เป็นผู้ทรงอิทธิพลในกองทัพ

ฮู่กั๋วกง โจวอู่ อายุเจ็ดสิบปี ยอดปรมาจารย์ขั้นกลาง ประจำการอยู่ที่ชายแดนตะวันออกคอยระวังแคว้นตงหลี่

ทั้งสามท่านนี้รวมกับเจิ้นกั๋วกง หลินเทียนเซยุง ท่านพ่อของหลินเฉิน เดิมทีคือสี่เสาหลักแห่งต้าเยี่ยน

ยามนี้ท่านพ่อสิ้นชีพในสนามรบ หลินเฉินจึงสืบทอดบรรดาศักดิ์กลายเป็นท่านกงที่อายุน้อยที่สุด

"ท่านกงหลิน" เสียงแหบพร่าดังขึ้น

หลินเฉินหันไปมอง เห็นอันกั๋วกง จ้าวมั่ง กำลังส่งยิ้มให้เขา

"คารวะท่านกงอัน" หลินเฉินคำนับ

"ไม่ต้องมากพิธีหรอก" จ้าวมั่งลูบเคราพลางยิ้ม

"หากพ่อของเจ้าได้เห็นเจ้าในวันนี้ เขาคงจะภาคภูมิใจยิ่งนัก

ข้าและพ่อของเจ้าคบหากันมานาน วันหน้าหากมีเรื่องเดือดร้อนใจประการใด ไปหาข้าที่จวนได้เสมอ"

"ขอบพระคุณท่านกงอาวุโสขอรับ" หลินเฉินคำนับตอบ

อันกั๋วกงผู้นี้เป็นสหายเก่าของท่านพ่อ ท่าทางดูเป็นมิตรอย่างยิ่ง

ยามที่ตระกูลหลินตกต่ำ เขาก็เคยกล่าววาจาช่วยเหลืออยู่บ้าง

ส่วนติ้งกั๋วกง สวีเจิ้น ก็ปรายตามองหลินเฉินพลางพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทาย

ฮู่กั๋วกง โจวอู่ อยู่ชายแดนตะวันออก วันนี้จึงมิได้มาร่วมประชุม

ฝ่ายทหารค่อนข้างปรองดอง ทว่าขุนนางฝ่ายพลเรือนหลายคนกลับส่งสายตาที่ยากจะคาดเดามาที่เขา

หลินเฉินไม่คิดมากพลางหลับตาพักผ่อน ยืนรอได้ประมาณหนึ่งเค่อ ขาก็เริ่มเมื่อย จังหวะนั้นเองเสียงแหลมเล็กของขันทีก็ดังขึ้น:

"องค์จักรพรรดินีเสด็จ"

เหล่าขุนนางต่างยืนตัวตรงและสำรวม

องค์จักรพรรดินีจ้าวหลิงหยางก้าวออกมาจากตำหนักข้าง สวมชุดมังกรสีเหลืองทองอร่าม สวมมงกุฎสิบสองชาย ความงามเลอโฉมทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

พระนางค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกร หลังจากประทับลงแล้ว สายตากวาดมองขุนนางเบื้องล่าง หยุดนิ่งที่หลินเฉินครู่หนึ่ง ประกายรอยยิ้มที่แทบสังเกตมิได้วาบผ่านดวงตา

"ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!" เหล่าขุนนางคุกเข่าคำนับ

"ลุกขึ้นเถอะ"

"ขอบพระทัยฝ่าบาท!"

การประชุมราชสำนักเริ่มขึ้น

เริ่มจากแต่ละกรมรายงานภารกิจตามลำดับ

เสนาบดีกรมคลังรายงานเรื่องการขุดลอกคลองในเจียงหนานคืบหน้าไปด้วยดี ภาษีข้าวในปีนี้จะเพิ่มขึ้นสามส่วน

เสนาบดีกรมโยธรายงานเรื่องการซ่อมแซมเขื่อนแม่น้ำเหลือง

เสนาบดีกรมกลาโหมรายงานสถานการณ์การทหารชายแดนภาคเหนือ...

“ทูลฝ่าบาท ช่วงครึ่งเดือนมานี้พวกเป่ยซั่วก่อกวนชายแดนบ่อยครั้ง แม้จะยังไม่มีการโจมตีขนานใหญ่ ทว่าทหารม้ากลุ่มย่อยกลับลอบปล้นสะดมมิจบสิ้น

แม่ทัพกองทัพเจิ้นเป่ยขอพระราชทานคำสั่งว่าจะให้โจมตีสั่งสอนก่อนหรือไม่พะยะค่ะ”

องค์จักรพรรดินีครุ่นคิดครู่หนึ่ง “พวกเป่ยซั่วกำลังลองเชิง สั่งกองทัพเจิ้นเป่ยให้เข้มงวดการป้องกัน ทว่าห้ามเปิดศึกโดยพลการเด็ดขาด

นอกจากนี้ ให้โอนย้ายเกราะสามหมื่นชุดและธนูเหล็กห้าหมื่นคันจากกองกำลังปกป้องเมืองหลวงเพื่อเสริมกำลังที่ชายแดนภาคเหนือ”

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”

จบบทที่ บทที่ 49 แรกสัมผัสราชสำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว