- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้งผมก็ได้พบสาวแสนวิเศษ
- บทที่ 23: ปลายทางของวิทยาศาสตร์คือเทววิทยา
บทที่ 23: ปลายทางของวิทยาศาสตร์คือเทววิทยา
บทที่ 23: ปลายทางของวิทยาศาสตร์คือเทววิทยา
เฉินร่างถูกเจ้าของร้านไล่ตามมาติดๆ แถมยังต้องยอมจ่ายเงินค่าเสียหายไปอีกยี่สิบหยวน
หลังจากเดินเตร็ดเตร่ต่อไปอีกพักใหญ่จนเที่ยวชมงานวัดครบทุกซอกทุกมุม ประธานเฉินก็พาหลินจิงซูเดินมุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำ ซึ่งมีพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยจำนวนมากกำลังตั้งร้านขายของกินเล่นกันอยู่
ทำไมถึงเรียกว่าหาบเร่แผงลอยน่ะหรือ ก็เพราะทันทีที่เจ้าหน้าที่เทศกิจปรากฏตัวขึ้นมาสักสองสามคน บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ก็จะพร้อมใจกันติดเครื่องยนต์ใส่เกียร์หมาโกยแน่บด้วยความเร็วสูงทันทีน่ะสิ
เมืองสู่โจวมีของกินเล่นพื้นเมืองขึ้นชื่ออยู่มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเต้าฮวยแบบคาว เส้นหมี่เย็นเหลียงผี เต้าหู้เหม็นทอด และมันฝรั่งทอดเกลียว... ท้ายที่สุด ทั้งสองก็ตกลงปลงใจเลือกร้านขายโรตีต้นหอม เมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ร้านนี้ดูสะอาดสะอ้านถูกสุขอนามัยมากที่สุดแล้ว
เฉินร่างต้องเข็นจักรยาน เขาจึงส่งหลินจิงซูไปเป็นคนซื้อ
ดาวโรงเรียนหลินจัดการซื้อมาสองชิ้นอย่างรวดเร็ว และยื่นให้เฉินร่างหนึ่งชิ้น
ประธานเฉินยังไม่ได้กินมื้อเช้าตกถึงท้อง แถมเพิ่งจะเผาผลาญพลังงานไปกับการปั่นจักรยานหมาดๆ แน่นอนว่าเขากำลังหิวไส้กิ่ว
แผ่นโรตีจะใหญ่สักแค่ไหนกันเชียว เขาจัดการยัดมันลงท้องจนหมดเกลี้ยงภายในสองคำ
หลินจิงซูกระเพาะเล็กกว่ามาก เธอกินไปได้ไม่ถึงครึ่งชิ้นด้วยซ้ำ
"เฉินร่าง ฉันกินไม่หมดแล้วล่ะ นายกินต่อทีสิ"
ขณะที่เดินนำหน้าอยู่นั้น จู่ๆ เธอก็หันขวับกลับมา โน้มตัวไปข้างหน้า แล้วยัดโรตีชิ้นที่เหลือเข้าปากเฉินร่างหน้าตาเฉย
เฉินร่างถึงกับตั้งตัวไม่ติด
ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามไร้ที่ติของดาวโรงเรียนคนสวย แทบจะกินพื้นที่จนเต็มกรอบสายตาของเขา
สันจมูกของเธอโด่งรั้นได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อชวนมอง
แต่สิ่งที่งดงามที่สุดคือดวงตาดอกท้อคู่นั้น มันกระจ่างใสราวกับแก้วเจียระไน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนชวนให้หลงใหล
นี่มันระดับความงามของหญิงงามล่มเมืองชัดๆ
แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่เธอก็มักจะใช้ความงดงามของตัวเองเป็นอาวุธได้อย่างแนบเนียนเสมอ
สมองของเฉินร่างถึงกับหยุดประมวลผลไปดื้อๆ
"มัวเหม่ออะไรอยู่ล่ะ มองทางสิ—"
หลินจิงซูรีบร้องเตือน
ใครบางคนมัวแต่จ้องหน้าเธอตาไม่กะพริบทั้งที่มือยังเข็นจักรยานอยู่ จึงไม่ทันสังเกตเห็นแผงลอยที่อยู่ตรงหน้า
ไม่ทันเสียแล้ว!
