- หน้าแรก
- หลังละทิ้งความเป็นมนุษย์ ผมได้ก่อตั้งเผ่าพันธุ์ปีศาจในต่างโลก
- บทที่ 16 : เจ้ากำลังทำให้ข้าลำบากใจนะไฉ่หู่
บทที่ 16 : เจ้ากำลังทำให้ข้าลำบากใจนะไฉ่หู่
บทที่ 16 : เจ้ากำลังทำให้ข้าลำบากใจนะไฉ่หู่
บทที่ 16 : เจ้ากำลังทำให้ข้าลำบากใจนะไฉ่หู่
ภายในเผ่าขุนเขาเนื้อ
เฟิ่งซือหานและพรรคพวกได้เดินทางกลับมาจากเขตแดนของเผ่าดอกทานตะวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในฐานะจอมมารที่มีกล่องเก็บของ หลังจากที่เขาใช้ อักษรอสนี เขาก็ได้เก็บรวบรวมเกลือกุหลาบทั้งหมดที่แตกกระเด็นออกมาจากการถูกสายฟ้าฟาดเข้าไว้ในกล่องเก็บของจนหมดสิ้น
แม้ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจะใหญ่โตพอที่จะดึงดูดให้ผู้อาวุโสอินและกงก้งวิ่งโร่มาดู แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าน่าพึงพอใจยิ่ง
ผู้อาวุโสอินไม่มีทางจินตนาการออกเลยว่า สิ่งที่เฟิ่งซือหานอ้างว่ากำลังตามหานั้น แท้จริงแล้วคือเหล่าก้อนหินที่สวยงามแต่ไร้ประโยชน์พวกนี้
แน่นอนว่าเฟิ่งซือหานไม่ได้นึกดูแคลนพวกเขาในเรื่องนี้
เพราะย้อนกลับไปตอนที่เขาพบข้าวป่า อมนุษย์บางตนก็เคยตั้งคำถามเช่นกันว่าสิ่งที่ดูเหมือน หญ้า พรรค์นั้นจะกินเข้าไปได้อย่างไร
หลังจากกลับมาถึง
เฟิ่งซือหานก็สั่งให้คนเริ่มก่อไฟทันที จากนั้นเขาก็นำไหดินเผาที่ใช้สำหรับเก็บอาหารออกมา ละลายเศษเกลือกุหลาบชิ้นเล็กลงในน้ำพุ และเริ่มกระบวนการสกัดบริสุทธิ์
เนื่องจากเกลือกุหลาบมีแร่ธาตุเจือปนอยู่มาก เช่น เหล็กและแคลเซียม หากผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสารไอโอดีนเสริมกินเข้าไป ก็อาจเสี่ยงต่อภาวะขาดสารไอโอดีนได้
ดังนั้น เฟิ่งซือหานจึงค้นหาวิธีการสกัดและกรองจากระบบค้นหาในมือถือ
แม้เหล่าอมนุษย์โดยรอบจะไม่รู้ว่าเฟิ่งซือหานกำลังทำสิ่งใดอยู่ แต่ก็ไม่มีใครปริปากถาม
พวกเขาเพียงแค่เฝ้าดูเขาทำงานอย่างเงียบเชียบ สังเกตทุกรายละเอียดอย่างตั้งใจ
หลังจากรอจนมีผลึกสีขาวจำนวนมากปรากฏขึ้นในไหดินเผา เฟิ่งซือหานก็ยกไหออกมาวางพักไว้เพื่อให้มันเย็นตัวลง
ถัดมา เขาขูดเอาผลึกสีขาวทั้งหมดออกมาแล้วนำไปละลายในน้ำพุอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็สร้างอุปกรณ์กรองอย่างง่ายที่บรรจุด้วยถ่านไม้ และเริ่มทำการกรองน้ำเกลือ
เมื่อกรองเสร็จสิ้น เขาก็นำน้ำเกลือที่ได้ไปต้มให้ร้อนอีกครั้ง ผลึกสีขาวที่ได้รับในคราวนี้จึงจะเป็นเกลือที่สามารถกินได้อย่างปลอดภัย
"พวกเจ้าจำขั้นตอนได้หรือไม่?"
