- หน้าแรก
- เคยเห็นอาหารเรืองแสงหรือไง ถึงกล้าวาดมังงะอาหารเนี่ย
- บทที่ 5 ฉันนี่แหละตัวตลก
บทที่ 5 ฉันนี่แหละตัวตลก
บทที่ 5 ฉันนี่แหละตัวตลก
ตอนที่สวีข่ายเห็นว่าทางร้านไม่อนุญาตให้สั่งจองล่วงหน้า ในใจเขาก็แอบรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่พอเห็นว่าตอนนี้ไม่มีลูกค้าคนอื่นอยู่ในร้านเลย เขาก็รีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาทันที
“วันนี้ยังเหลืออีกแปดที่ไม่ใช่เหรอ? ผมขอเหมาหมดเลย!”
นี่ก็ปาเข้าไปตอนเย็นแล้วด้วย
เยี่ยมไปเลย!
ในเมื่อไม่มีลูกค้าคนอื่น เขาก็เหมามันให้เกลี้ยงไปเลยสิ!
จ่ายแค่วันละหมื่นแปด ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกน่า!
สวีข่ายยิ้มกว้างจนหน้าบานเป็นจานเชิง เดิมทีสวี่โจวกำลังจะอ้าปากตอบตกลง แต่หางตาของเขากลับเหลือบไปเห็นค่าความปรารถนาในระบบเสียก่อน
[ค่าความปรารถนา +1+1+1+1+1+1...]
ก่อนหน้านี้เพราะไม่มีนักอ่านการ์ตูนหน้าใหม่หลงเข้ามา ค่าความปรารถนาจึงหยุดชะงักอยู่ที่ 100 ถ้วน ทว่าพอสวีข่ายกับไช่ไช่กินอาหารหมดไปคนละจาน ค่าความปรารถนาก็พุ่งพรวดขึ้นมาคนละ 10 แต้มทันที
แปลว่ากินคนละจานก็ได้ค่าความปรารถนาเพิ่มมาสิบแต้มงั้นเหรอ? แล้วถ้ากินอีกจานล่ะ?
สวี่โจวลองหยั่งเชิงดู “มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้หรอกนะ...”
สวีข่ายกับไช่ไช่ตาเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที
“จริงเหรอครับ?”
“สุดยอดไปเลย!”
ทั้งสองคนทำหน้าตื่นเต้นคาดหวังสุดขีด ทว่าค่าความปรารถนากลับไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด แถมยังมีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาอีกต่างหาก
[ค่าความปรารถนาเมนูเนื้อย่างจำแลง: 120/1000]
[หมายเหตุ: ลูกค้าหนึ่งคนจะสามารถเพิ่มค่าความปรารถนาให้กับอาหารหนึ่งเมนูได้เพียงหนึ่งครั้งต่อวันเท่านั้น]
...
สวีข่ายกับไช่ไช่กำลังเตรียมตัวจะสแกนจ่ายเงินด้วยความดี๊ด๊า แถมยังเปิดศึกแย่งชิงโควตาอาหารกันเองอีกต่างหาก
“แปดที่นี่ผมขอเหมาหมดเลยนะ!”
“ไม่ได้ดิ พี่สวีแบ่งให้ผมสักสองที่เถอะ ผมอยากซื้อกลับไปให้พ่อกับแม่ลองชิมบ้างอะ”
“ไอ้บ้า! เอ็งอยู่หอพักมหาวิทยาลัยนะเว้ย จะซื้อกลับไปให้พ่อแม่กินยังไงวะ? นั่งรถไฟความเร็วสูงเอาไปให้หรือไง?”
“เอ่อ... พี่สวีกินคนเดียวไม่หมดหรอกน่า!”
“ใครบอกว่าฉันกินไม่หมด? ฉันจะซื้อกลับไปให้พ่อฉันกินต่างหาก ดีไม่ดีถ้าพ่อฉันถูกใจขึ้นมา อาจจะเพิ่มค่าขนมให้ฉันก็ได้!”
“เถ้าแก่ สแกนคิวอาร์โค้ดเลย! ผมจะจ่ายเดี๋ยวนี้แหละ!”
สวี่โจวมองดูค่าความปรารถนาของเมนูเนื้อย่างจำแลงที่หยุดนิ่งสนิทสลับกับข้อความแจ้งเตือนของระบบ
“เดี๋ยวก่อนสิ แต่จะว่าไปแล้ว...”
“......!!!”
พอสวีข่ายเห็นสวี่โจวชักโทรศัพท์ที่มีคิวอาร์โค้ดสำหรับรับเงินกลับไป สัญญาณเตือนภัยในใจเขาก็ดังลั่นขึ้นมาทันที
หมายความว่าไงวะเนี่ย?