โครม! จักรยานพุ่งชนเข้าอย่างจัง เครื่องปรุงและวัตถุดิบต่างๆ กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
วินาทีนั้นราวกับมีใครไปจุดชนวนระเบิดเข้า
เจ้าของแผงลอยเป็นมนุษย์ป้าวัยกลางคนหน้าตาดุดัน เอวหนาเป็นถังกระบอก เธอพุ่งเข้ามาคว้าคอเสื้อเฉินร่างเอาไว้ทันที
"ไอ้เด็กบ้า ตาบอดหรือไง! เดินประสาอะไรของแกห๊ะ!"
เฉินร่างรีบละล่ำละลักขอโทษ
"คุณป้าครับ ใจเย็นๆ ก่อน อย่าเพิ่งด่าเลย ผมยินดีชดใช้ค่าเสียหายให้ครับ เท่าไหร่ดีครับ"
มนุษย์ป้าหรี่ตามองเขา
เมื่อเห็นว่าเขาเป็นเพียงนักเรียนที่ดูท่าทางหัวอ่อนหลอกง่าย เธอก็ฉวยโอกาสโก่งราคาขึ้นมาทันที
"หนึ่งพันหยวน!"
สีหน้าของเฉินร่างดูเหวอไปเล็กน้อย
อย่างแรกเลย เขาพกเงินสดติดตัวมาไม่ถึงขนาดนั้น
ค่าเงินหยวนในปีสองพันเก้านั้นมีอำนาจการซื้อสูงมาก
การมาเที่ยวงานวัดกับหลินจิงซูทั้งวัน เต็มที่ก็คงใช้เงินแค่สองสามร้อยหยวนเท่านั้น
วันนี้เฉินร่างพกเงินสดมาห้าร้อยหยวน เขาใช้ไปแล้วประมาณหนึ่งร้อย ตอนนี้จึงเหลืออยู่แค่สี่ร้อยหยวน
ส่วนเรื่องสแกนจ่ายน่ะลืมไปได้เลย โลกในปีสองพันเก้ายังไม่มีเทคโนโลยีแบบนั้นหรอก
อย่างที่สอง มนุษย์ป้าคนนี้กำลังกรรโชกทรัพย์เขาชัดๆ
เขาแค่ทำเครื่องปรุงหกเลอะเทอะไปนิดหน่อย มูลค่าความเสียหายจริงๆ ยังไม่ถึงร้อยหยวนด้วยซ้ำ
เฉินร่างไม่ได้ใสซื่อขนาดที่จะไปยืนเถียงหรือพยายามใช้เหตุผลกับคนพรรค์นี้
ทฤษฎีวิภาษวิธีวัตถุนิยมสอนให้เขารู้ว่า ในหมู่ชนชั้นแรงงาน ย่อมมีทั้งคนซื่อสัตย์สุจริต และแน่นอนว่าต้องมีพวกคดโกงหน้าเลือดปะปนอยู่ด้วย
"คุณป้าครับ ผมมีอยู่แค่สามร้อยเอง..."
เฉินร่างต่อราคาลงมาอย่างฮวบฮาบ—ถึงอย่างนั้น เงินสามร้อยหยวนก็ยังถือว่าคุณป้าร่างท้วมคนนี้ได้กำไรไปเหนาะๆ อยู่ดี
ทว่ามนุษย์ป้ากลับไม่ยอมลดราวาศอก เธอกำคอเสื้อเฉินร่างไว้แน่น ก่อนจะงัดเอาไม้ตายก้นหีบออกมาใช้
"ช่วยด้วย! ไอ้อันธพาลนี่มันพังร้านฉันแล้วชักดาบไม่ยอมจ่ายเงิน!"
