- หน้าแรก
- เคยเห็นอาหารเรืองแสงหรือไง ถึงกล้าวาดมังงะอาหารเนี่ย
- บทที่ 4 เมนูเนื้อย่างจำแลง 2
บทที่ 4 เมนูเนื้อย่างจำแลง 2
บทที่ 4 เมนูเนื้อย่างจำแลง 2
สวี่โจวยื่นเมนูให้ บนเมนูมีเพียง ‘เมนูเนื้อย่างจำแลง’ เพียงชื่อเดียวโดดๆ
เนื่องจากวันนี้ค่อนข้างฉุกละหุก จึงไม่มีแม้แต่รูปภาพประกอบ มีเพียงกระดาษ A4 แห้งๆ กับราคาที่เขียนไว้เท่านั้น
ตัวอักษรบนกระดาษ A4 ถูกตวัดเขียนด้วยลายมือหวัดๆ เป็นประโยคว่า
[เมนูเนื้อย่างจำแลง — 1,888 หยวน]
[จำกัดวันละสิบที่]
เมื่อเห็นกระดาษ A4 แผ่นนี้ สวีข่ายก็รู้สึกว่าเมนูนี้มันดูหลุดโลกยิ่งกว่าสลัดผักกาดโรเมนจานละ 188 หยวนที่เคยเจอมาเสียอีก
อย่างน้อยร้านนั้นเขาก็ยังตกแต่งร้านซะหรูหราหมาเห่า แต่นี่แกกะจะฟันหัวแบะกันหน้าด้านๆ เลยเหรอวะเนี่ย?
ไม่คิดจะสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดีหน่อยหรือไง?
เมนูบ้าอะไรถึงได้เขียนด้วยลายมือชุ่ยๆ บนกระดาษ A4 ขาดๆ แผ่นเดียวแบบนี้?
สวีข่ายทนไม่ไหวอีกต่อไป “นายคือ ‘ร้านอิซากายะอี้โจว’ ที่เป็นนักเขียนการ์ตูนในอินเทอร์เน็ตคนนั้นใช่ไหม?”
“ถูกต้อง”
“เปิดร้านทั้งที แต่ดันขายอาหารอยู่แค่เมนูเดียวเนี่ยนะ?”
สวี่โจวพยักหน้ารับ “ใช่ครับ จำกัดแค่วันละสิบที่เท่านั้น ถือว่าพวกคุณลาภปากแล้วล่ะ”
สวีข่าย “......”
สีหน้าของสวีข่ายดูอึดอัดกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จริงๆ ว่าไอ้หนุ่มตรงหน้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน
เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันชักจะเหลวไหลไปกันใหญ่ แอบด่าตัวเองในใจว่าสมองต้องมีปัญหาแน่ๆ ถึงได้บ้าจี้แล่นมาที่นี่เพียงเพราะโดนยั่วยุเข้าหน่อย
ทั้งที่คะแนนในแอปเหมยถวนกับแอปต้าจ้งเตี่ยนผิงก็โชว์หราอยู่ว่าได้แค่สองจุดห้ากับหนึ่งจุดเก้าดาว แถมคอมเมนต์ทั้งสิบข้อความก็มีแต่คนด่าสาดเสียเทเสียทั้งนั้น
แต่เขากลับทำตัวเหมือนลูกค้าที่ถูกผีพรายกระซิบในการ์ตูน แค่ได้กลิ่นหอมก็เดินเหม่อลอยเข้ามาในร้านอย่างหน้ามืดตามัว
“ระวังกระดาษเมนูผมยับสิคุณ”
พอสวี่โจวเห็นสวีข่ายเหม่อลอยจนเผลอกำกระดาษเมนูแน่นจนเกือบยับ เขาก็รีบดึงกระดาษ A4 ทั้งสองแผ่นกลับมาเก็บไว้พลางเร่งเร้า
“ตกลงพวกคุณจะสั่งกี่ที่กันแน่?”
“......”
“ฉันว่าสั่งมาคนละที่เถอะ ขืนสั่งมาที่เดียวคงไม่พอยาไส้พวกเราสองคนหรอกมั้ง”
“ที่จริงพวกเรา...” ไช่ไช่กำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่ก็โดนสวี่โจวพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ที่จริงพวกคุณเงินไม่พอใช่ไหม? เลยสั่งได้แค่ที่เดียวแบ่งกันกิน?”