หลังจากจัดการทุกอย่างจนเสร็จสิ้น และได้เกลือบริสุทธิ์ที่ อักษรพินิจ ระบุว่าไร้พิษภัยมาแล้ว เฟิ่งซือหานจึงเอ่ยถามเหล่าอมนุษย์ที่เฝ้ามองเขาอยู่ตลอดเวลา
เขาไม่มีแก่ใจจะถามด้วยซ้ำว่า เข้าใจไหม แต่เลือกที่จะถามว่า จำได้ไหม แทน
สาเหตุหลักเป็นเพราะเรื่องอย่างการกรองน้ำ ต่อให้เขาอธิบายทฤษฎีไป พวกนี้ก็อาจจะจำไม่ได้อยู่ดี
ในกรณีนี้ เน้นไปที่ขั้นตอนการลงมือทำจะดีกว่า อย่างน้อยมันก็เข้าใจได้ง่ายกว่ากันเยอะ
เหล่าอมนุษย์พากันพยักหน้าเมื่อได้ยินคำถามของเฟิ่งซือหาน
จะล้อกันเล่นหรืออย่างไร แค่เอาหินมาละลาย ต้มน้ำ ขูดฟองขาวๆ ออกมา แล้วก็เอามาละลายใหม่ เทน้ำ ต้มน้ำ แล้วก็ขูดฟองขาวๆ อีกรอบไม่ใช่หรือ?
ใครที่มีมือก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ
"ดีมาก ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าจงทำตามขั้นตอนของข้า เปลี่ยนแร่เกลือเหล่านี้ให้กลายเป็นเกลือบริถุธฺ์สีขาวแบบนี้ให้หมด"
เมื่อกล่าวจบ เฟิ่งซือหานก็นำเกลือกุหลาบทั้งหมดออกมาจากกล่องเก็บของ
ตามการคาดคะเนของเฟิ่งซือหาน เกลือกุหลาบเหล่านี้มีน้ำหนักหลายร้อยชั่ง ซึ่งถือว่ามากเกินพอสำหรับคนในเผ่าขุนเขาเนื้อ
"จำไว้ว่า ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าจะกินเนื้อหรือสิ่งใดก็ตาม ให้ใส่เจ้านี่ลงไปเล็กน้อย แล้วพวกเจ้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่อง โรคอ่อนแรง อีกต่อไป"
"โรคอ่อนแรง!"
เหล่าอมนุษย์ที่กำลังเริ่มขนย้ายเกลือกุหลาบถึงกับชะงักงันเมื่อได้ยินเฟิ่งซือหานกล่าวเช่นนี้
"มหา... มหาปราชญ์ ท่านกำลังจะบอกว่าเจ้าสิ่งสีขาวๆ นี้สามารถรักษาโรคอ่อนแรงได้งั้นหรือขอรับ?"
กงก้งเอ่ยถามเฟิ่งซือหานด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
อย่างไรเสีย พวกเขาทุกคนล้วนต้องทนทุกข์จากอาการนี้
ในยามปกติก็ไม่เท่าไหร่หรอก
แต่หากมันเกิดกำเริบขึ้นมาในระหว่างที่ออกล่าสัตว์ นั่นก็แทบจะเท่ากับการถูกพิพากษาประหารชีวิต
พวกสัตว์อสูรไม่สนหรอกว่าเจ้าจะป่วยหรือไม่ พวกมันมีแต่จะรุมทึ้งกัดเจ้าให้ตายก่อนเป็นอันดับแรก
"เหลวไหล ถ้าไม่ใช่เพื่อเรื่องนี้ ข้าจะเสียแรงไปเอาไอ้พวกนี้มาทำไมกัน?"