ไม่นาน พ่อค้าแม่ค้าละแวกนั้นกว่าสิบคนก็แห่กันมาล้อมกรอบ สายตาของแต่ละคนดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย บางคนถึงขั้นถือตะหลิวกับไม้คลึงแป้งติดมือมาด้วย
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ถ้าเฉินร่างไม่ยอมคายเงินหนึ่งพันหยวนออกมา พ่อค้าแม่ค้าพวกนี้อาจจะใช้ 'อาวุธในการวิพากษ์วิจารณ์' แทนที่จะเป็น 'การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยอาวุธ' ของจริงเข้าให้แน่ๆ
ประธานเฉินกลายร่างเป็นมักเกิ้ลไร้เวทมนตร์ในพริบตา และตัดสินใจที่จะยอมถอยประนีประนอม
ส่วนเรื่องจะโทรแจ้งตำรวจน่ะหรือ—
ต่อให้คุณอาตำรวจเดินทางมาถึง พวกเขาก็คงรับมือกับ 'คลื่นมหาชนแห่งสงครามประชาชน' ไม่ไหว และคงทำได้แค่ไกล่เกลี่ยให้เรื่องจบๆ ไปอยู่ดี
อย่างดีที่สุด เขาก็คงได้จ่ายน้อยลงมาหน่อยเท่านั้น
ประธานเฉินยังคงตระหนักถึงภารกิจหลักในวันนี้ได้ดี นั่นคือการพาหลินจิงซูมาเที่ยวเล่นให้สนุก
ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้
ทว่าในตอนนั้นเอง ดาวโรงเรียนหลินที่ขมวดคิ้วเรียวสวยมาพักใหญ่ จู่ๆ ก็ตะโกนขึ้นมาสุดเสียง "เทศกิจมาแล้ว!"
ทุกสรรพสิ่งล้วนมีของแสลงกำราบกัน ดั่งน้ำเกลือที่สยบเต้าหู้ได้อยู่หมัด
คุณป้าเอวถังรีบปล่อยมือจากเสื้อเฉินร่าง แล้วหันไปเข็นรถเข็นวิ่งหนีป่าราบทันที บรรดาพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก
นี่แหละคืออำนาจข่มขวัญที่เจ้าหน้าที่เทศกิจมีต่อเหล่าผู้ค้าหาบเร่แผงลอยในปีสองพันเก้า
ถึงขนาดมีบทกวีบนเว็บบอร์ดเถี่ยปาแต่งแซวไว้เป็นหลักฐานว่า 'ขอเพียงเทศกิจสามพันนาย ไต้หวันจะคืนสู่มาตุภูมิในเร็ววัน!'
ประธานเฉินเองก็ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
เทศกิจงั้นเหรอ ที่ไหนกัน ไม่เห็นจะมีสักคน
"เฉินร่าง นายมันซื่อบื้อจริงๆ!"