แม้สวี่โจวจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าพอสวีข่ายได้ฟังก็พาลนึกไปถึงข้อความยั่วยุสุดกวนประสาทที่หมอนี่เคยตอบกลับในอินเทอร์เน็ตขึ้นมาทันที
ทั้งที่รู้ตัวอยู่เต็มอกว่านี่คือแผนยั่วยุ แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะฉุนกึกจนเผลอหลุดปากออกไปเร็วกว่าความคิด
“คนอย่างฉันเนี่ยนะจะไม่มีปัญญาจ่ายเงินแค่พันแปด!”
“โอเค สองที่นะครับ เดี๋ยวผมไปจัดการให้เดี๋ยวนี้แหละ”
สวี่โจวยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ เขาไม่รอให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจ รีบคว้าผ้ากันเปื้อนมาสวมแล้วเดินเข้าไปเตรียมอุปกรณ์ทำอาหารในครัวแบบเปิดทันที
…
เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของสวี่โจวที่รีบสวมผ้ากันเปื้อนแล้วเริ่มหั่นผักอย่างคล่องแคล่วราวกับกลัวว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจ สวีข่ายก็ถึงกับหน้าแดงก่ำ
“พี่สวี พวกเรา...”
“ก็แค่เงินพันแปดเองน่า!”
“แต่ดูยังไงร้านนี้ก็เหมือนร้านต้มตุ๋นชัดๆ พวกเราโดนหลอกเข้าให้แล้วล่ะพี่ ขนาดเมนูยังใช้กระดาษ A4 เขียนด้วยมือเลย ดูยังไงก็ตั้งใจจะฟันกำไรจากพวกเราหน้าด้านๆ ชัดๆ!”
จะมีก็แค่เขากับพี่สวีนี่แหละที่โง่บัดซบ ดันบ้าจี้บากหน้ามาถึงร้านเพื่อปะทะคารมกับหมอนี่
คนอื่นๆ ในกลุ่มต่างก็แค่กดรับอั่งเปาไปงั้นๆ ไม่มีใครคิดจะเสียเงินมากินข้าวที่ร้านเฮงซวยนี่สักคน
สวีข่ายยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ “ถ้าไม่อร่อยล่ะก็ พ่อจะเอาแอ็กเคานต์มาแบ่งกดให้ห้าดาวสักห้าครั้งไปเลยคอยดู!”
“พี่สวี ถ้าพี่อยากจะกดให้คะแนนห้าครั้งในแอป พี่ก็ต้องมากินที่นี่ถึงห้าครั้งเลยนะ แถมแต่ละครั้งยังต้องจ่ายเงินให้ถึงยอดที่กำหนดด้วยถึงจะกดให้คะแนนได้...”
ไช่ไช่ทำหน้าปั้นยาก “พี่กะจะมากินไอ้อาหารแพงหูฉี่นี่ถึงห้าครั้งเลยเหรอ... เอ๊ะ?”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ เสียงมีดกระทบเขียงดังกึกๆ อย่างเป็นจังหวะจากฝั่งนู้นก็ดึงดูดความสนใจของพวกเขาไปจนหมด
เพียงแค่สวี่โจวไปยืนอยู่หน้าเขียงเพื่อเตรียมทำอาหาร ออร่ารอบตัวเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เขาจัดการนำมันฝรั่งสีทองที่ล้างจนสะอาดเอี่ยมอ่องมาวางบนเขียงอย่างทะมัดทะแมง ท่วงท่าการใช้มีดของเขาทั้งงดงามและว่องไว ราวกับถอดแบบทักษะการใช้มีดอันวิจิตรตระการตาในอนิเมะ ‘ยอดนักปรุงโซมะ’ ออกมาไม่มีผิดเพี้ยน ช่างเป็นภาพที่เจริญหูเจริญตาเสียจริง
มันฝรั่งถูกหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเท่ากันเป๊ะ ส่วนตอนที่หั่นหัวหอม มือของเขาก็ขยับรวดเร็วจนแทบจะมองเห็นเป็นภาพติดตา
เสียงมีดตวัดฉับๆ... ดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
สวี่โจวไม่มีทีท่าประหม่าเลยสักนิด ตรงกันข้ามเขากลับดูเยือกเย็นและสง่างามราวกับยอดฝีมือที่เร้นกายจากยุทธภพ
“นี่มัน...”
