- หน้าแรก
- เข้าร่วมกองทัพขณะตั้งครรภ์โดยได้รับพร ตัวละครหญิงสมทบที่เกิดใหม่กลายเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน
- บทที่ 19 หล่อนช่างงดงามเหลือเกิน
บทที่ 19 หล่อนช่างงดงามเหลือเกิน
บทที่ 19 หล่อนช่างงดงามเหลือเกิน
บทที่ 19 หล่อนช่างงดงามเหลือเกิน
อาหารที่สหายหลี่นำกลับมาให้รสชาติดีเกินคาด และถูกปากจี้เยี่ยนซูเป็นอย่างมาก ปลาน้ำแดงส่งกลิ่นหอมกรุ่น แผ่นข้าวโพดทอดก็นุ่มละมุนมีกลิ่นอายเฉพาะตัว ทั้งหอมทั้งนุ่มจนจี้เยี่ยนซูติดใจยิ่งนัก นานครั้งจะได้ทานของร้อนๆ แบบนี้ หล่อนจึงทานจนหมดเกลี้ยง
เมื่อจี้เยี่ยนซูเดินออกมาหมายจะล้างกล่องข้าว สหายหลี่ที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็รีบออกมาดู
"สหายจี้ ผมล้างให้เองครับ"
ไม่รอให้จี้เยี่ยนซูได้ปฏิเสธ สหายหลี่ก็ "ฉก" กล่องข้าวไปจากมือแล้วรีบตรงไปยังห้องน้ำราวกับพายุพัด เพียงไม่กี่นาทีเขาก็กลับมาพร้อมกับกล่องข้าวที่สะอาดเอี่ยมอ่อง
จี้เยี่ยนซูไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี "ฉันก็มีมือมีเท้าครบถ้วน เรื่องแค่นี้ทำเองได้ค่ะ"
สหายหลี่หัวเราะร่วน "สหายจี้เพิ่งมาถึง อาจจะยังไม่ชินกับสภาพความเป็นอยู่ที่นี่น่ะครับ"
จี้เยี่ยนซูรู้สึกเอ็นดูท่าทางของเขา จึงหยิบลูกอมกำมือหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเดินทางแล้วยื่นให้สหายหลี่
"นี่ค่ะ ฉันให้"
สหายหลี่พยายามปฏิเสธตามสัญชาตญาณ แต่จี้เยี่ยนซูกลับยัดลูกอมใส่มือเขาเสียก่อน
"ไว้เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ"
สหายหลี่ยังคงยืนอึ้ง พลางทวนคำเบาๆ "ครับ ไว้เจอกันพรุ่งนี้"
เมื่อประตูห้องปิดลง สหายหลี่ถึงเพิ่งจะได้สติ นี่เขารับลูกอมจากสหายจี้มาได้อย่างไรกัน! แต่เพราะไม่อยากรบกวนการพักผ่อนของหล่อน เขาจึงได้แต่เก็บลูกอมใส่กระเป๋าเสื้อไว้ ในใจก็นึกย้ำกับตัวเองว่าสหายจี้เป็นคนดีจริงๆ
เขาคิดว่าคำชมของผู้บัญชาการกองพลจี้นั้นยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ ท่านบอกเพียงว่าสหายจี้นั้นสวยงาม มีความรู้ และอดทนต่องานหนักได้ดี แต่ท่านกลับลืมบอกไปว่าสหายจี้นั้นกิริยามารยาทเรียบร้อย รู้จักวางตัว และเป็นสหายหญิงที่มีการศึกษาดีเยี่ยม
ความงามภายในนั้นสำคัญกว่าภายนอก และสหายจี้ก็ช่างงดงามหมดจดทั้งรูปกายและจิตใจจริงๆ สหายหญิงที่แสนวิเศษเช่นนี้ หากเดินทางไปถึงเกาะเมื่อไหร่ แถวของชายหนุ่มที่รอคอยการดูตัวกับหล่อนคงยาวเหยียดวนรอบเกาะได้หลายรอบเป็นแน่!
การเดินทางด้วยรถไฟนั้นช่างเหนื่อยล้า จี้เยี่ยนซูจึงล้มตัวลงนอนตั้งแต่หัวค่ำ หล่อนนอนเร็วและตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากล้างหน้าทาครีมบำรุงผิวเสร็จแล้ว ก็เริ่มลงมือจัดแต่งทรงผม
หล่อนมีใบหน้ารูปไข่ที่รับกับโครงหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ไร้ที่ติ ผมของหล่อนจะเกล้าขึ้นหรือปล่อยสลวยก็ดูดีไปเสียหมด เส้นผมที่เพิ่งสระไปเมื่อวานทั้งสะอาดและนุ่มลื่นจนจี้เยี่ยนซูไม่อยากจะรวบเก็บ แต่เพราะเกรงว่าลมทะเลที่กรรโชกแรงจะทำให้ผมยุ่งเหยิง หล่อนจึงเลือกเกล้าผมครึ่งศีรษะแบบง่ายๆ ผมที่หนานุ่มและเงางามทำให้แม้แต่ทรงผมเรียบง่ายเช่นนี้ก็ดูงดงามจับตา
เมื่อสหายหลี่ได้เห็นจี้เยี่ยนซูอีกครั้ง เขาก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าเจียงอวิ๋นเซินนั้นดูจะไม่คู่ควรกับหล่อนเสียเลย แม้เจียงอวิ๋นเซินจะมาจากปักกิ่ง มีฐานะทางบ้านที่ดีและมีความสามารถ แต่เขากลับเป็นคนเย็นชาเกินไป สหายจี้ที่งดงามเช่นนี้ควรจะได้พบกับชายหนุ่มที่รู้จักทะนุถนอมหล่อน ส่วนเจียงอวิ๋นเซินที่ดูเหมือนท่อนไม้หัวรั้นเช่นนั้น จะไปคาดหวังให้เขารู้จักเอาอกเอาใจภรรยาได้อย่างไรกัน สหายหลี่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
"สหายจี้ พวกเราออกเดินทางกันเถอะครับ"
"ตกลงค่ะ"
นี่เป็นครั้งแรกที่จี้เยี่ยนซูได้เห็นทะเล หล่อนจึงรู้สึกตื่นเต้นและคิดว่ามันช่างงดงามเหลือเกิน หากได้ล่องเรือออกไปทัศนียภาพคงจะยิ่งตราตรึงใจกว่านี้แน่ หล่อนยังแอบคิดไปถึงการเก็บเปลือกหอยสวยๆ บนเกาะกลับไปฝากคนทางบ้านอีกด้วย
ทว่าหลังจากขึ้นเรือไปได้ไม่นาน จี้เยี่ยนซูก็เริ่มเปลี่ยนความคิด
มันสวยงามก็จริงอยู่ แต่ท่ามกลางท้องทะเลที่มองไปทางไหนก็ไม่เห็นหมู่บ้านหรือร้านรวง มีเพียงเรือลำเดียวที่ล่องลอยอยู่กลางน้ำ คอยโยกคลอนไปตามแรงคลื่น เรือลำนี้ช่างดูเล็กจ้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ทำให้หล่อนรู้สึกไม่มั่นคงเอาเสียเลย ยิ่งมองก็ยิ่งหวาดกลัว สุดท้ายหล่อนจึงทำได้เพียงนั่งหลับตานิ่งๆ เพื่อพักผ่อน
สหายหลี่สังเกตเห็นอาการหวาดกลัวของหล่อนจึงกล่าวปลอบ "ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวคุณก็ชินเอง"
จี้เยี่ยนซู "..."
