เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 หรือว่าลูกชายจะเป็นอัจฉริยะด้านการทำอาหาร?

บทที่ 12 หรือว่าลูกชายจะเป็นอัจฉริยะด้านการทำอาหาร?

บทที่ 12 หรือว่าลูกชายจะเป็นอัจฉริยะด้านการทำอาหาร?


พอกลับไปถึงบ้าน สวี่โจวก็ลองเลียบเคียงถามเรื่องระดับดาวของร้านอาหารดูสักหน่อย

และก็เป็นไปตามคาด พ่อกับแม่ของเขารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว

ทว่าพวกท่านกลับไม่ได้ใส่ใจมันเลยสักนิด

สวี่อี้เกาหัวแกรกๆ พลางหันมามองลูกชาย “พ่อรู้แล้วล่ะลูก เพราะงั้นก่อนหน้านี้พ่อถึงได้กะว่าจะปิดร้านไปเลยไง”

“รสมือพ่อกับแม่ก็แค่นั้นแหละ จะไปสอบเลื่อนระดับกับเขาได้ยังไง ขืนเปิดต่อไปรสชาติก็งั้นๆ แถมเมนูก็มีให้เลือกน้อยลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็คงไม่มีลูกค้าเข้าร้านอยู่ดี”

“ไม่เป็นไรหรอกลูก เดี๋ยวพ่อกับแม่ไปหางานทำเอาก็ได้ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”

สวี่อี้หัวเราะแหะๆ พลางเกาหัวต่อ “เดี๋ยวนี้กฎระเบียบของร้านอาหารมันเข้มงวดจะตายไป”

“อ้อ แล้วร้านนั้นน่ะเป็นที่ของป้าแกเอง เดี๋ยวตอนจะคืนร้านก็คงคุยกันไม่ยากหรอก...”

เห็นพ่อกับแม่มัวแต่บ่นพึมพำไม่หยุด สวี่โจวก็จัดการวางข้าวต้มหอยนางรมรวมมิตรที่หิ้วติดมือมาด้วยสองที่ลงบนโต๊ะทันที

“ผมหิ้วมาฝากครับ”

“อะไรเหรอ?”

“ข้าวต้มครับ”

สวี่โจวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมต่อว่า “ผมทำเองครับ เป็นเมนูที่ขายอยู่ในร้านตอนนี้แหละ”

พอได้ยินแบบนั้น ทั้งคู่ก็ทำสีหน้าปลื้มใจออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นลำบากใจแทน โดยเฉพาะจางอิงหงที่มองลูกชายด้วยแววตาเป็นห่วง

“ลูกชาย... จะเปลี่ยนเป็นร้านขายอาหารเช้าแม่ก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่ถ้าทำร้านแบบนั้น ลูกจะตื่นเช้าไหวเหรอ?”

“ทำร้านอาหารเช้ามันเหนื่อยมากเลยนะลูก”

แค่คิดว่าลูกชายต้องถ่างตาตื่นขึ้นมาเตรียมของตั้งแต่กลางดึก เธอก็แทบจะทนดูไม่ได้แล้ว

จางอิงหงซดข้าวต้มเข้าไปคำหนึ่งด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก อย่างไรเสียก็นี่เป็นน้ำพักน้ำแรงที่ลูกชายตั้งใจทำให้กิน

ตอนแรกเธอก็กะจะซดไปงั้นๆ แต่ทันทีที่น้ำข้าวต้มไหลผ่านลำคอ ดวงตาก็พลันเบิกกว้างขึ้นมาทันที

รสหวานสดชื่นสุดขีดพุ่งจู่โจมประสาทสัมผัสของจางอิงหง จนเธอรู้สึกเหมือนหัวสมองดังอื้ออึงไปชั่วขณะ ในใจเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

นี่เป็นข้าวต้มที่ลูกชายเธอทำออกมาจริงๆ เหรอเนี่ย?

