- หน้าแรก
- สายเลือดของข้าจะเกรียงไกรเหนือโลก
- บทที่ 22: วันนี้ยังไม่ล้างโลกก็แล้วกัน
บทที่ 22: วันนี้ยังไม่ล้างโลกก็แล้วกัน
บทที่ 22: วันนี้ยังไม่ล้างโลกก็แล้วกัน
ทว่า เขาไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าเวทมนตร์จะกลายมาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอารยธรรมของมนุษยชาติ
หากเราเปลี่ยนผ่านจากอารยธรรมในปัจจุบันไปสู่อารยธรรมแห่งเวทมนตร์ มันจะมีอันตรายใดแอบแฝงอยู่หรือไม่?
"ลำดับที่เก้า เดิมทีฉันก็อยากจะจับเข่าคุยกับนายให้มากกว่านีหรอกนะ แต่ทางฉันดันมีเรื่องด่วนต้องรีบไปจัดการน่ะสิ เพราะงั้นฉันขอตัว..."
"เดี๋ยวก่อน"
เมื่อเห็นว่าร่างของทอมที่ถูกห่อหุ้มด้วยอักขระเวทกำลังค่อยๆ ลอยขึ้นสู่อากาศ อู๋หมิงก็เอื้อมมือไปกดลงบนบ่าของเขาไว้
"ทำไมไม่ปล่อยให้งานนี้เป็นหน้าที่ของฉันล่ะ?" อู๋หมิงเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและเป็นมิตร
"ให้นายงั้นเหรอ?"
"ในฐานะเพื่อนร่วมงานคนที่เก้าและยังเป็นน้องใหม่ ให้ฉันได้ทำประโยชน์เพื่อเขตพิเศษบ้างเถอะ"
แม้จะยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด ทว่าดูเหมือนดินน้ำลมไฟจะตั้งใจลงมือสังหารอันไต้เยว่
หากเธอตาย แผนการของเขาก็จะพังทลายลงไม่เป็นท่า
และคงเป็นเพียงแค่เรื่องของเวลา ก่อนที่เขาจะกลับกลายเป็นบุคคลที่พวกหญิงสาวไม่กล้าแม้แต่จะตอแยด้วยอีกครั้ง
"ซาบซึ้งในน้ำใจนะ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปและต้องจัดการอย่างระมัดระวังที่สุด"
"หายนะของเธอนั้นน่าสะพรึงกลัว น่าสะพรึงกลัวจนถึงขีดสุด ฉันปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน้าใหม่อย่างนายไม่ได้หรอก"
"ปล่อยเขาไปเถอะ"
ในตอนนั้นเอง ร่างแยกอีกร่างหนึ่งของเซียนจีก็พลันปรากฏขึ้นภายในห้อง
"ไม่ล่ะ ฉันไม่วางใจ"
ดินน้ำลมไฟส่ายหน้าอย่างเย็นชา เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่เชื่อใจลำดับที่เก้าผู้เพิ่งมาถึงคนนี้
"นายไม่มีทางเลือกหรอก หันไปดูหลังบ้านของตัวเองสิ ผนึกบนผลไม้ที่นายรับผิดชอบอยู่มันเริ่มคลายตัวอีกแล้ว นายต้องกลับไปจัดการเดี๋ยวนี้"
ทอมเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาทั้งสองข้างทอแสงสีเขียวอมฟ้าจางๆ ทะลุทะลวงผ่านทุกสรรพสิ่ง มองออกไปไกลโพ้นข้ามลำต้นของพฤกษาขนาดยักษ์
เขามองเห็นหนึ่งในแปดผลไม้บนพฤกษาขนาดยักษ์กำลังสั่นไหวระริก ราวกับว่ามันพร้อมจะหลุดร่วงลงจากกิ่งก้านได้ทุกเมื่อ
"ชิ ดันมาเกิดเรื่องเอาตอนนี้เนี่ยนะ" สีหน้าของทอมมืดมนลงในทันที
"เซียนจี เธอไปแทนฉันไม่ได้งั้นเหรอ?"
"ไม่เอาด้วยหรอก ฉันกับอันไต้เยว่ค่อนข้างจะสนิทกันนะ จะให้ลงมือฆ่าเธอด้วยตัวเอง ฉันทำไม่ลงหรอก"
เซียนจีเบือนหน้าหนี เผยให้เห็นร่องรอยแห่งความเศร้าโศกบางเบา
"นายอยากให้ฉันไปจริงๆ เหรอ? เผลอๆ ฉันอาจจะช่วยเธอหนีด้วยซ้ำ"
"เฮ้อ ในบรรดาระดับ S ไม่มีใครพึ่งพาได้เลยสักคนหรือไง?"
ทอมอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมขมับอย่างอ่อนใจ
"อันที่จริง ถึงฉันจะทำใจลงมือได้ แต่ฉันก็ไปไม่ได้อยู่ดี ทางฝั่งฉันเองก็กำลังวุ่นวายสุดๆ เหมือนกัน แค่ใช้ร่างแยกเป็นแสนๆ ร่างคอยสะกดเอาไว้ก็เต็มกลืนแล้ว ไม่มีแรงเหลือพอจะไปช่วยนายหรอกนะ"
"แล้วอีกหกคนที่เหลือล่ะ?"
"คนนึงก็อู้ อีกสามคนก็ติดต่อไม่ได้ ส่วนอีกสองคนก็ต้องเฝ้าที่ของตัวเองจนปลีกตัวไม่ได้เหมือนกัน"
"...&...#%*¥%%¥"
ทอมถึงกับพูดไม่ออก เขาหันขวับไปมองอู๋หมิงแล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า
"ขอโทษที เมื่อกี้ฉันเสียมารยาทไปหน่อย ดูเหมือนว่านายจะเป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุดในหมู่พวกเราแล้วล่ะ"
ช่างแตกต่างจากระดับ S คนอื่นๆ ที่เอาแต่อู้งาน เขากลับเสนอตัวรับผิดชอบงานที่แสนจะยุ่งยากนี้ด้วยตัวเอง นี่มันจิตวิญญาณแบบไหนกัน? ช่างเป็นจิตวิญญาณแห่งการอุทิศตนที่ก้าวข้ามผลประโยชน์ส่วนตัว ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัวและทำเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง!
"น้องชาย อนาคตของมนุษยชาติขอฝากไว้ในมือนายแล้วนะ!"
"ทางบ้านฉันมีเรื่องด่วน ขอตัวก่อนล่ะ! จัดการเสร็จเมื่อไหร่จะรีบตามไปสมทบนะ"
สิ้นคำพูด ร่างของทอมก็แตกสลายกลายเป็นละอองหิ่งห้อย เปล่งประกายลอยละล่องออกไปสู่ภายนอกเขตพิเศษ
"แล้วเธอล่ะ เซียนจี? อยากจะไปดูด้วยกันไหม?"
"ไม่มีทางหรอกย่ะ ไอ้โรคจิตวิตถารที่ชอบทั้งหยุดเวลา หนวดปลาหมึก สะกดจิต ล้างสมอง พี่น้องสตรี แม่ลูก ถุงน่องดำ เมด มิโกะ..."
เซียนจีแค่นเสียงเย็นชา ร่างของเธอพลันเหี่ยวเฉาและสลายหายไปในพริบตา
ตอนนี้เธอจะกลับไปศึกษา "สื่อการเรียนรู้" ของอู๋หมิงต่อแล้ว
ในตอนแรก เธอเพียงแค่เข้าหามันด้วยทัศนคติที่ต้องการจะวิพากษ์วิจารณ์และเรียนรู้ แต่หลังจากนั่งดูไปได้สักพัก เธอกลับรู้สึกว่าโดจินชิและเกมพวกนี้มัน... น่าสนใจอย่างน่าประหลาด
ทำไมเซียนจีถึงรู้รสนิยมการเลือกโดจินชิของฉันได้ล่ะเนี่ย?
อู๋หมิงถึงกับเหงื่อตก
"ในเมื่อได้รับมอบหมายภารกิจมาแล้ว ฉันจะไปตามหาอันไต้เยว่ได้ยังไงล่ะ?"
อู๋หมิงลูบปลายคางพลางครุ่นคิด
ด้วยความที่ในตอนนี้เขายังไม่มีพลังพิเศษใดๆ เขาจึงไม่มีวิชาสำหรับใช้แกะรอยเลย
"ไม่มีทางเลือก คงต้องขอยืมพลังมาใช้สักหน่อยแล้วล่ะ"
อู๋หมิงนึกย้อนไปถึงอักขระเวทที่ดินน้ำลมไฟเคยวาดเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก่อนจะเริ่มร่ายมนตร์ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"สายลมเอย ส่วนขยายแห่งมวลอากาศทั้งปวง ที่ซึ่งไร้สิ่งใดอาจหลบลี้ซ่อนเร้น จงค้นหาร่องรอยของอันไต้เยว่มาให้ข้า!"
เมื่อสิ้นเสียงร่ายมนตร์ อักขระเวทที่ถูกวาดขึ้นก็เปล่งแสงสีเขียวอมฟ้า ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นลูกศรลอยล่องอยู่กลางอากาศ
นี่ไม่ใช่พลังพิเศษอะไรของเขา มันก็แค่เวทมนตร์ที่ทอมเป็นคนเผยแพร่ออกไป ซึ่งใครก็ตามที่ผ่านการฝึกฝนอย่างยาวนานก็มีสิทธิ์ที่จะใช้งานมันได้
"ทีนี้ก็แค่ตามทิศที่ลูกศรชี้ไป"
"สายลมจงสถิตเหนือร่างข้า!"