เฟิ่งซือหานกลอกตาใส่กงก้ง ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องพักเล็กๆ ของตนไป
วันนี้เขาใช้การกระตุ้นพลังไปถึงห้าครั้ง ซึ่งมันเกินขีดจำกัดของเขาไปแล้ว เขาอาจจะสลบเหมือดไปตอนไหนก็ได้
แม้แต่ตอนที่สกัดเกลือบริสุทธิ์ เขาก็ทำมันด้วยพลังใจอันแรงกล้าเท่านั้น
เขาต้องรีบนอนหลับพักผ่อนโดยด่วน มิฉะนั้นจิตใจของเขาอาจจะแตกสลายหรือเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นได้
ทว่า สิ่งที่เฟิ่งซือหานไม่รู้ก็คือ พลังจิตนั้นไม่ได้ผูกติดอยู่กับทักษะการเสริมสร้างพลังจิตเพียงอย่างเดียวเสมอไป
ในขณะเดียวกัน กงก้งและเหล่าอมนุษย์ที่เหลืออยู่ต่างพากันจ้องมองเกลือบริสุทธิ์ที่เฟิ่งซือหานทำขึ้นด้วยความตื่นเต้น
"ข้าไม่นึกเลยว่ามหาปราชญ์จะยอมแลกดาบยาวชั้นเลิศกับก้อนหินพวกนี้เพียงเพื่อพวกเรา"
กงก้งจ้องมองเกลือเหล่านั้นด้วยนัยน์ตาที่เริ่มคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำตา
ในสายตาของเขา อาวุธที่คมกริบอย่างดาบยาวเล่มนั้นถือเป็นสมบัติส่วนตัวของเฟิ่งซือหาน
แต่เพื่อผู้คนในเผ่าขุนเขาเนื้อ เขากลับมอบมันออกไปอย่างง่ายดายเช่นนั้น
จะไม่ให้พวกเขารู้สึกตื้นตันใจได้อย่างไร
"ฟังนะทุกคน! เรื่องนี้ต้องประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน เราต้องให้ทุกคนรู้ว่ามหาปราชญ์ได้ทำสิ่งใดเพื่อพวกเราบ้าง"
"มหาปราชญ์ช่างดีต่อพวกเราเหลือเกิน หากใครกล้าทรยศท่านในภายภาคหน้า ข้า กงก้ง จะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมเด็ดขาด!"
"ข้าด้วย! ข้า จางซาน จะเป็นคนที่สองที่ไม่ยอม!"
"ข้าด้วย!"
"ข้าก็ด้วย!"
"ถ้าใครทรยศมหาปราชญ์ ข้าจะเชือดมันด้วยมือของข้าเอง!"
"ใช่แล้ว มันควรจะเป็นเช่นนั้น!"