หรือว่าหมอนี่จะโกรธที่ก่อนหน้านี้เขาไปทำตัวเกรียนใส่ในอินเทอร์เน็ต?
เกิดเปลี่ยนใจกะทันหันงั้นเหรอ?
หรือว่าอยากจะให้เขาขอโทษ?
เกิดมาจนป่านนี้สวีข่ายยังไม่เคยต้องเอ่ยปากขอโทษใครเลยสักครั้ง แต่พอเห็นสวี่โจวยัดโทรศัพท์มือถือที่เปิดหน้าจอรับเงินกลับเข้ากระเป๋ากางเกงไปแบบนั้น ปากเขาก็ขยับไปไวกว่าความคิดเสียแล้ว
“ผมผิดไปแล้วครับ!”
“ผมยอมรับว่าผมมันกบในกะลา เถ้าแก่ผู้อารีโปรดอย่าถือสาหาความคนอย่างผมเลยนะครับ!”
“เดี๋ยวพอกินจานที่สองปุ๊บ ผมจะรีบเข้าไปคอมเมนต์ขอโทษในการ์ตูนของเถ้าแก่ปั๊บเลย!”
หรือว่าวันนี้จะชวดกินแล้ววะ?
พอนึกถึงรสชาติอาหารระดับพระกาฬที่ระเบิดความอร่อยแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูในสมองเมื่อครู่นี้ ความอยากอาหารของสวีข่ายก็พุ่งทะลุปรอทจนกู่ไม่กลับ
[ค่าความปรารถนา +1]
สวี่โจว “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ แต่ถ้าพวกคุณอยากกินอีก พรุ่งนี้ค่อยรีบมาแต่ไก่โห่ก็แล้วกัน”
สวีข่ายจ้องมองวัตถุดิบที่วางอยู่ตรงนั้นตาเป็นมัน พลางลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“วัตถุดิบก็ยังเหลืออยู่นี่นา...”
[ค่าความปรารถนา +1+1]
...
พอสวี่โจวเห็นความเร็วในการเพิ่มขึ้นของค่าความปรารถนา เขาก็พอจะเดากฎเกณฑ์ของมันออกแล้ว
ค่าความปรารถนาจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อลูกค้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกินอาหารเมนูนั้นจริงๆ และจำนวนแต้มที่ลูกค้าหนึ่งคนสามารถเพิ่มให้ได้ในหนึ่งวันก็มีจำกัด อาหารเมนูเดียวกันจะเพิ่มค่าความปรารถนาได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
การใช้กลยุทธ์การตลาดแบบปล่อยให้หิวโหย น่าจะช่วยกระตุ้นให้ค่าความปรารถนาเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าการปล่อยให้ลูกค้ากินจนอิ่มหนำสำราญในวันเดียว
สวี่โจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าพวกคุณพาลูกค้าใหม่มาสั่งอาหารได้ครบห้าคน ผมจะแถมให้...”
“แถมจานที่สองให้พวกเราเหรอ? ผมจะไปลากคนมาเดี๋ยวนี้แหละ!”
ไช่ไช่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ตื่นเต้นจนเนื้อเต้น เตรียมจะแชตเรียกรูมเมตในหอพักทั้งห้าคนมาที่ร้านทันที
[ไช่ไช่: รีบมาด่วน!]
ข้อความเพิ่งจะส่งออกไป เขาก็เห็นสวี่โจวส่ายหน้าไปมา “เปล่าหรอก แถมฟรีน่ะเป็นไปไม่ได้หรอกนะ ต้นทุนวัตถุดิบของผมมันแพงหูฉี่เลยนะคุณ แต่ถ้าพวกคุณลากคนมาได้ห้าคน ผมจะให้สิทธิ์พวกคุณซื้อจานที่สองได้ต่างหาก”
“ผมต้องลากคนมาซื้อตั้งห้าคน ถึงจะได้แค่สิทธิ์ซื้อจานที่สองเนี่ยนะ?”
“ใช่แล้ว”
“......”
เรื่องนี้มันชักจะทะแม่งๆ หรือเปล่าวะ?
ไช่ไช่กับสวีข่ายถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก ถ้าเป็นเมื่อก่อนมีร้านไหนกล้าตั้งกฎบ้าบอคอแตกแบบนี้ใส่เขา เขาคงตบคว่ำไปแล้ว
คิดว่ากูต้องง้อกินข้าวร้านมึงขนาดนั้นเลยหรือไง?