แสงสีฟ้าอมเขียวโอบล้อมรอบกายของอู๋หมิง ทำให้ร่างของเขาเบาหวิวขนาดยกตัวลอยขึ้นกลางอากาศได้ ก่อนจะกลายสภาพเป็นดั่งสายลมพัดตามลูกศรไป
เวทมนตร์เหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องอาศัยการอุทิศตนฝึกฝนพลังจิตและวิธีการร่ายมนตร์นานนับปีจึงจะมีโอกาสเชี่ยวชาญ แม้แต่ในหมู่ผู้ใต้บังคับบัญชาของดินน้ำลมไฟเองก็ยังมีเพียงน้อยนิดที่สามารถบรรลุได้
ทว่าอู๋หมิงมีประสบการณ์ที่เคยแอบลักจำมาจากวัฏจักรในรอบก่อน และพลังจิตของเขาก็อยู่ในระดับ S โดยธรรมชาติ ดังนั้นการใช้เคล็ดวิชาระดับสูงที่ยากเย็นเช่นนี้จึงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับสัญชาตญาณสำหรับเขา
【ทำลายล้างมนุษยชาติ... บดขยี้อารยธรรม...】
"ทะ... ทำลายล้างมนุษยชาติ... บดขยี้... อา... อารยธรรม..."
ภายในรอยแยกท่ามกลางรากไม้ที่พันกันยุ่งเหยิงด้านนอกพฤกษาขนาดยักษ์ เด็กสาวร่างเล็กที่กำลังเปล่งแสงสีแดงฉานจางๆ ออกมาทั่วร่าง กำลังแสดงสีหน้าเจ็บปวดทรมาน
แม้จะหยิบยืมพลังมาจากตัวเธอในอนาคตที่กลายร่างเป็นหายนะไปแล้ว เธอก็สามารถรักษามันเอาไว้ได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น หลังจากหลบหนีออกจากอาณาเขตของดินน้ำลมไฟมาได้ เธอก็เริ่มได้สติกลับคืนมาในไม่ช้า และพลังของเธอก็กำลังค่อยๆ เลือนหายไป
แต่ทว่าเสียงในใจที่ดังก้องด้วยน้ำเสียงของเธอเองนั้นกลับไม่เคยเลือนหาย มันบีบบังคับให้เธอต้องพร่ำเพ้อคำพูดเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาราวกับแผ่นเสียงตกร่อง แม้ว่าสติสัมปชัญญะของเธอจะกลับคืนมาแล้วก็ตาม
นานวันเข้า คำพูดเหล่านั้นก็เริ่มหล่อหลอมจนรู้สึกราวกับว่าเป็นความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจของเธอเอง
จิตใจที่เคยแจ่มใสของเธอเริ่มกลับมาพร่ามัวและสับสนอลหม่านอีกครั้ง
"อันไต้เยว่ เธออยู่แถวนี้หรือเปล่า?"
เสียงตะโกนของชายคนหนึ่งแว่วดังมาจากที่ไกลๆ
บ้าจริง นี่ฉันถูกระดับ S ค้นพบและตามตัวจนเจอแล้วงั้นเหรอ? หรือว่าชะตากรรมของฉันถูกลิขิตมาให้ต้องตายจริงๆ?
ด้วยห้วงความคิดสุดท้ายที่ขาดห้วง สติของเธอก็จมดิ่งลงสู่ความบ้าคลั่งสีเลือดอีกครั้ง
"อ๊ะ อยู่นี่เอง ไม่คิดเลยนะว่าจะมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่"
อู๋หมิงร่อนลงมาจากฟากฟ้า และมองเห็นเด็กสาวเบื้องหน้าที่กำลังก้มหน้านิ่ง ทั่วทั้งร่างของเธออาบไล้ไปด้วยแสงสีแดงฉาน
"แสงนี่มันแยงตาชะมัด ช่วยหรี่ลงหน่อยไม่ได้เหรอ? หืม?"
ทันทีที่เขากล่าวจบ แม้อาจจะเป็นเพียงแค่ความรู้สึกไปเอง แต่อู๋หมิงก็สัมผัสได้ว่าความสว่างของแสงสีแดงนั้นลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด
【ทำลายล้างมนุษยชาติ... บดขยี้อารยธรรม...】
อู๋หมิงกำลังจะเอ่ยปากพูดกับอันไต้เยว่ ทว่าจู่ๆ เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูล่องลอยก็ดังสะท้อนก้องขึ้นในหูของเขา
"มนุษยชาติไปมีความแค้นอะไรกับเธอนักหนา? ทำไมถึงต้องไปทำลายล้างพวกเขากัน? มาตกลงกันหน่อยดีไหม คิดซะว่าฉันเป็นผู้ใช้พลัง 《ผลไว้หน้า》 แล้วเห็นแก่หน้าฉันสักครั้ง—วันนี้เรายังไม่ล้างโลกกันได้ไหม?"
อู๋หมิงพูดติดตลกกึ่งประชดประชันขณะกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาที่มาของเสียง
【ก็ได้... ถ้างั้นวันนี้ยังไม่ทำลายก็แล้วกัน...】