- หน้าแรก
- เคยเห็นอาหารเรืองแสงหรือไง ถึงกล้าวาดมังงะอาหารเนี่ย
- บทที่ 6 การ์ตูนเรื่องนี้จ้างหน้าม้ามาปั่นกระแสหรือเปล่า?
บทที่ 6 การ์ตูนเรื่องนี้จ้างหน้าม้ามาปั่นกระแสหรือเปล่า?
บทที่ 6 การ์ตูนเรื่องนี้จ้างหน้าม้ามาปั่นกระแสหรือเปล่า?
หลังจากกินข้าวเสร็จ สวี่โจวก็ตั้งใจจะปั่นการ์ตูนตอนที่สองต่อทันที
ตั้งแต่ทะลุมิติมา เขารู้สึกว่าความเร็วในการวาดรูปของตัวเองก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อก่อนการ์ตูนหนึ่งตอนต้องใช้รูปหกถึงสิบสองหน้ากระดาษ บางตอนที่เนื้อหาเยอะหน่อยก็ปาเข้าไปสิบกว่าถึงยี่สิบสามสิบหน้าเลยทีเดียว
อันที่จริงความเร็วในการลงเส้นวาดรูปไม่ได้ช้าหรอกนะ แต่ขั้นตอนที่สูบเวลาไปมากที่สุดก็คือการวางสตอรีบอร์ดและการออกแบบพล็อตเรื่องต่างหาก
ทว่าสำหรับตัวเขาแล้ว ทั้งสตอรีบอร์ด พล็อตเรื่อง และบทสนทนาของการ์ตูนเรื่อง ‘ยอดนักปรุงโซมะ’ ล้วนมีพร้อมอยู่ในหัวหมดแล้ว
เขาสามารถจดจำทุกฉากทุกตอนได้อย่างแม่นยำชัดเจนราวกับเปิดดูจากแผ่นฟิล์ม เวลาลงมือวาดก็แทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิดรายละเอียดอะไรให้วุ่นวาย แค่วาดตามภาพในหัวก็พอ ความเร็วในการปั่นงานจึงพุ่งกระฉูดราวกับติดจรวด
“เริ่มวาดได้!”
ในตอนนี้สวี่โจวเต็มเปี่ยมไปด้วยไฟในการทำงานสุดๆ “เพื่อเมนูใหม่ๆ ในร้านอาหารของฉัน!”
“เนื้อหาในตอนที่สองคือฉากที่พระเอกเริ่มเข้าสอบคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนโทสึกิ และในการสอบคัดเลือกก็มีเมนูใหม่โผล่มาด้วย!”
เขาคว้าเมาส์ปากกาขึ้นมาแล้วเริ่มปั่นการ์ตูนตอนที่สองของการ์ตูนเรื่อง ‘ยอดนักปรุงโซมะ’ อย่างเมามัน
เปิดฉากตอนที่สองมาก็เป็นภาพในโรงเรียนโทสึกิ นางเอกอย่าง ‘นาคิริ เอรินะ’ กำลังใช้ลิ้นพระเจ้าของเธอลิ้มรสอาหารของผู้เข้าสอบคนอื่นๆ และวิจารณ์เมนูข้าวต้มหอยนางรมซะสับเละไม่มีชิ้นดี
“ข้าวต้มหอยนางรมนี่มัน...”
“รสชาติห่วยแตกบัดซบซะจนเหมือนไปแช่ออนเซ็นรวมกับลิงกอริลลาที่ราบต่ำทิศตะวันตกเลยแฮะ!”
นางเอกคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
นอกจากจะมีลิ้นพระเจ้าที่สามารถแยกแยะรสชาติอาหารได้ตั้งแต่เพิ่งเกิดมาลืมตาดูโลกได้แค่สามเดือนแล้ว คำวิจารณ์ของเธอที่มีต่อร้านอาหารใดร้านหนึ่งยังสามารถชี้เป็นชี้ตายส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายของร้านนั้นได้เลยทีเดียว
พอวาดมาถึงตรงนี้ สวี่โจวก็ชะงักไปชั่วครู่ ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ พลางลังเลใจว่าจะแก้บทสนทนาสักหน่อยดีไหม
“การเปรียบเทียบรสชาติอาหารแบบนี้มันจะดูนามธรรมเกินไปหน่อยไหมเนี่ย...”
“ขืนวาดออกไปแบบนี้มีหวังโดนด่าเปิงอีกแหงๆ”
ช่างเถอะ
ถ้าแค่นี้ยังรับไม่ได้ แล้วฉากกินอาหารจนเสื้อผ้าขาดกระจุยกระจายในตอนหลังๆ จะทำยังไงล่ะวะ?