ภายใต้การปลุกปั่นของกงก้ง เหล่าอมนุษย์ต่างพากันขานรับด้วยความโกรธแค้นต่อความอยุติธรรมที่อาจเกิดขึ้น
จากนั้นพวกเขาก็เริ่มลงมือสกัดเกลือบริสุทธิ์ตามขั้นตอนของเฟิ่งซือหาน... แต่เฟิ่งซือหานกลับนอนหลับได้ไม่เต็มอิ่มนัก
จะพูดให้ถูกก็คือ เขาเพิ่งจะหลับไปได้ไม่นานก็ต้องถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมจากภายนอก
อย่างไรเสีย กำแพงที่สร้างจากดิน หญ้า และเถ้าถ่าน ก็ทำหน้าที่ได้เพียงแค่แบ่งกั้นสัดส่วนเท่านั้น ประสิทธิภาพในการกันเสียงนั้นย่ำแย่ตามคาด
แต่ในฐานะมหาปราชญ์ผู้ได้รับความเคารพยำเกรง
โดยปกติแล้วแม้พวกจะทำงานกันอยู่ พวกเขาก็จะพยายามทำเสียงให้เบาที่สุดเพราะรู้ว่าเฟิ่งซือหานกำลังหลับใหล
พวกเขาเกรงใจไม่อยากจะรบกวนการพักผ่อนของเขา
ทว่าในครั้งนี้ กลับมีเสียงที่ฟังดูชัดเจนว่าเป็นการ โต้เถียง กันเกิดขึ้น
เรื่องนี้ทำให้เฟิ่งซือหานรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เฟิ่งซือหานที่อยู่ในสภาพคอตก ใช้นิ้วขยี้ดวงตาที่ปวดหนึบพลางเดินออกมาจากห้องเล็กๆ เพื่อดูว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่
เมื่อออกมา เขาก็พบว่าเป็นผู้อาวุโสอิน หัวหน้าเผ่าจิ้งจอกผมเงินแห่งเผ่าดอกทานตะวันที่พวกเขาเพิ่งพบกันไปนั่นเอง
แต่ในยามนี้ เขาไม่ได้มีท่าทีสง่างามสุภาพแต่แฝงไปด้วยความกดดันเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
เขามีสีหน้าเคร่งเครียดและวิตกกังวลอย่างถึงที่สุด
ทันทีที่เห็นเฟิ่งซือหานเดินออกมา เขาก็รีบวิ่งตรงเข้ามาหาและทรุดเข่าลงกับพื้นทันที
"มหาปราชญ์ โปรดช่วยหลานสาวของข้าด้วยเถิดขอรับ"
เฟิ่งซือหานที่เดิมทียังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ พลันตื่นเต็มตาด้วยการกระทำของชายชราผมเงินผู้นี้!
"นี่... นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้น!"
เฟิ่งซือหานตื่นแล้ว แต่เขายังคงสับสนเล็กน้อยและยังประมวลผลตามเรื่องราวไม่ทัน
"มหาปราชญ์ขอรับ หลานสาวของผู้อาวุโสอินถูกคำสาปเล่นงาน เขาจึงอยากจะมาขอร้องให้ท่านช่วยชีวิตนางขอรับ"
ในจังหวะนั้นเอง กงก้งก็ได้ก้าวออกมาอธิบายสถานการณ์ให้เฟิ่งซือหานฟัง
เฟิ่งซือหานมองข้ามไหล่กงก้งไปตามทิศทางที่เขาส่งสัญญาณให้ดู
เขาจึงได้เห็นว่าที่ด้านหลังของพวกเขามีสาวน้อยเผ่าจิ้งจอกผมเงินนอนอยู่บนแคร่หามที่สานขึ้นจากกิ่งไม้และเถาวัลย์
ทว่า สีหน้าของสาวน้อยจิ้งจอกผู้นี้กลับดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
มันเป็นสีม่วงคล้ำ... ม่วงเข้มจนเกือบจะเป็นสีดำสนิท
"ผู้คนที่นี่มักจะถูกคำสาปจากสิ่งนิรนามเล่นงาน จนมีสภาพเช่นนี้และต้องตายไปในที่สุดขอรับ"
เฮ้ย!
เมื่อได้ยินคำพูดของกงก้ง ใบหน้าของเฟิ่งซือหานแทบจะกระตุก
ชีวิตในหุบเขาแห่งนี้มันยากลำบากขนาดไหนกัน ถึงขนาดที่พวกเจ้าใช้คำว่า มักจะ ราวกับเป็นเรื่องความเคยชินไปได้?
ก่อนหน้านี้ก็ โรคอ่อนแรง เพราะไม่ได้กินเกลือ
เรื่องนั้นเพิ่งจะแก้ไปได้หยกๆ ตอนนี้พวกเจ้ายังจะมาเพิ่มบทลงไปอีกหรือว่าที่นี่มีคน ถูกคำสาปเป็นประจำ ?
ข้าชักจะสงสัยแล้วว่า เจ้ากำลังตั้งใจทำให้ข้าลำบากใจนะ ไฉ่หู่!