ไช่ไช่เบิกตาค้าง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “ทักษะการใช้มีดระดับนี้นี่ไม่ธรรมดาเลยนะ”
“ดูคล้ายกับท่วงท่าในการ์ตูนเรื่องนั้นจริงๆ ด้วยแฮะ!”
“พี่สวี พี่เป็นคนกว้างขวาง ทักษะการใช้มีดระดับนี้ พอจะจัดอยู่ในอันดับที่เท่าไรของบรรดาเชฟที่พี่เคยเจอมาบ้างครับ?”
สวีข่ายเองก็ถึงกับตะลึงงันไปเช่นกัน เขาอดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูการ์ตูนเรื่องนั้น แล้วนำฉากหั่นผักในการ์ตูนมาเปรียบเทียบกับภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง
“ไช่ไช่ นายลองดูฉากที่เขาหั่นผักสิ มันเหมือนกับภาพในการ์ตูนเป๊ะเลยไม่ใช่หรือไง?”
ไช่ไช่พึมพำด้วยความทึ่ง “ผมก็นึกว่าที่เขาปากดีเป็นเพราะขี้โม้ซะอีก ที่แท้เขาก็วาดจากเรื่องจริงเหรอเนี่ย?”
นี่มันเรียกว่าหั่นผักเหรอ?
นี่มันคือการโชว์สกิลขั้นเทพชัดๆ!
…
กระบวนการถัดไปคือการจัดเตรียมวัตถุดิบและลงมือทำอาหารอย่างเต็มรูปแบบ
มันฝรั่งสีทองที่ถูกหั่นเป็นชิ้นลูกเต๋าถูกนำไปนึ่งด้วยเวลาอันสั้นจนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนกำลังดี จากนั้นก็นำไปคลุกเคล้ากับเห็ดสับที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ซึ่งช่วยดูดซับความมัน และหัวหอมสีเขียวสับที่ให้รสชาติหวานละมุน
มันฝรั่งบดที่คลุกเคล้าจนเข้ากันดีแล้วเปล่งประกายสีเหลืองทองอร่าม ภายใต้แสงไฟ เห็ดสับและหัวหอมหั่นเต๋าดูราวกับดวงดาวสีขาวที่ส่องแสงระยิบระยับปะปนอยู่ภายในนั้น
เมื่อต้องแสงไฟ มันก็เปล่งประกายเจิดจ้าออกมาจริงๆ เสียด้วย
เบคอนที่ถูกนำไปย่างจนส่งกลิ่นหอมกรุ่นถูกนำมาห่อหุ้มมันฝรั่งบดเอาไว้ ในระหว่างที่กำลังอบอยู่ในเตา แม้จะมีประตูเตาอบขวางกั้นอยู่ แต่พวกเขากลับรู้สึกราวกับได้กลิ่นหอมของไม้ผลที่ผสมผสานกับกลิ่นไขมันและกลิ่นโรสแมรีอันรุนแรงโชยมาแตะจมูก
ท่วงท่าการราดน้ำซอสที่ลื่นไหลราวกับสายน้ำ ยิ่งทำให้ผิวหน้าของเบคอนส่งเสียงดังฉ่าๆ พร้อมกับควันร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมา
ไอน้ำสีขาวขุ่นลอยคลุ้งไปตามกระแสความร้อนจนแทบจะจับต้องได้
“เชิญรับประทานครับ”
สวี่โจวเคยฝึกฝนในระบบมานับครั้งไม่ถ้วน เขาจึงสามารถทำอาหารทั้งสองจานเสร็จสิ้นได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเขานำอาหารทั้งสองจานมาเสิร์ฟตรงหน้าคนทั้งสอง แล้วเห็นท่าทางเบิกตาค้างจนอ้าปากค้างของพวกเขา เขาก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม
“ลองชิมดูสิครับ แล้วพวกคุณจะรู้ว่าเงินพันแปดร้อยแปดสิบแปดหยวนที่จ่ายไปน่ะ มันคุ้มค่าทุกสตางค์”
ทั้งสองกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
รู้สึกตงิดๆ ว่าสีหน้าของตัวเองในตอนนี้มันช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับลูกค้าในการ์ตูนเสียเหลือเกิน
ชักจะน่าอายซะแล้วสิ
แต่ทว่ามือของพวกเขากลับคว้ามีดและส้อมมาหั่นมันฝรั่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยเบคอนชิ้นเล็กๆ เข้าปากไปอย่างควบคุมไม่ได้
ทันทีที่อาหารสัมผัสลิ้น ทั้งสองก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนตื่นเต้น
“รสชาตินี้มัน...”
“นี่มันใช่มันฝรั่งที่พวกเรารู้จักจริงๆ เหรอเนี่ย?”
มันฝรั่งบดที่อยู่ด้านในเบคอนดูดซับไขมันเอาไว้จนชุ่มฉ่ำ ผสมผสานกับเนื้อเบคอนที่ย่างจนหอมกรุ่น ทันทีที่กัดลงไป ความกรอบนอกนุ่มในก็แผ่ซ่านไปทั่วกระพุ้งแก้ม กลิ่นหอมอบอวลติดตรึงอยู่ในริมฝีปากและไรฟัน
ตอนที่สวีข่ายได้ลิ้มลองรสชาตินั้น เขารู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าอย่างจังจนสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
“เนื้อเบคอนที่กรอบนอกนุ่มใน ผสมผสานกับน้ำซอสชุ่มฉ่ำและกลิ่นหอมของไม้ผล รสชาติอันกลมกล่อมของไวน์แดงยิ่งชูรสชาติให้โดดเด่นขึ้นไปอีก... ไอ้เวรเอ๊ย เหลือไว้ให้ฉันบ้างสิวะ!”
เดิมทีเขากะจะวิจารณ์รสชาติของอาหารจานนี้ให้สละสลวยสักหน่อย แต่พอหันไปเห็นไช่ไช่ที่เขมือบอาหารในจานของตัวเองจนเกลี้ยงราวกับเสือหิว แถมยังทำท่าจะยื่นมือมาฉกอาหารในจานของเขาไปกินอีก...
สวีข่ายก็ไม่มีเวลามามัวพร่ำเพ้ออะไรอีกแล้ว
คำที่หนึ่ง
คำที่สอง
คำที่สาม
อยากกินอีก!
สมองของเขาไม่รับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว รสชาติที่หอมหวนแต่ไม่เลี่ยน เมื่อกัดลงไปน้ำซอสก็ทะลักล้นเต็มคำ ทำให้เขาสวาปามอาหารทั้งจานจนหมดเกลี้ยงภายในพริบตา
พอกินเสร็จ เขาก็ทำตัวเหมือนผีพนันที่ตาแดงก่ำ รีบล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาเตรียมสแกนจ่ายเงินอย่างลุกลี้ลุกลน
“เถ้าแก่!”
“เมนูนี้ยังเหลืออีกกี่ที่? ผมเหมาหมดเลย!”
“อีกแปดที่ที่เหลือ ผมขอเหมาเรียบ!”
บ้านของสวีข่ายรวยอยู่แล้ว เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมขึ้นมาอีกประโยค “ไม่สิ ฉันขอสมัครสมาชิกรายปีของร้านนายเลยก็แล้วกัน! ถ้าจำกัดแค่วันละสิบที่ งั้นฉันขอเหมาวันละสี่ที่เลย!”
เช้าที่หนึ่ง กลางวันที่หนึ่ง เย็นอีกที่หนึ่ง
ต่อให้วันไหนกินจนเบื่อแล้ว ก็ยังเอาไปให้พ่อกับแม่กินต่อได้อีก
“ไม่ได้ครับ”
พอนึกถึงค่าความปรารถนาที่ต้องเร่งอัปเกรด สวี่โจวก็ปฏิเสธเสียงแข็งโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
“จำกัดการซื้อคนละหนึ่งที่ต่อหนึ่งเมนูเท่านั้นครับ และไม่รับจองล่วงหน้าด้วย”
ระหว่างให้คนหนึ่งคนมากินสิบครั้ง กับให้คนสิบคนมากินคนละครั้ง แน่นอนว่าเขาต้องเลือกอย่างหลังอยู่แล้ว
อีกอย่าง...
พอเห็นสภาพของทั้งสองคนที่กินกันอย่างตะกละตะกลามราวกับหิวโซมาจากไหน สวี่โจวก็แอบพึมพำในใจ
มันจะเวอร์เกินไปไหมเนี่ย?
หรือว่าอาหารแฟนตาซีพวกนี้มันจะมีพลังเทียบเท่ากับเทพเจ้าแห่งมโนทัศน์จริงๆ?
...
เทพเจ้าแห่งมโนทัศน์ - สแลงชาวเน็ตจีน: หมายถึงตัวละครหรือสิ่งที่มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ หรือเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดบางอย่างจนไม่อาจโค่นล้มได้