...
สวี่โจวทำได้แค่บ่นอุบอิบในใจเงียบๆ แล้วลงมือวาดต่อไป
เนื่องจากออร่าความน่าเกรงขามของนาคิริ เอรินะผู้เป็นนางเอกนั้นแผ่ซ่านจนน่าขนลุก พอทุกคนได้ยินว่าเธอคือผู้คุมสอบ ต่างก็พากันเผ่นหนีป่าราบจนหมด เหลือเพียงแค่พระเอกยูคิฮิระ โซมะเพียงคนเดียวที่ยังคงยืนหยัดอยู่
แถมหัวข้อในการสอบคัดเลือกยังเป็นโจทย์ที่เกี่ยวกับไข่ไก่อีกต่างหาก นาคิริ เอรินะเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งยโส
“งั้นฉันจะลองชิมดูสักหน่อยก็แล้วกัน”
“ไอ้เชฟกระจอกชั้นต่ำอย่างนาย กับรสชาติเหมือนอาหารหมาที่อยู่จุดต่ำสุดของวงการอาหารน่ะ...”
เธอสบประมาทพระเอกอย่างไม่ปิดบัง และเมื่อพระเอกโดนดูถูกเข้า เขาก็เครื่องติดขึ้นมาทันที!
ตอกไข่!
หั่นผัก!
มือตวัดมีดลงสับ รวดเร็วปานสายลม!
ตอนที่พระเอกยูคิฮิระ โซมะปลดผ้าพันมือออก มันช่างดูราวกับกำลังปลดผนึกพลังที่หลับใหลอยู่ยังไงยังงั้น
“สิ่งที่ฉันจะทำก็คือ เมนูลับหมายเลข 8 ของร้านอาหารยูคิฮิระ ข้าวคลุกไข่ดิบ!”
“แน่นอนว่ามันไม่ใช่ข้าวคลุกไข่ดิบธรรมดาๆ หรอกนะ!”
“สิ่งที่ฉันจะทำก็คือ ข้าวคลุกไข่แปลงร่างต่างหาก!”
เนื้อหาในตอนที่สองครึ่งแรกมีไม่เยอะนัก หลังจากวาดไปได้ครึ่งตอน สวี่โจวก็กดอัปโหลดทันที
ในระบบก็มีเมนูใหม่ที่ต้องการการรวบรวมค่าความปรารถนาปรากฏขึ้นมาด้วย
[ค่าความปรารถนาเมนูเนื้อย่างจำแลง: 135/1000 (2)]
[ค่าความปรารถนาเมนูข้าวคลุกไข่แปลงร่าง: 0/100 (1)]
เดิมทีค่าความปรารถนาของเมนูเนื้อย่างจำแลงในช่วงบ่าย ลูกค้าสองคนช่วยกันเพิ่มมาให้แค่คนละ 15 แต้มเท่านั้น
ส่วนในช่วงค่ำ บางทีอาจจะพอมีนักอ่านหน้าใหม่หลงเข้ามาบ้าง ตัวเลขถึงได้ขยับขึ้นมากระปริบกระปรอยแค่ 5 แต้ม
...
สวี่โจวเหลือบมองข้อมูลสถิติการ์ตูนของตัวเองแวบหนึ่ง
พอกดเข้าไปดูก็เป็นอย่างที่คิด สวีข่ายเข้าไปตั้งกระทู้รีวิวในช่องคอมเมนต์การ์ตูนของเขาจริงๆ แถมยังโดนทัวร์ลงยับเยินอีกต่างหาก
[สวีข่าย: แนบรูป/นี่คือใบเสร็จ ร้านนี้มีอยู่จริงนะโว้ย! แอดไลน์มาได้เลย เดี๋ยวฉันส่งโลเคชันให้ หรือจะให้พาไปก็ยังได้!]
พวกนักอ่านหน้าใหม่ที่เพิ่งอ่านตอนที่หนึ่งจบแล้วกดเข้ามาดูคอมเมนต์ ต่างก็รุมสับสวีข่ายกันอย่างไม่ไว้หน้า
[รับงานมาเท่าไรล่ะเนี่ย?]
[แอ็กเคานต์หลุมของนักเขียนปะเนี่ย?]
[มุกต้มตุ๋นแบบใหม่เหรอวะ?]