หลินจิงซูคว้าแขนเขาแล้วออกตัววิ่ง—ตอนนั้นเองที่เฉินร่างเพิ่งจะเข้าใจสถานการณ์ เขารีบวิ่งตามดาวโรงเรียนคนสวยไป ติดเกียร์หมาเผ่นแน่บให้เร็วที่สุดเท่าที่สองขาจะพาไปได้
ทั้งสองวิ่งเลียบไปตามริมฝั่งแม่น้ำนานแค่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ จนกระทั่งเสียงด่าทอและกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ไล่หลังมาถูกทิ้งห่างไปไกลลิบ พวกเขาถึงได้ยอมหยุดพัก
เฉินร่างเหนื่อยหอบจนแทบขาดใจ เขาพิงร่างเข้ากับราวระเบียงริมแม่น้ำแล้วอ้าปากสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่
สมรรถภาพทางกายของหลินจิงซูเห็นได้ชัดว่าเหนือกว่าเฉินร่างอยู่มาก เธอไม่ได้หอบเหนื่อยจนเกินไปนัก ทว่าใบหน้ารูปไข่กลับแดงระเรื่อ
ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นประหม่าต่างหาก
เสียงตะโกนเมื่อครู่นี้ นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของเด็กดีที่ได้รับดาวเด็กดีมานับไม่ถ้วนตั้งแต่เด็กอย่างเธอ ที่เอ่ยปากโกหกหน้าตาย
หากคนที่ตะโกนว่า 'เทศกิจมาแล้ว' คือเฉินร่าง พวกพ่อค้าแม่ค้าก็คงไม่มีทางหลงเชื่อแน่ๆ
ทว่าเทพธิดาแห่งการเรียนคนนี้ ดูยังไงก็ไม่ใช่เด็กประเภทที่จะพูดปดมดเท็จ
ในที่สุดเฉินร่างก็หายใจได้ทั่วท้อง เมื่อมองดูหลินจิงซูที่ยังคงมีท่าทีประหม่า เขาก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
เขาไม่คาดคิดมาก่อนจริงๆ ว่าหลินจิงซูจะกล้าโกหก
พูดก็พูดเถอะ สีหน้าท่าทางของเธอเมื่อกี้นี้ ตีบทแตกกระจุยจนน่าจะคว้าถ้วยรางวัลออสการ์ไปครองได้สบายๆ
หลินจิงซูถลึงตาใส่เขา ดวงตาดอกท้อคู่งามแฝงไว้ด้วยร่องรอยแห่งความหงุดหงิด "ห้ามหัวเราะนะ!"
เฉินร่างยกมือขึ้นถูแก้มที่เริ่มจะปวดเมื่อยจากการหัวเราะ ก่อนจะกลั้นขำเอาไว้ได้ในที่สุด "หลินโยวโยว เสียงตะโกนของเธอนี่ไม่เบาเลยนะเนี่ย แม่ของเตียบ่อกี้พูดถูกไม่มีผิด—ยิ่งผู้หญิงสวยมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหลอกลวงเก่งมากเท่านั้น!"
หญิงงามหลินค้อนขวับเข้าให้อีกวง "ก็เป็นเพราะนายซื่อบื้อเกินไปน่ะสิ คุณป้าคนนั้นกะจะรีดไถเงินนายชัดๆ แต่นายก็ยังคิดจะจ่ายให้อีก!"
"รับมือกับพญายมนั้นง่ายดาย แต่รับมือกับพวกภูตผีปลายแถวน่ะยากลำบาก—ฉันก็แค่ไม่อยากหาเหาใส่หัวให้วุ่นวายน่ะ"
เฉินร่างยักไหล่แล้วกล่าวเสริม
"หลินโยวโยว ถึงแม้ว่าเสียงตะโกนเมื่อกี้จะยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ เกิดพวกเราหนีไม่รอดแล้วโดนรุมกระทืบขึ้นมาจะทำยังไง ฉันน่ะไม่เป็นไรหรอกเพราะหน้าหนาอยู่แล้ว แต่ถ้าเธอได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วนเดียว มันคงเป็นบาปติดตัวฉันไปตลอดแน่ๆ"
หลินจิงซูเชิดปลายคางขาวเนียนขึ้น เผยให้เห็นกรอบหน้าอันงดงามไร้ที่ติ "เฉินร่าง ฉันเป็นถึงสายดำดั้งสามของคาราเต้นะ มีฉันอยู่ทั้งคน นายไม่ต้องกลัวหรอก"
เฉินร่าง "..."
แม่คู๊ณ นี่มันมาดท่านประธานหญิงจอมเผด็จการชัดๆ!
