- หน้าแรก
- หลังละทิ้งความเป็นมนุษย์ ผมได้ก่อตั้งเผ่าพันธุ์ปีศาจในต่างโลก
- บทที่ 19 : ของเหลวสีเหลืองอ่อน
บทที่ 19 : ของเหลวสีเหลืองอ่อน
บทที่ 19 : ของเหลวสีเหลืองอ่อน
บทที่ 19 : ของเหลวสีเหลืองอ่อน
เฟิ่งซือหานเดินนวยนาดส่ายบั้นเอวไปตามริมฝั่งแม่น้ำในหุบเขาที่ขรุขระ
เป็นไปตามที่เขาเคยเกริ่นไว้คราวก่อน
ในขณะที่ช่วยเม่ยถอนพิษ เขาได้สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ดังนั้นในตอนนี้ เขาจึงวางแผนที่จะมาตรวจสอบบริเวณริมน้ำ
เพื่อดูว่าจะสามารถหาสาเหตุของการถูกพิษได้หรือไม่
อย่างไรเสีย ถึงแม้เขาจะไม่ใช่หัวหน้าเผ่า
แต่เขาก็ยังครองตำแหน่ง มหาปราชญ์ ซึ่งมีฐานะเหนือกว่าหัวหน้าเผ่าอยู่ดี
หากมีคนอื่นถูกพิษอีก เขาก็ยังต้องเป็นคนลงแรงรักษาอยู่ดี
นี่ไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว
แทนที่จะทำเช่นนั้น สู้ตามหาต้นตอของพิษให้พบจะดีกว่า อย่างน้อยมันจะได้จบเรื่องไปเสียทีเดียว
ถึงตอนนี้ เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปอีกหนึ่งวันนับตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา
เมื่อเขาลืมตาตื่นเมื่อวานนี้ เขาได้ยินมาว่ากงก้งและคนอื่นๆ ต้องการหาสถานที่อยู่อาศัยที่ใหญ่กว่าเดิม เขาจึงไปร่วมรับฟังด้วย
ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีเพียงพวกถ้ำ โพรงไม้ และอะไรทำนองนั้น
แต่ไม่มีข้อยกเว้นเลย สถานที่เหล่านั้นล้วนคับแคบเกินไป
ต่อให้สามารถรองรับผู้คนในตอนนี้ได้ แต่ในอนาคตย่อมไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการขยายตัว
เขาวางตัวราวกับว่า การขยายเผ่าเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้นเฟิ่งซือหานจึงบอกให้พวกเขานำคนออกไปสำรวจรอบๆ ให้มากขึ้นในวันนี้ ส่วนตัวเขาก็เริ่มออกสืบสวนเรื่องอสรพิษร้าย
แม้จะยังไม่พบเบาะแสใดๆ แต่เฟิ่งซือหานก็อยู่ในอารมณ์ที่เบิกบานยิ่งนัก
เหตุผลจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากว่า เขาได้ทดสอบทักษะพรสวรรค์ของตนเองเมื่อคืนนี้
พับผ่าสิ เขาเสนอสลักอักษรได้ถึงแปดตัวในคราวเดียว
นั่นหมายความว่าเขาสามารถเขียนอักษรได้ถึงสี่ตัวต่อวัน
เมื่อเทียบกับระดับหนึ่งแล้ว ระดับสองนี้เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว!
ดังนั้น ด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม เฟิ่งซือหานจึงมุ่งหน้าออกมาหาเบาะแสเกี่ยวกับอสรพิษร้ายในวันนี้
อย่างไรเสีย ในตอนนี้เขาก็เรียกได้ว่า ลำพอง ได้เต็มปาก
ด้วยทักษะพรสวรรค์ที่คอยปกป้องเขา เขาเชื่อว่าเขาสามารถสยบสัตว์ร้ายหรือปีศาจชนิดใดก็ได้
"ท่านปราชญ์ขอรับ พวกเรากำลังตามหาสิ่งใดกันหรือ?"
เม่ยและจางซานที่เดินตามหลังมาต่างมองไปที่เฟิ่งซือหาน
ตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งสองเดินตามเฟิ่งซือหานที่เดินทอดน่องไปตามริมน้ำอย่างไร้จุดหมาย และพวกเขาก็ไม่รู้เลยว่าทำไปเพื่ออะไร
จางซานจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา
พูดตามตรง เฟิ่งซือหานไม่คุ้นชินกับการที่ผู้คนพากันเรียกว่า มหาปราชญ์ มหาปราชญ์ เลยสักนิด
หลังจากที่เขายืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าพวกนี้จึงยอมประนีประนอมด้วยการใช้คำเรียกว่า ท่านปราชญ์ แทน
แม้หากเทียบกันแล้ว เฟิ่งซือหานจะชอบให้เรียกขานแบบเป็นกันเองมากกว่า
แต่เหล่าอมนุษย์ต่างพากันคัดค้านอย่างหนัก
สุดท้ายเฟิ่งซือหานจึงทำได้เพียงปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของพวกเขา
อย่างไรเสีย จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้วางตัวเองไว้ในตำแหน่ง มหาปราชญ์ ในตำนานที่สามารถช่วยผู้คนให้พ้นจากความทุกข์ยากอะไรนั่น
สำหรับเขา การที่สามารถปกป้องพื้นที่แห่งหนึ่งให้ปลอดภัยได้ก็นับเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่แล้ว
จะให้ช่วยอมนุษย์ทั้งหมดเป็นร้อยๆ เผ่าพันธุ์น่ะหรือ?
กล่าวตามตรง ต่อให้เขายึดสิ่งนั้นเป็นเป้าหมายในชีวิต เขาก็อาจจะทำไม่สำเร็จจนกว่าจะตายเสียก่อน
"ก็ตามหาตัวการที่ทำให้เสี่ยวเม่ยถูกพิษคราวก่อนน่ะสิ"
เฟิ่งซือหานกล่าวออกมาอย่างไม่ใส่ใจ แต่นั่นกลับทำให้ทั้งสองคนเปลี่ยนสีหน้าไปในทันที
เพราะในความเข้าใจของพวกเขา คำสาปแห่งความตาย นี้ช่างน่าสยดสยองนัก
หาก โรคอ่อนแรง เพียงแค่ทำให้คนสูญเสียเรี่ยวแรงไปกะทันหัน
ถ้าอย่างนั้นคำสาปนี้ก็คือสิ่งที่สามารถพรากชีวิตคนได้เลยทีเดียว
ความแตกต่างนั้นช่างมหาศาลนัก จนไม่อาจนำมาเปรียบเปรยกันได้เลย
"เอ่อ... ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบของบางอย่างมาขอรับ..."
"ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเจ้าต้องการสิ่งใด เดี๋ยวข้าจะรังสรรค์มันขึ้นมาให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย"
เมื่อเห็นว่าจางซานคิดจะชิ่งหนีจากที่นี่ เฟิ่งซือหานก็แสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ทันทีพลางพาดแขนไปบนคอของเขา
"ฮะๆ..."
เมื่อมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิ่งซือหาน จางซานก็ได้แต่ฝืนยิ้มแห้งๆ อย่างสุภาพออกมาตามสัญชาตญาณ
ในมุมมองของเฟิ่งซือหาน นี่ไม่ใช่ คำสาป เลยสักนิด
เพราะผลลัพธ์ที่ระบุโดย อักษรพินิจ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นพิษร้ายแรงจากอสรพิษ
แต่ปัญหาก็คือ บนร่างกายของเม่ยไม่มีร่องรอยของการถูกงูกัดเลย
หากคนอื่นๆ ที่ ถูกคำสาป ก็ไม่มีรอยแผลเช่นกัน นั่นย่อมหมายความว่ามีวิธีอื่นอีกมากมายที่จะทำให้ถูกพิษในโลกใบนี้
อย่างไรเสีย โลกใบนี้ก็มี สัตว์อสูร ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่ปฏิเสธสามัญสำนึกอยู่ด้วย
ดังนั้นแม้เฟิ่งซือหานจะมีความมั่นใจ แต่เขาก็ไม่ได้ลำพองจนประมาทเลินเล่อ
เขาพาเม่ยและจางซานมาด้วยเพื่อความปลอดภัย
เม่ยเคยถูกพิษมาแล้วครั้งหนึ่ง อย่างน้อยนางก็น่าจะมีภูมิต้านทานอยู่ในร่างกายบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะคนเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตหลังจากถูกพิษ
ข้อมูลของนางย่อมมีค่าอย่างยิ่ง
ส่วนจางซานนั้น เป็นเพราะเขาวิ่งได้เร็วพอ
ไม่ว่าจะใช้ไปสอดแนมหรือกลับไปส่งข่าว เขาก็ถือเป็นระดับแนวหน้า
"หือ! นี่มันอะไรกัน?"
ในขณะที่เฟิ่งซือหานกำลังลากจางซานเดินตามมา จางซานก็โพล่งขึ้นมาทันที
"เจ้าสมุน คิดจะเปลี่ยนเรื่องงั้นหรือ?"
เฟิ่งซือหานมองเขาด้วยรอยยิ้มกึ่งบึ้งกึ่งบาน
"เปล่านะขอรับท่านปราชญ์ ดูนี่ด้วยตาตัวเองเถิด"
กล่าวพลางจางซานก็ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
เฟิ่งซือหานหันไปมอง มันคือดงวัชพืชริมตลิ่งแม่น้ำ
ทว่ามันเห็นได้ชัดว่ามีร่องรอยของบางสิ่งที่พยายามกดทับมันอย่างรุนแรง
และข้างๆ วัชพืชเหล่านั้น มีแอ่งน้ำเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยของเหลวสีเหลืองอ่อน
ทั้งสามคนเดินเข้าไปใกล้และก้มลงตรวจสอบดู
"หืม? ข้าคิดว่าข้าเคยเห็นของเหลวนี่มาก่อนค่ะ"
เม่ยกล่าว
"ก่อนที่เจ้าจะถูกพิษหรือเปล่า?"
เฟิ่งซือหานถามพลางจ้องมองไปที่เม่ย
"ใช่ค่ะ ตอนที่ข้ากำลังเก็บผลเบอร์รี่ริมน้ำ ตอนนั้นมันติดอยู่ที่ต้นไม้ ข้าไม่ได้สนใจมันเลย ก็เลยโดนมันเข้าเล็กน้อยค่ะ"
เมื่อนึกถึงประสบการณ์การถูกพิษ เม่ยก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
หากเป็นไปได้ นางไม่ต้องการที่จะเผชิญกับประสบการณ์นั้นอีกเลยตลอดชีวิต
"เจ้าสมุน แล้วเจ้าล่ะ ได้กลิ่นอะไรที่ผิดปกติบ้างไหม?"
ในฐานะมนุษย์หัวสุนัข จมูกของเขาย่อมเฉียบคมกว่าสัตว์หลายชนิด
"ขอรับ มีกลิ่นจางๆ อยู่ หากพวกเราสะกดรอยตามกลิ่นนี้ไป ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรขอรับ"
จางซานในยามนี้ไม่มีท่าทางของ สมุนเบ๊ อีกต่อไป
เขาวิเคราะห์ด้วยสีหน้าที่จริงจังอย่างยิ่ง
"ถ้าอย่างนั้น เรามาทดสอบกันก่อนดีกว่าว่าเจ้านี่คือตัวการจริงหรือไม่"
เฟิ่งซือหานกล่าวพลางหันไปมองจางซาน
"ใช่ขอรับ ข้าก็คิดว่ายืนยันให้แน่ชัดก่อนจะดีกว่า... เดี๋ยวสิ! ท่านปราชญ์ แววตาแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกันขอรับ!?"
จางซานที่กำลังวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ถึงกับต้องกระโดดถอยหลังหนีเมื่อเห็นสายตาที่มีเลศนัยที่เฟิ่งซือหานส่งมาให้
นี่คือจุดที่ความสามารถในการกระโดดอันทรงพลังของมนุษย์หัวสุนัขแสดงออกมา เพียงแค่การกระโดดครั้งเดียว จางซานก็ทิ้งระยะห่างจากเฟิ่งซือหานและเม่ยไปอย่างน้อยห้าเมตร
"เฮ้ๆ มันช่วยไม่ได้นี่นา เม่ยเคยถูกพิษมาแล้วครั้งหนึ่ง มันอาจจะไม่มีผลกับนาง ส่วนข้าเป็นคนเดียวที่ช่วยคนได้ ข้าจะไปถูกพิษด้วยอีกคนไม่ได้หรอก"
เฟิ่งซือหานกล่าวด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะมีเหตุผลรองรับอย่างเต็มที่
เขาไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อยที่จะใช้คนอื่นเป็นตัวทดลอง
"นี่มัน..."
เมื่อได้ยินคำพูดของเฟิ่งซือหาน จางซานก็อดไม่ได้ที่จะอึ้งไป
มันช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะคำพูดนั้นช่างดูมีเหตุผลเหลือเกิน จนชั่วขณะหนึ่งเขาหาข้อโต้แย้งไม่ได้เลยสักนิด
"เจ้าคงไม่อยากจะลองชิมรสชาติของ อสนี ดูใช่ไหม?"
เฟิ่งซือหานหยิบซีกไม้ไผ่ที่สลักอักษรอสนีออกมาจากกล่องเก็บของ แล้วมองจางซานด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"เอ่อ..."
ภายใต้ การโน้มน้าว ของเฟิ่งซือหาน ในที่สุดจางซานก็ยอมจำนน
เขากลายเป็นตัวทดลองอย่างว่างง่าย
ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ภายในเวลาไม่ถึงนาทีหลังจากสัมผัสกับของเหลวนั้น เขาก็ถูกพิษและล้มฟุบลง
อาการเริ่มแรกคือมีน้ำลายฟูมปาก ตามมาด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ
"อืม รสชาตินี้แหละที่ถูกต้อง"
หลังจากเห็นสีหน้าของจางซานเปลี่ยนไป เฟิ่งซือหานจึงมั่นใจว่าพิษนี้เป็นชนิดเดียวกับที่เม่ยได้รับ
เขาจึงหยิบซีกไม้ไผ่อักษรพินิจออกมา
พิษอสรพิษ : พิษร้ายแรง ตราบเท่าที่สัมผัสถูกผิวหนัง เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะปลิดชีพช้างได้ มันคือของเหลวในร่างกายที่ถูกขับออกมาจากงูยักษ์เมลิซานเด... ของเหลวในร่างกายงั้นรึ?
เจ้าเรียกไอ้พิษร้ายแรงที่โดนแค่ตัวก็เตรียมไป สู่สุขคติ ได้ทันทีนี่ว่า ของเหลวในร่างกาย งั้นรึ?
ไอ้งูยักษ์ตัวนี้มันจะมีพิษร้ายกาจขนาดไหนกันเชียว แค่ของเหลวในร่างกายของมันยังทรงพลังถึงเพียงนี้!