[นายกล้าบอกว่าไอ้อาหารออริจินัลบ้าบอคอแตกอะไรนี่ กล้าขายในชีวิตจริงจานละพันแปดร้อยแปดสิบแปดหยวนเลยเหรอวะ? โคตรหน้าด้านเลย]
มีเพียงนักอ่านการ์ตูนคนเดียวที่คอมเมนต์ดูเหมือนจะเป็นแง่บวก
[หวังลู่ลู่ : โอเวอร์ไปหน่อยนะ ตอนต่อๆ ไปก็ช่วยปรับปรุงหน่อยแล้วกัน ส่วนลายเส้นก็ถือว่าวาดได้ดีทีเดียว]
ทว่าความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวนี้ กลับมลายหายไปทันทีที่สวี่โจวอัปโหลดตอนที่สองครึ่งแรกเสร็จสิ้น
เธอกลายร่างเป็นแอนตี้แฟนไปซะแล้ว
แถมยังมาทิ้งคอมเมนต์ไว้ตรงส่วนของ ‘ลิ้นพระเจ้า’ อีกต่างหาก
[ฉันนี่แหละหน่วยกล้าตาย! ทุกคนหนีไป! เรียกแท็กซี่หนีไปเดี๋ยวนี้เลย!]
ไม่พอยังร่ายยาวเป็นเรียงความร้อยกว่าตัวอักษรทิ้งไว้ในช่องคอมเมนต์อีก
[ผู้กล้าชิมลางมาโปรดแล้วจ้า! การ์ตูนเรื่องนี้มีแต่ความกาวล้วนๆ หนีไป!
[หวังลู่ลู่ : ฉันนี่แหละหน่วยกล้าตาย! สงสัยนักเขียนการ์ตูนเรื่องนี้คงจะซดเหล้าขาวปลอมไปสักสองชั่งก่อนวาดแหงๆ ในนี้ไม่เพียงแต่จะมีสูตรอาหารออริจินัลมั่วๆ ซั่วๆ เท่านั้น แต่อาหารของเขายังเปล่งแสงสีทองได้ด้วยนะ ที่หลุดโลกที่สุดก็คือในตอนที่สอง นางเอกดันมีสกิลลิ้นพระเจ้าซะงั้น... คำเดียวสั้นๆ หนีไป!]
ด้านล่างมีข้อความเด้งขึ้นมารัวๆ หลายข้อความติด
[ขอบคุณผู้กล้าชิมลางที่มาชี้ทางสว่าง เผ่นละจ้า]
[กาวเกินไปแล้ว เวอร์วังอลังการสุดๆ อาหารต่อให้อร่อยเหาะแค่ไหน มันจะไปทำให้คนกินหน้าแดงได้ยังไงวะ? แถมแอดมินยังเอาแอ็กเคานต์หลุมมาอวยตัวเอง ไม่พอยังเปย์เงินให้ตัวเองอีก ไม่รู้สึกเขินบ้างหรือไง?]
[หวังลู่ลู่ตอบกลับ: กาวจริงๆ นะ! ประเด็นคือเมนูอาหารในตอนที่สองที่นักเขียนใช้ ดันเป็นเมนูข้าวคลุกไข่ดิบเนี่ยสิ
นี่มันอาหารบดสำหรับเด็กทารกไม่ใช่เหรอ? อาหารบดของหลานฉันยังมีประโยชน์ครบถ้วนกว่านี้อีก! กล้าเอาสูตรอาหารพรรค์นี้มาขิงเนี่ยนะ ไม่อายบ้างหรือไง?]
“......”
ในฐานะนักสร้างสรรค์ผลงาน พอสวี่โจวเห็นคำว่า ‘ผู้กล้าชิมลาง’ เขาก็เกิดอาการหวาดผวาอย่างหนักราวกับเป็นโรค PTSD
ฉันอุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนวาดแทบตาย เธอกลับมาด่าว่าการ์ตูนของฉันมีแต่ความกาวเนี่ยนะ!
จิตใจทำด้วยอะไรฮะ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรบ้างเลยหรือไง!
เขาเหลือบมองดูค่าความปรารถนาของเมนูข้าวคลุกไข่แปลงร่างที่ยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่ [0] สวี่โจวก็กดเข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ของนักอ่านสองสามคนที่มาทิ้งคอมเมนต์ไว้
พอดูกวาดสายตาไปรอบหนึ่ง ก็พบว่ามีแค่หน้าโปรไฟล์ของ ‘หวังลู่ลู่’ คนนี้คนเดียวเท่านั้นที่เต็มไปด้วยประวัติการอ่านอนิเมะอาหาร แถมยังมีคอมเมนต์รีวิวยาวเหยียดอีกเพียบ
[หวังลู่ลู่คอมเมนต์เรื่อง ‘จากเด็กล้างผักสู่เชฟใหญ่’: อ๊า! วิธีฝึกหั่นผักแบบนี้มันได้ผลจริงๆ ด้วย!]