ปกติหล่อนก็มักจะเมารถอยู่แล้ว และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นอาการเมาเรือจนได้ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่จนกระทั่งได้ยินเสียงสหายหลี่เอ่ยขึ้น
"สหายจี้ พวกเราถึงแล้วครับ"
จี้เยี่ยนซูแทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ หากต้องล่องลอยอยู่กลางทะเลนานกว่านี้อีกสักนิด หล่อนคงได้อาเจียนออกมาจริงๆ และนั่นคงจะเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่สุด
สหายหลี่หิ้วสัมภาระด้วยมือทั้งสองข้าง "สหายจี้ นั่งพักตรงนี้สักครู่นะครับ เดี๋ยวผมเอาของไปวางแล้วจะกลับมารับ"
แม้จี้เยี่ยนซูจะเมาเรือ แต่ก็ยังพอเดินไหว เมื่อสหายหลี่เดินจากไป หล่อนก็ลุกขึ้นยืนแล้วค่อยๆ ขยับตัวไปพลางมือก็เกาะราวเรือไว้แน่น หญิงชราคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะมาเยี่ยมญาติ สะพายย่ามใบใหญ่ไว้บนบ่าและยังมีถุงอีกสองใบในมือ หล่อนตะโกนเรียกคนที่อยู่บนฝั่งพลางเร่งฝีเท้าพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างไม่ระมัดระวัง
จี้เยี่ยนซูถูกชนเข้าอย่างจังจนรู้สึกหน้ามืดตาลาย ร่างกายโอนเอนเสียหลักไปด้านข้างอย่างควบคุมไม่ได้
"ระวัง"
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและเย็นชา ปราศจากความรู้สึกใดเจือปน มีใครบางคนคว้าหม่อมแขนของหล่อนไว้ได้ทัน ลมทะเลพัดพาเส้นผมยาวสลวยของจี้เยี่ยนซูให้ปลิวไปปะทะกับแผงอกของชายหนุ่ม เส้นผมบางส่วนลอยขึ้นไปสัมผัสกับปลายคางที่ดูแข็งแกร่งของเขาอย่างแผ่วเบาแล้วเลือนหายไปโดยไร้ร่องรอย
จี้เยี่ยนซูอาศัยจังหวะนั้นคว้าเกาะราวเรือไว้ให้มั่นก่อนจะหันไปมองเพื่อขอบพระคุณ แต่ชายหนุ่มที่เข้ามาช่วยเหลือนั้นเดินจากไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ดูสูงสง่า เขาเพียงแค่เดินผ่านมาชู่วยเหลือตามสัญชาตญาณโดยไม่ได้ใส่ใจอะไร จี้เยี่ยนซูอ้าปากค้าง คำขอบคุณที่เตรียมไว้จึงไม่มีโอกาสได้เอ่ยออกไป
"นั่นน้องห้านี่นา!"
จี้เซี่ยงตงและเว่ยเสวี่ยอิงที่ยืนรออยู่บนฝั่งเมื่อเห็นหล่อนเข้า ทั้งคู่ก็โบกมือให้พร้อมกัน จี้เซี่ยงตงหัวเราะร่าอย่างมีความสุขพลางก้าวเท้าตรงเข้าไปเพื่อรอรับน้องสาวลงจากเรือ
บริเวณท่าเทียบเรือมีผู้คนพลุกพล่าน เหอหยวนก็อยู่ที่นั่นด้วย ทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็นว่าน้องสาวของผู้บัญชาการกองพลจี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
แล้วพวกเขาก็ได้เห็นจี้เยี่ยนซู
เหอหยวนพึมพำ "นั่นไม่น่าใช่น้องสาวของผู้บัญชาการกองพลจี้หรอกมั้ง?"
ใครคนหนึ่งเสริมขึ้น "คงไม่ใช่หรอก ผู้บัญชาการกองพลจี้ผิวเข้มออกขนาดนั้น... ถึงท่านจะมีคิ้วหนาตาโต แต่ก็ดูไม่ค่อยเหมือนสหายหญิงคนนั้นเท่าไหร่เลย"
"ถ้าแม่นางคนนั้นคือน้องสาวของผู้บัญชาการจี้จริงๆ กลับไปข้าจะยอมเดินด้วยหัวให้ดู!"
"งดงามจริงๆ ไม่รู้ว่าเป็นญาติบ้านไหนกันแน่ สวยกว่าดาวเด่นในกองดุริยางค์ทหารเสียอีก ดูราวกับนางฟ้าจำแลงมาทีเดียว"
"ข้าไม่เคยเห็นสหายหญิงคนไหนสวยขนาดนี้มาก่อนเลย!"
เหอหยวนตบไหล่เจียงอวิ๋นเซิน "เมื่อกี้แกได้คุยกับหล่อนไหม? เป็นญาติใครกัน พอจะรู้ข่าวบ้างหรือเปล่า?"
เจียงอวิ๋นเซินรู้สึกงุนงง "ฉันไปคุยกับหล่อนตอนไหน?"
"อย่ามาทำไขสือ ฉันเห็นนะว่าแกคว้าแขนหล่อนไว้น่ะ!"
เจียงอวิ๋นเซินรู้สึกคันยิบๆ ที่คางและหน้าอกอย่างประหลาด ราวกับมีมดตัวเล็กๆ ไต่ระคายผิว มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง เขาปรือตาขึ้นแล้วเบนสายตาคมกริบไปยังหญิงสาวที่เป็นจุดสนใจของทุกคนในขณะนี้
ลมทะเลยังคงพัดมาไม่ขาดสาย กระโปรงของหล่อนปลิวไสวไปตามแรงลม พร้อมกับเส้นผมยาวที่พริ้วไหว ใบหน้าขาวนวลขนาดเล็กปรากฏแก่สายตาทุกคน นักบินนั้นมีสายตาที่เฉียบคม เจียงอวิ๋นเซินจึงมองเห็นคิ้วที่ขมวดมุ่นเล็กน้อยและสีหน้าที่ดูซีดเซียวของหล่อนได้อย่างชัดเจน หล่อนคงจะเมาเรือ ท่าทางที่ดูอ่อนล้านั้นกลับแฝงไปด้วยความน่าเอ็นดูที่ชวนให้รู้สึกอยากปกป้อง
"ไอ้หยา นั่นฉันตาฝาดไปหรือเปล่า? ผู้บัญชาการกองพลจี้เข้าไปประคองหล่อนลงเรือด้วยตัวเองเลยนะ!"
เสียงอุทานของเหอหยวนดังกรอกหู คนอื่นๆ ต่างก็สูดหายใจด้วยความตกตะลึง
"สรุปว่า สหายหญิงที่สวยเหมือนนางฟ้าคนนี้คือน้องสาวของผู้บัญชาการจี้จริงๆ หรือนี่?"
"ไหนใครบอกว่าหล่อนตัวสูงใหญ่กำยำ ผิวเข้มแข็งแรงยังไงล่ะ?"
"ใครมันช่างปล่อยข่าวลือแบบนั้นวะ? ตอนนี้ฉันยังจะลงชื่อขอสมัครดูตัวกับหล่อนทันไหมเนี่ย?"
เหอหยวนตบไหล่เจียงอวิ๋นเซินแรงๆ สองทีด้วยความตื่นเต้น "นั่นไงสหายจี้! ขอบใจแกมากนะที่ช่วยลงชื่อดูตัวให้ฉัน!"
เจียงอวิ๋นเซินขมวดคิ้วพลางปัดมือเหอหยวนออกไป
"เพ้อเจ้อ"
เขาไม่ได้ลงชื่ออะไรทั้งนั้น เขาใช้มือตบเบาๆ ที่หน้าอกเพื่อขับไล่ความรู้สึกแปลกๆ นั้นออกไป ก่อนจะหมุนตัวเดินจากมา
เหอหยวนยังไม่อยากไปตอนนี้ แต่การจ้องมองสหายหญิงเช่นนั้นก็ดูเสียมารยาทเกินไป เขาจึงได้แต่เดินตามเจียงอวิ๋นเซินไปติดๆ
"หล่อนสวยมากจริงๆ นะ! หน้าก็นิดเดียวแต่ตากลับโตคมสวย จมูกปากก็นิดเดียวน่ารักไปหมด—ทำไมองค์ประกอบพวกนี้ถึงได้ดูลงตัวขนาดนี้นะ! เมื่อเทียบกับหล่อนแล้ว พวกเราดูเหมือนพวกคนป่าเถื่อนไปเลยว่ะ!"
มุมปากของเจียงอวิ๋นเซินกระตุกเบาๆ
"ไร้สาระ"
เหอหยวนคะยั้นคะยอ "เร็วเข้า บอกมาหน่อย เมื่อกี้แกพูดอะไรกับหล่อน?"
เจียงอวิ๋นเซินตอบสั้นๆ "ไม่ใช่เรื่องของแก"
เหอหยวน "..."