ให้กูไปหาลูกค้ามาประเคนให้ตั้งห้าคน เพื่อแลกกับแค่สิทธิ์ซื้ออาหารเมนูเดิมจานที่สองเนี่ยนะ คิดว่าตัวเองทำอาหารระดับมิชลินสตาร์หรือไงวะ?
ทว่าเมื่อได้ยินน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมของชายหนุ่มตรงหน้า พวกเขากลับรู้สึกว่ากฎบ้าๆ นี่มันสมเหตุสมผลซะอย่างนั้น
ก็ฝีมือการทำอาหารของหมอนี่มันเหนือชั้นแบบหาตัวจับยากจริงๆ นี่หว่า
แม่งเอ๊ย อร่อยบรรลัยเลย!
ทั้งสองคนฮึดสู้ขึ้นมาทันที
“ตกลง!”
“เดี๋ยวพวกเราจะไปเกณฑ์คนในกลุ่มมาเดี๋ยวนี้แหละ!”
“ห้าคนใช่ไหม? เดี๋ยวผมลากมาทั้งโคตรเลย พ่อ แม่ พี่ชาย พี่สาว มาให้หมด!”
สวีข่ายยื่นโทรศัพท์มือถือไปให้สวี่โจวดู พลางชี้ไปที่ไช่ไช่ “จริงสิ เจ้านี่ผมก็เป็นคนพามานะ ในนี้ยังมีประวัติแชตยืนยันอยู่เลย!”
บทสนทนาในหน้าจอโทรศัพท์นั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง มันคือบทสนทนาระหว่างสวีข่ายกับไช่ไช่ก่อนที่จะมาถึงร้าน
[สวีข่าย: ไอ้นักเขียนการ์ตูนนั่นแม่งปากดีชะมัด ฉันกะจะไปบุกร้านมันสักหน่อย นายจะไปด้วยกันไหม?]
[สวีข่าย: ฉันกะว่าพอกินเสร็จจะกดให้ดาวเดียวรัวๆ แล้วแคปรูปไปประจานในช่องคอมเมนต์การ์ตูน ‘ยอดนักปรุงโซมะ’ ให้ไอ้นักเขียนนั่นรู้ซึ้งไปเลยว่ามันน่ะเป็นแค่ตัวตลก นายจะไปไหม?]
[ไช่ไช่: เอาดิ! ฉันกดรับอั่งเปามาแล้วนี่นา! เดี๋ยวฉันไปด้วย!]
“ใครปากดีนะ?”
สวี่โจวชี้ไปที่ข้อความสนทนาในโทรศัพท์มือถือของสวีข่าย ก่อนจะเหลือบมองหน้าอีกฝ่าย
“คุณหมายถึงผมเหรอ?”
“เอ่อ... ผมเอง! ผมเองที่ปากดี!” สวีข่ายนึกถึงวีรกรรมปากแจ๋วของตัวเองก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ เขาก็ลุกลี้ลุกลนรีบกดลบคอมเมนต์ลบกระทู้ในช่องคอมเมนต์ของการ์ตูนอย่างเอาเป็นเอาตาย แทบจะคุกเข่ากราบกรานอยู่รอมร่อ
“อ้อ แล้วไอ้นี่ล่ะ... ตัวตลก?”
“ผมเอง! ผมนี่แหละตัวตลกตัวจริงเสียงจริง!”
สวีข่ายกลัวจับใจว่าจะโดนร้านนี้แบล็กลิสต์ แววตาวิงวอนขอร้องฉายชัดเสียจนแทบจะหยดแหมะลงมา เขาเปย์เงินเติมเหรียญเข้าระบบแล้วเปย์ให้การ์ตูนรัวๆ ทันที
หน้าแรกของเพนกวินคอมิกส์เด้งข้อความแจ้งเตือนขึ้นมารัวๆ
[สวีข่าย เปย์ให้ ‘ยอดนักปรุงโซมะ’ 10,000 เหรียญทอง]
[สวีข่าย เปย์ให้ ‘ยอดนักปรุงโซมะ’ 10,000 เหรียญทอง]
เขาเปย์รัวๆ จนหมดไปตั้งห้าพันหยวนถึงได้ยอมหยุดมือ
การเปย์รัวๆ ถึงห้าสิบครั้งทำเอาช่องคอมเมนต์ถูกสแปมจนเด้งกระจุยกระจาย
“เถ้าแก่ ดูสิครับ...”