[หวังลู่ลู่คอมเมนต์เรื่อง ‘จากเด็กล้างผักสู่เชฟใหญ่’ ตอนที่ 100 : ลองทำตามสูตรอาหารดูแล้วนะ! อร่อยเหาะไปเลย!]
“เอาคนนี้แหละ”
เดิมทีมือของสวี่โจวกำลังจะกดลบกระทู้ของผู้กล้าชิมลางคนนี้ทิ้งไปแล้ว แต่เขาก็ชะงักมือไว้ ก่อนจะเริ่มรัวคีย์บอร์ดคอมเมนต์ตอบกลับอย่างบ้าคลั่ง
“ตาบอดหรือไงถึงไม่เห็นว่าเป็นข้าวคลุกไข่แปลงร่าง? มันใช่ข้าวคลุกไข่ดิบกะโหลกกะลาตามท้องตลาดรูหนูบ้านคุณที่ไหนล่ะ?”
“ไข่ไก่ที่คนอื่นใช้ก็แค่ไข่ไก่โง่ๆ ที่ซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ไข่ไก่ที่ผมใช้มันพรีเมียมยิ่งกว่าไข่ของไก่ที่ฟักออกมาพร้อมกับฟังเพลงคลาสสิกซะอีก!”
“อย่าเอาสูตรข้าวคลุกไข่ดิบบ้านนอกๆ เหมือนหน้าคุณ มาเทียบชั้นกับสูตรข้าวคลุกไข่แปลงร่างของผมให้มันมากนักเลย!”
“หัดเปิดโลกกินของดีๆ ซะบ้างเถอะ”
หลังจากสาดกระสุนน้ำลายใส่หวังลู่ลู่ไปเป็นกระบุงโกย สวี่โจวก็ตระเวนจุดไฟใส่ชาวบ้านไปทั่วช่องคอมเมนต์อย่างไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น
ด่ากราดแบบมืดฟ้ามัวดิน แถมยังด่าแบบมีชั้นเชิงสุดๆ
“นักเขียนอย่างแกนอกจากจะเก่งแต่ปากแล้ว ยังมีปัญญาทำอะไรได้อีกฮะ?”
“ปัญญาทำข้าวคลุกไข่แปลงร่างไงล่ะ แถมผมยังเปิดร้านอิซากายะอยู่ที่เมืองซงหนานด้วย ไม่เคยล่ะสิ? คนอย่างคุณก็คงทำได้แค่ดูรูปในเน็ตแล้วน้ำลายหยดเป็นหมาได้ยินเสียงเคาะจานข้าวหมาไปวันๆ นั่นแหละ”
“คิดว่าเปิดร้านอิซากายะแล้วมันเท่นักหรือไงฮะ? แกคอยดูเถอะ พ่อจะนั่งแท็กซี่ไปถล่มให้หนึ่งดาวร้านแกให้ดู!”
“เหอะ หน้าอย่างนายเนี่ยนะจะกล้ามา? ขี้ขลาดตาขาวเป็นเต่าหดหัวขนาดนี้ อย่ามาทำเป็นพูดให้ขำหน่อยเลย”
หลังจากส่งข้อความท้าทายกลับไป สวี่โจวก็ชำเลืองมองค่าความปรารถนาด้วยความคาดหวัง
อุตส่าห์ใช้แผนยั่วยุเบอร์แรงขนาดนี้ เมื่อวานยังได้ผล วันนี้ก็น่าจะใช้ได้ผลเหมือนกันแหละน่า?
โดนด่าว่าเป็นเต่าหดหัวขนาดนี้ ยัยนั่นต้องนั่งแท็กซี่มากินข้าวที่ร้านเพื่อกดให้ดาวเดียวชัวร์ป้าบ!
พอมองดูอีกที
ก็เป็นไปตามคาด
[ค่าความปรารถนาเมนูเนื้อย่างจำแลง: 145/1000 (2)]
[ค่าความปรารถนาเมนูข้าวคลุกไข่แปลงร่าง: 48/100 (1)]
ค่าความปรารถนาของสูตรอาหารทั้งสองเริ่มขยับขึ้นอย่างช้าๆ เมนูข้าวคลุกไข่แปลงร่างยิ่งพุ่งทะยานจากศูนย์ไปถึงสี่สิบแปดแต้มเลยทีเดียว
“เยี่ยมไปเลย”
“พอตื่นมาพรุ่งนี้เช้า ก็น่าจะเต็มร้อยพอดี”