หรือว่าสวี่โจวจะเป็นอัจฉริยะด้านการทำอาหารตัวจริงเสียงจริง!

ทำไมมันถึงได้อร่อยเหาะขนาดนี้ล่ะ?

จางอิงหงยังคงมึนงงทว่ามือกลับบรรจงตักหอยนางรมเข้าปากอย่างระมัดระวัง วินาทีที่เนื้อหอยที่ดูวาววับนุ่มนิ่มและหวานฉ่ำสัมผัสกับลิ้น ร่างกายเธอก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที

“นี่มัน... รสชาตินี้มัน...”

“ลูกชาย นี่ลูกเป็นคนทำเองจริงๆ เหรอ?”

“ครับ”

สวี่โจวฉีกยิ้มกว้าง “ข้าวต้มหอยนางรมรวมมิตรชามนี้ขายราคาหกร้อยหกสิบหยวนเลยนะแม่ แม่ต้องกินให้หมดนะ”

ถึงแม้จะทะลุมิติมาอยู่ในโลกคู่ขนาน แต่ก็ยังโชคดีที่ได้มาอยู่ในร่างของตัวเองในโลกนี้ แถมพ่อกับแม่ตรงหน้าก็ยังเป็นพ่อแม่แท้ๆ ของเขาเหมือนเดิม

เพียงแต่กฎเกณฑ์เรื่องอาหารของโลกนี้มันช่างแตกต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง

พอได้ยินราคาหกร้อยหกสิบหยวน สวี่อี้กับจางอิงหงถึงกับอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน

“เท่าไรนะ!?”

“หกร้อยหกสิบหยวน?”

“ลูกหมายความว่า อาหารร้านเราขายราคาหกร้อยหกสิบหยวนเนี่ยนะ?”

สวี่โจวพยักหน้ายืนยันอย่างมั่นใจ “ใช่ครับ แค่ต้นทุนวัตถุดิบก็ปาเข้าไปสี่ร้อยกว่าหยวนแล้ว ผมใช้แต่ของเกรดพรีเมียมทั้งนั้นเลยนะ”

พอได้ยินแบบนั้น จางอิงหงก็เริ่มรู้สึกนึกเสียดายขึ้นมาทันที เธอรีบตะแคงชามกรอกข้าวต้มที่เหลือเพียงน้อยนิดลงปากจนเกลี้ยงเกลา

“โอย... ถ้ารู้แบบนี้แม่จะค่อยๆ ละเลียดกินทีละนิด”

“ซดรวดเดียวหมดแบบนี้ ยังไม่ทันจะรู้รสเท่าไรก็หมดซะแล้ว”

สวี่โจวเห็นท่าทางของพ่อแม่แล้วก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยววันหลังผมหิ้วมาฝากอีก”

...

หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ สวี่โจวก็กลับเข้าห้องมาปั่นต้นฉบับการ์ตูนต่อ เขากะว่าสองวันนี้จะปั่นการ์ตูนออกมาให้ได้หลายๆ ตอนหน่อย

เนื้อหาช่วงครึ่งหลังของตอนที่สอง เกือบทั้งหมดจะเป็นโชว์เดี่ยวของพระเอกอย่าง ยูคิฮิระ โซมะ

ส่วนนางเอกอย่าง นาคิริ เอรินะ กลับไม่ได้มองว่าคนเปิดร้านอาหารห้องแถวเล็กๆ แบบพระเอกจะทำอาหารที่ได้มาตรฐานออกมาได้เลยสักนิด

ทว่าพระเอกกลับยกเมนูข้าวคลุกไข่แปลงร่างมาวางเสิร์ฟตรงหน้าพอดิบพอดี วินาทีที่นางเอกเห็นว่าเป็นแค่ข้าวคลุกไข่ธรรมดาๆ เธอก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาทันที

“ต่อหน้าคนที่มีสิ่งที่เรียกว่า ลิ้นเทพเจ้าอย่างฉัน อาหารที่ถูกยกมาวางเสิร์ฟจะต้องเป็นอาหารชั้นสูงที่ครบถ้วนทั้งรูป รส และกลิ่นเท่านั้น”

“นี่แกกล้าเอาอาหารกุ๊ยบ้านนอกเหมือนอาหารหมาแบบนี้มาให้คนที่เติบโตท่ามกลางสรวงสวรรค์แห่งอาหารอย่างฉันกินงั้นเหรอ”

“การสอบจบลงเพียงเท่านี้”

นาคิริ เอรินะหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไปทันที

...

สวี่โจวที่กำลังวาดถึงตรงนี้อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมา “ข้าวคลุกไข่มันผิดตรงไหนกันฮะ ถ้าเป็นข้าวคลุกไข่ตุ๋นเนื้อเนียน เหยาะโชยุกับน้ำมันงาลงไปหน่อยนะ หอมฉุยจนต้องขอเบิ้ลเลยล่ะ!”

“นี่เธอกล้าดูถูกข้าวคลุกไข่ตุ๋นงั้นเหรอ?”

บ่นเสร็จเขาก็ลงมือวาดต่ออย่างเมามัน

ในเวลาไม่นาน ยอดนักปรุงโซมะตอนที่สองก็ดำเนินมาถึงช่วงไคลแมกซ์

ในที่สุดพระเอกก็เตรียมจะเปิดเผยความลับสุดยอดของอาหารจานนี้ออกมาแล้ว

“ร่างที่แท้จริงของอาหารจานนี้ กำลังจะเผยออกมาให้เห็นต่อจากนี้ต่างหาก”

“เบิกตาดูให้ดีล่ะ คุณค่าที่แท้จริงของข้าวคลุกไข่ดิบน่ะ จะสำแดงฤทธิ์เดชออกมาได้ก็ต่อเมื่ออยู่บนข้าวสวยร้อนๆ เท่านั้น”

หลังจากที่พระเอกพูดจบ ใต้ชั้นไข่ที่ดูแสนจะธรรมดาก็เหมือนจะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่

วินาทีที่โปะไข่ลงบนข้าวสวยร้อนจี๋ วุ้นจากปีกไก่ที่ซ่อนอยู่ในไข่ก็เริ่มละลายกลายเป็นน้ำซอสรสเข้มข้นด้วยความร้อนจากเม็ดข้าว แล้วไหลซึมเข้าไปห่อหุ้มเมล็ดข้าวทุกเมล็ดจนทั่ว

ทุกคำที่ตักกินเข้าไปจะสัมผัสได้ถึงรสชาติของปลาคัตสึโอะ ปีกไก่ และกลิ่นหอมหวนของเหล้าสาเกที่ผสมผสานอยู่ในน้ำซอสเนื้อวุ้น

และแน่นอนว่าอาหารจานนี้อยู่เหนือความคาดหมายของนางเอกไปไกลลิบ

ฉากสุดท้ายของตอนที่สองจบลงตรงที่คำพูดสุดมั่นของพระเอกที่ว่า “ใช่แล้วล่ะ ร้านผมมันก็แค่ร้านอาหารกุ๊ยข้างทาง”

“ส่วนเธอก็อยู่ในสังคมชั้นสูงแห่งอาหารอันเลิศหรูนั่นก็จริง แต่ถ้ามัวแต่นั่งอยู่บนที่สูงแล้วคอยดูถูกคนอื่นแบบนี้ล่ะก็ ไม่มีทางทำอาหารที่ดีออกมาได้หรอกนะ”

“อาหารของผมจะอร่อย หรือหมาไม่แดก เธอก็ลองพูดออกมาดูสิ”

ยูคิฮิระ โซมะยืนกอดอกพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

วาดมาถึงตรงนี้ สวี่โจวก็จัดการตัดจบตอนพอดิบพอดี ก่อนจะอัปโหลดเนื้อหาช่วงครึ่งหลังของตอนที่สองขึ้นระบบไปทันที

...

หลังจากอัปโหลดเสร็จ สวี่โจวก็ลองกวาดสายตาดูสูตรอาหารที่ตัวเองเพิ่งวาดไป พลางพินิจพิเคราะห์วัตถุดิบแต่ละอย่างแล้วก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา

“ข้าวคลุกไข่แปลงร่างนี่ดูท่าจะต้นทุนสูงใช่เล่นเลยนะเนี่ย!”

“ทั้งปลาคัตสึโอะ ปีกไก่ ไข่ไก่ ข้าวสวย...”

“ราคาขายอาหารจานนี้ สงสัยจะพุ่งไปแตะระดับเดียวกับเมนูเนื้อย่างจำแลงแหงๆ”

บ่นไปพลางเขาก็เหลือบดูสถิติการ์ตูนของตัวเองไปพลาง

ดูเหมือนว่าช่วงสองวันนี้ยอดต่างๆ จะพุ่งทะยานเร็วกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยแฮะ

ทั้งยอดเข้าชมและยอดคนติดตามต่างก็ขยับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

[ยอดเข้าชม ยอดนักปรุงโซมะ : 250]

[ยอดคนติดตาม ยอดนักปรุงโซมะ : 100]

[ยอดคอมเมนต์ ยอดนักปรุงโซมะ : 130]

ดูเหมือนว่ายอดคอมเมนต์จะพุ่งนำโด่งไปไกลที่สุด โดยเฉพาะตรงส่วนที่มีสูตรอาหารโผล่มา มักจะมีคอมเมนต์โผล่มาให้พรึ่บพรั่บเสมอ

สวี่โจวขี้เกียจจะกดเข้าไปไล่อ่านคอมเมนต์พวกนั้น เพราะมันเยอะจนตาลาย เขาเลยเลือกที่จะเข้าไปดูพวกกระทู้ในบอร์ดการ์ตูนแทน

ทันใดนั้น โทรศัพท์ของสวี่โจวก็สั่นครืดคราดขึ้นมา

พอก้มลงมองดู

ที่แท้ก็เป็นข้อความวีแชตจากสวีข่ายนั่นเอง

[สวีข่าย: เถ้าแก่ครับ เมนูข้าวคลุกไข่ดิบนี่จะทำขายในร้านด้วยไหมครับ?]

[สวีข่าย: วันนี้เถ้าแก่เขียนจนผมหิวจนไส้กิ่วเลยเนี่ย...]

“หิวแล้วทำไมไม่ไปคอมเมนต์ในหน้าการ์ตูนล่ะฮะ ดันมาทักวีแชตหาฉันซะงั้น?”

สวี่โจวเหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าหมอนี่เป็นถึงสมาชิกระดับ VIP ของร้าน เลยยอมพิมพ์ตอบกลับไปสักหน่อย

[สวี่โจว: ทำขายครับ แต่คงต้องรออีกสองสามวันนะ]

[สวีข่าย: ทำไมต้องรอตั้งหลายวันด้วยล่ะครับ!]

[สวีข่าย: ผมอยากกินวันนี้เลยครับ อยากกินใจจะขาดอยู่แล้ว...]

[สวี่โจว: สองวันนี้ปิดร้านครับ]

พอเห็นข้อความแจ้งปิดร้าน สวีข่ายถึงกับหน้าเหวอค้างไปเลย

ปิดร้าน?

อะไรนะ?

เถ้าแก่สวี่จะปิดร้านตั้งสองวันเลยเหรอ!!

แล้วสองวันนี้เขาจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไงล่ะเนี่ย!

จบบทที่ บทที่ 12 หรือว่าลูกชายจะเป็นอัจฉริยะด้านการทำอาหาร?

คัดลอกลิงก์แล้ว