แล้วก็ ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ! ประโยคนั้นมันควรจะเป็นบทของฉันไม่ใช่หรือไง ขืนเธอพูดแบบนี้ พี่ฟู่กุ้ยของเธอก็เสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชายหมดน่ะสิ
จากนั้นหลินจิงซูก็เอนกายพิงราวระเบียงริมแม่น้ำตามแบบเฉินร่างบ้าง
อากาศในเดือนพฤษภาคมช่างแปรปรวนราวกับอารมณ์เด็กทารก เมื่อครู่นี้แดดยังออกอยู่เลย แต่จู่ๆ สายลมก็พัดกรรโชกมาพร้อมกับความหนาวเหน็บ ดวงอาทิตย์เองก็ใจจืดใจดำหลบฉากหลังม่านเมฆหนาทึบไปเสียอย่างนั้น
สายลมจากแม่น้ำพัดปะทะร่าง ส่งผลให้เส้นผมของหญิงงามหลินปลิวไสว
เฉินร่างหันขวับไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างอันงดงามไร้ที่ติ และสัดส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวนที่ถูกเปิดเผยเมื่อสายลมพัดผ่านเสื้อผ้าแนบเนื้อ นัยน์ตาของเขาเหม่อลอยไปอีกครา
'หญิงงามมิควรพิงราวระเบียง เพราะทัศนียภาพจะพลันหนาวเหน็บเมื่อนางอิงแอบ' คนโบราณกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน!
หลังจากชื่นชมภาพหญิงงามพิงระเบียงอันแสนตราตรึงใจจนพอใจแล้ว เฉินร่างก็เอ่ยด้วยความเป็นห่วง "หลินโยวโยว อากาศเย็นลงแล้วนะ เธอใส่เสื้อผ้าบางขนาดนี้ ต้องหนาวแน่ๆ เลย ให้ฉันพาไปส่งบ้านไหม"
แต่หลินจิงซูกลับส่ายหน้าดิกเป็นกลองป๋องแป๋ง "ไม่เอา—ฉันไม่หนาวสักหน่อย"
"ทำไมเธอถึงดื้อรั้นเหมือนมือใหม่หัดเล่นแบบนี้นะ ฉันใส่เสื้อตั้งหนายังรู้สึกหนาวเลย แล้วเธอจะไม่หนาวได้ยังไงกัน"
"แต่... ฉันไม่หนาวจริงๆ นี่นา"
หญิงงามหลินระบายยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก ดวงตาดอกท้อทอประกายระยิบระยับราวกับบรรจุหมู่ดาวนับล้านดวงเอาไว้ภายใน
"เฉินร่าง ฉันค้นพบเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่งด้วยแหละ ขอแค่มีนายอยู่ด้วย ไม่ว่าลมจะพัดมาทางไหน มันก็อบอุ่นเสมอเลย"
เฉินร่าง "..."
เดี๋ยวนะ นี่เธอกำลังจีบฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย
ภาพลวงตา มันต้องเป็นภาพลวงตาแน่ๆ
เฉินฟู่กุ้ย แกอย่าได้ริอ่านคิดเข้าข้างตัวเองเชียวนะ เธอเป็นถึงเจ้าหญิงตัวจริงที่เกิดมาพร้อมกับโลกทั้งใบ ส่วนแก อย่างมากก็เป็นได้แค่คนจูงม้าให้เธอเท่านั้นแหละ
เฉินร่างส่ายหน้า "หลินโยวโยว หากว่ากันตามหลักเหตุผลแล้ว กฎทางฟิสิกส์ของโลกใบนี้นั้นเข้มงวดมากนะ สิ่งที่เธอเพิ่งพูดมาเมื่อกี้ มันฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด"
เทพธิดาแห่งการเรียนกรอกตาใส่เขา "เฉินร่าง ถ้างั้นฉันก็พูดได้คำเดียวว่าความรู้ความเข้าใจของนายมันตื้นเขินเกินไป ปลายทางของวิทยาศาสตร์คือเทววิทยาย่ะ ห่วงโซ่ตรรกะของฉันสมเหตุสมผลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"
เฉินร่าง "..."
เธอพูดซะมีเหตุมีผลเสียจนเขาถึงกับใบ้กิน หาคำเถียงไม่ออกเลยทีเดียว