“โอเค”
สวี่โจวถึงได้หยิบกระดาษ A4 มาวาดวงกลมลงไปหนึ่งวง แล้วเขียนชื่อของสวีข่ายกำกับไว้ด้านล่าง
“เรียบร้อย พอคุณพาคนมาครบห้าคน คุณก็สามารถสั่งจองเมนูไหนก็ได้หนึ่งที่”
“แต่ไม่มีส่วนลดให้หรอกนะ”
พอสวีข่ายเห็นสวี่โจวใช้กระดาษ A4 อีกแล้ว เขาก็ทำท่าเหมือนมีอะไรติดคอ แต่ก็ไม่กล้าหืออะไร ได้แต่พยักหน้ารับคำ
“ตกลงครับ ขอบคุณมากครับเถ้าแก่... ว่าแต่กระดาษ A4 แผ่นนี้ มันคงไม่ปลิวหายไปไหนหรอกใช่ไหมครับ?”
ทำไมเห็นแล้วมันรู้สึกไม่ค่อยน่าไว้ใจยังไงก็ไม่รู้แฮะ
...
หลังจากสวีข่ายกับไช่ไช่กลับไปแล้ว สวี่โจวเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาจนถึงสองทุ่มแล้ว เขาก็ปิดร้านอย่างไม่ลังเล
กลับบ้านไปกินข้าวดีกว่า!
พอถึงบ้าน กับข้าวกับปลาก็ถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
จางอิงหงผู้เป็นแม่พอเห็นหน้าเขา ก็รีบเช็ดไม้เช็ดมือแล้วล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาด้วยความร้อนรน
“เสี่ยวโจว เมื่อกี้เราเพิ่งได้คอมเมนต์รีวิวมาแหละ! ลูกลองดูสิ...”
“มีอะไรเหรอครับแม่?”
สวี่โจวล้างมือเสร็จ พอเห็นสีหน้าร้อนรนของแม่ เขาก็ถามด้วยความสงสัย
“โดนถล่มให้หนึ่งดาวอีกแล้วเหรอครับ?”
เป็นไปไม่ได้น่า...
วันนี้เพิ่งจะรับออเดอร์ไปแค่สองที่เองไม่ใช่เหรอ?
จางอิงหงโบกมือไม้เป็นพัลวันด้วยความลุกลี้ลุกลน “ลูกเอ๊ย มีคนมากดให้ร้านเราห้าดาวเลยนะ แถมในบิลยังลงยอดขายตั้งสามพันเจ็ดร้อยหกสิบหกหยวนแน่ะ! แต่พวกเขาสั่งกับข้าวไปแค่สองอย่างเองนะ...”
“อ้อ เรื่องนั้นผมรู้แล้วครับ”
“ลูกเอ๊ย พวกเขาคิดเงินผิดหรือเปล่าเนี่ย?”
“ไม่ผิดหรอกครับแม่”
สวี่โจวกวาดตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะอาหารแล้วคีบกับข้าวเข้าปาก “แม่ครับ ผมยกเลิกเมนูเก่าที่พ่อกับแม่ตั้งไว้หมดแล้วนะ ตอนนี้ร้านอิซากายะของผมขายอาหารแค่เมนูเดียวเท่านั้นแหละ”
“เมนูเดียวเนี่ยนะ?”
จางอิงหงก้มหน้ามองคอมเมนต์รีวิวอันล่าสุดที่เพิ่งเด้งขึ้นมาด้วยสีหน้าว่างเปล่าราวกับคนกำลังสงสัยในสัจธรรมของชีวิต
“หนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบแปดหยวนเนี่ยนะ?”
ที่สำคัญคือ ลูกชายเธอดันขายออกด้วยเหรอ?
แถมยังขายไปได้ตั้งสองที่อีกต่างหาก?
ลูกค้าสองคนที่จ่ายค่าอาหารเฉลี่ยคนละพันแปดร้อยหยวน กลับมาพิมพ์คอมเมนต์อวยยศซะยาวเหยียดในแอปต้าจ้งเตี่ยนผิง
[สวีข่าย: แนบรูป/บิล แม้ว่าอาหารจานนี้จะราคาปาเข้าไปตั้งหนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบแปดหยวน! แต่ขอบอกเลยว่ามันโคตรของโคตรคุ้มค่า! เอาไปเลยห้าดาวเต็ม! ฝีมือทำอาหารและทักษะการใช้มีดของเถ้าแก่น้อยนั้นเรียกได้ว่าไร้เทียมทาน หาตัวจับยากสุดๆ โคตรเทพ...]
คำอวยสารพัดสารพันที่สรรหามาป้อยอ
อ่านแล้วทำเอาแม่จางอิงหงถึงกับเริ่มสงสัยขึ้นมาตงิดๆ หรือว่าลูกชายของเธอจะเป็นอัจฉริยะด้านการทำอาหารที่เก่งกาจสะท้านโลกอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ?