- หน้าแรก
- เส้นทางลับสู่บัลลังก์ไททัน
- บทที่ 12 - ทะลวงด่านวิทยายุทธ์ลึกลับ สภาบรรพกาล
บทที่ 12 - ทะลวงด่านวิทยายุทธ์ลึกลับ สภาบรรพกาล
บทที่ 12 - ทะลวงด่านวิทยายุทธ์ลึกลับ สภาบรรพกาล
บทที่ 12 - ทะลวงด่านวิทยายุทธ์ลึกลับ สภาบรรพกาล
ห้องลับ
เฉินเซี่ยงปฏิบัติตามคำบรรยายในเคล็ดวิชาเทวรูปยักษ์ จินตนาการถึงม้วนภาพวาดในสมอง เพ่งจิตนึกถึงยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่บนรถศึกทองคำ
ท่ามกลางความว่างเปล่า เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงอนุภาคสีแดงเล็กๆ ที่ลอยล่องอยู่ในอากาศจริงๆ
ตามบันทึกของเคล็ดวิชาเทวรูปยักษ์ นี่คือ 'อนุภาคเทพแท้จริง' ที่มาจากเทพเจ้า มีเพียงการเพ่งจิตนึกถึงเจตจำนงที่แท้จริงของเทพเจ้าหรือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเท่านั้น จึงจะสามารถสัมผัสได้...
เขาดูดซับอนุภาคเทพแท้จริงอย่างตะกละตะกลาม เพ่งจิตถึงไททันสนธยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า สื่อสารกับตัวตนที่ยิ่งใหญ่และสูงสุด...
อนุภาคเทพแท้จริงหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเฉินเซี่ยง ตามเคล็ดการโคจรลมปราณของวิชาเทวรูปยักษ์ ค่อยๆ ลำเลียงไปทั่วร่าง
เพียงแต่ ความเร็วในการดูดซับอนุภาคเทพแท้จริงของเขา จะเร็วไปหน่อยไหม
ตามบันทึก คนทั่วไปหนึ่งชั่วโมงดูดซับได้ 3 ถึง 5 อนุภาค อัจฉริยะที่เทพเจ้าโปรดปรานอาจดูดซับได้ราว 10 อนุภาค
แต่ตัวเขา...
แค่หายใจเข้าออกหนึ่งครั้ง ก็มีอนุภาคเทพแท้จริงหนึ่งอนุภาคพุ่งเข้าสู่ร่างกาย
หนึ่งชั่วโมง เขาดูดซับไปเกือบสองร้อยอนุภาค! นี่ขนาดยังเป็นเพราะอนุภาคเทพแท้จริงในอากาศรอบตัวมีน้อยมากนะ ไม่อย่างนั้น...
เป็นเพราะพลังจิตตานุภาพของเขาแข็งแกร่ง?
หรือเป็นเพราะภาพนิมิตภาพนี้?
เขาไม่คิดมาก ท่องเคล็ดวิชาเทวรูปยักษ์ต่อไป
"ผสานแรงกับปราณ โอบอุ้มปราณไว้ในกาย ดึงจิตสู่ร่าง..."
เฉินเซี่ยงหลงใหลจนลืมตัว เกร็งกล้ามเนื้อตามบันทึก ผิวหนังและกระดูกทั่วร่างสั่นสะเทือนด้วยความเร็วสูงในขณะนี้
อนุภาคเทพแท้จริงหลอมรวมเข้ากับผิวหนัง กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นท่ามกลางการสั่นสะเทือนทีละน้อย...
เขากำลังลอกคราบ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เฉินเซี่ยงประเมินคร่าวๆ ว่าตัวเองดูดซับอนุภาคเทพแท้จริงไปอย่างน้อยหนึ่งพันอนุภาค ความรู้สึกฉีกขาดและความรู้สึกเหมือนร่างกายจะพังทลายก็ค่อยๆ จางหายไป
เมื่อดูดซับเกินสามพันอนุภาค เขารู้สึกเหมือนมีผ้าบางๆ คลุมอยู่บนผิว ประสาทการได้ยินและการดมกลิ่นดีขึ้นแบบก้าวกระโดด
ถึงขั้นได้ยินเสียงเลือดไหลเวียนในกาย ได้กลิ่นสนิมจางๆ บนกระจกที่อยู่ไม่ไกล...
เมื่อดูดซับอนุภาคเทพแท้จริงครบห้าพันอนุภาค
'กร๊อบ!!'
กระดูกส่งเสียงลั่นดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า
ผิวหนังดั่งเกราะคุ้มกัน เส้นเอ็นกระดูกลั่นดั่งสายฟ้า
วิทยายุทธ์ลึกลับด่านที่หนึ่ง... ทะลวงผ่านแล้ว
เฉินเซี่ยงลืมตา ลุกขึ้นยืนช้าๆ โคจรพลังตามเคล็ดระเบิดแรงของวิชาเทวรูปยักษ์ บิดเอวย่อเข่า สะสมแรงเหมือนง้างธนู ปล่อยแรงเหมือนลูกธนูพุ่งออกจากแหล่ง เหวี่ยงหมัดออกไป!
'ปัง!!'
อากาศถูกกระแทกจนระเบิด แรงลมพุ่งพล่าน
"นี่คือปรัชญาเมธีวิทยายุทธ์หรือ"
เฉินเซี่ยงรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในร่างกายเหมือนมีพละกำลังใช้ไม่หมด...
เขาพึมพำกับตัวเอง
"การฝึกฝน ง่ายขนาดนี้เลยหรือ"
พูดจบ เฉินเซี่ยงก็หันขวับ จ้องมองกระจกสีขาวบริสุทธิ์ที่วางอยู่บนพื้น ถามเสียงเรียบ
"เจ้ากระจก แกเป็นใครกันแน่"
"ข้า?"
กระจกลอยขึ้นตั้งตรงเอง มีเสียงแสดงความเคารพตอบกลับมา
"เรียนท่าน ข้ามีชื่อเต็มว่า 'กระจกผู้ไว้อาลัย' บางคนก็เรียกข้าว่า 009 ส่วนข้าเป็นใครกันแน่..."
มันเว้นจังหวะ แล้วตอบอย่างจริงจัง
"ข้าลืมไปแล้ว เพราะข้าเป็นบ้า"
เฉินเซี่ยงชะงัก ยังคงระแวดระวัง จ้องเขม็งไปที่กระจกบานนั้น
"แกเป็นบ้า? หมายความว่าไง"
"ความหมายตามตัวอักษรเลยจ้า!" กระจกโยกไปมาเบาๆ "ข้าบ้าไปตั้งนานแล้ว ความทรงจำแตกสลาย ลืมไปตั้งเยอะ นานๆ ทีถึงจะนึกอะไรออกบ้าง"
"แกต้องการอะไร"
"เรียนท่าน ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น"
"ภูตผีเมื่อกี้ คือยังไง"
"ภูตผี? ท่านไม่ได้เป็นคนต้องการหรอกหรือ" กระจกงุนงง "ท่านบอกว่าอยากเห็นผี (เจอดี) พอดีข้ามีความสามารถนี้ ก็เลยเรียกผีมา พอท่านบอกให้หยุด ข้าก็หยุดแล้วไง"
เฉินเซี่ยงมุมปากกระตุก ในใจเกิดความสงสัย เจ้ากระจกนี่... ดูเหมือนจะเชื่อฟังเขามาก?
ไตร่ตรองครู่หนึ่ง เขาถามต่อ
"ฉันสั่งอะไรแกก็ทำอย่างนั้นหรือ"
กระจกตอบอย่างมั่นใจ
"แน่นอนว่าท่านสั่งอะไร ข้าก็ทำอย่างนั้น"
เฉินเซี่ยงถามเสียงเข้ม
"ทำไม"
กระจกเงียบไปนาน ก่อนจะตอบเสียงอ่อย
"ข้าบ้า ไม่ได้โง่นะ"
เฉินเซี่ยงงง หมายความว่าไง
เขายังคงระวังตัว ถามไล่ต้อนต่อไป กระจกคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า
"เพราะ... ข้ากลัวท่าน"
"กลัวฉัน? ทำไม"
"ข้าเป็นคนบ้า ความทรงจำแตกสลาย ข้าไม่รู้สาเหตุ แต่จิตใต้สำนึกบอกข้าว่า ข้าควรจะกลัวท่าน"
จิตใต้สำนึกก็มา... เฉินเซี่ยงพูดไม่ออก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาทำใจกล้าเดินเข้าไป ยกกระจกขึ้นพิจารณาอย่างระมัดระวัง ตัวกระจกขาวผ่องไร้ตำหนิ ด้านหลังมีลวดลายประหลาด พร้อมตัวอักษรเล็กๆ แถวหนึ่ง
'ผู้ตายจักถูกลืมเลือน มีเพียงกระจกที่ไว้อาลัย'
"แกเรียกภูตผีมาได้ยังไง" เขาถามเสียงเบา มั่นใจแล้วว่ากระจกนอกจากจะเพี้ยนๆ หน่อย ก็ดูเหมือนจะไม่ทำอันตรายเขา
เพราะถ้าเมื่อกี้กระจกเรียกภูตผีออกมาเรื่อยๆ หรือไม่เตือนสติเขา ป่านนี้เขาคงตายไปแล้ว
กระจกคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอบตามตรงว่า
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียกมาได้ยังไง ข้าแค่ทำได้ สถานที่ที่ข้าส่องแสงไป วิญญาณของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาที่เคยตายในที่แห่งนั้นจะถูกปลุกขึ้นมา และจะเชื่อฟังคำสั่งของข้า"
แล้วมันก็รีบประจบ
"แน่นอน นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้พวกมันเชื่อฟังแต่คำสั่งของท่าน..."
เฉินเซี่ยงอึ้ง
"สิ่งมีชีวิตที่ตายในที่แห่งนี้... ห้องฉันมีคนตายเยอะขนาดนั้นเชียวหรือ"
"ตอนนี้ไม่มี แต่สิบปีก่อนล่ะ ห้าสิบปี ร้อยปี พันปีก่อนล่ะ"
กระจกพูดจริงจัง
"ข้าเปลี่ยนคำพูดใหม่ ข้าสามารถปลุกวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในละแวกนี้ที่ตายไปตั้งแต่ศักราชเทพปีที่ 1 ถึงปัจจุบันได้"
"1518 ปีก่อน... ศักราชเทพปีที่ 1?" เฉินเซี่ยงครุ่นคิด
"ใช่"
กระจกหัวเราะคิกคัก
"แต่สิ่งมีชีวิตที่ตายที่นี่ไม่มีพวกเหนือธรรมชาติ และเวลาตายก็นานเกินหนึ่งปี ที่เรียกออกมาได้ก็เลยมีแค่ภูตผีธรรมดาที่ไร้สติปัญญาและจิตสำนึกเท่านั้นแหละ"
เฉินเซี่ยงพยักหน้าเบาๆ เปลี่ยนเรื่องคุย
"จริงสิ แกเคยได้ยินชื่อตี้ทานไหม"
"ไม่เคย" กระจกตอบทันควัน "ข้าบอกท่านแล้ว ข้าเป็นบ้า คนบ้าไม่รู้อะไรหรอก"
"ฉันดูไม่ออกเลยว่าแกบ้า"
เฉินเซี่ยงส่ายหน้า
"จริงสิ ฉันควรเรียกแกว่่าอะไร"
"เรียนท่าน เมื่อก่อนข้าให้ลูกน้องเรียกข้าว่าราชาผู้ไร้เทียมทานกระจกมหาราช ท่านจะเรียกตามไหมล่ะ"
เฉินเซี่ยงมุมปากกระตุก
"พอเถอะ ฉันเรียกแกว่่ากระจกก็แล้วกัน... ในเมื่อบอกว่าเชื่อฟังฉัน งั้นตั้งแต่นี้ไป อยู่เฉยๆ อย่าพูดมาก โดยเฉพาะตอนมีคนอื่นอยู่"
"ตามประสงค์ของท่าน"
เขาไม่รู้ว่ากระจกผู้ไว้อาลัยนี่คือตัวอะไรกันแน่ ชัดเจนว่าเป็นวัตถุเหนือธรรมชาติ แต่ระดับไหนกันล่ะ
ไม่มีเบาะแส
แต่น่าจะเก่งมากแน่ๆ
เฉินเซี่ยงหยิบป้ายคำสั่ง ม้วนคัมภีร์ และปลายหอกขึ้นมา ถามปิดท้าย
"ของพวกนี้ แกู้จักไหม"
"เรียนท่าน ข้าบอกแล้วว่าข้าบ้า จำอะไรไม่ได้ ไม่รู้อะไรเลย... แต่"
กระจกเว้นวรรค แล้วพูดต่อ
"ในบรรดาของพวกนี้ ไอ้ป้ายนั่นข้าพอจะคุ้นๆ อยู่บ้าง... เหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ของสมาชิกสภาอะไรสักอย่าง เจ้าของเดิมน่าจะตายไปแล้ว"
เฉินเซี่ยงชะงัก
"ตายแล้ว?"
"ใช่สิ" กระจกสงสัย "กล่องใบเล็กที่เท้าท่าน นั่นไม่ใช่โถใส่เถ้ากระดูกหรือ ของพวกนี้ใส่อยู่ในนั้นใช่ไหม ใส่ในโถเถ้ากระดูก ก็ต้องเป็นมรดกสิ..."
เฉินเซี่ยงก้มมองกล่องซ้อนกล่องที่เท้า หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้... โถใส่เถ้ากระดูกจริงๆ หรือเนี่ย
กล่องไม้รูปยักษ์ใส่โถเถ้ากระดูก ในโถเถ้ากระดูกใส่มรดก
แล้วสถาบันเทวรูปยักษ์กับสภาบรรพกาลที่ว่านี่ เกี่ยวข้องกันยังไง
กระจกเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ พูดแนะนำว่า
"ท่านลองตัดแบ่งจิตวิญญาณส่วนหนึ่ง ใส่เข้าไปในป้ายคำสั่งนั่นดู น่าจะกลายเป็นเจ้าของคนใหม่ของป้ายได้ หรือก็คือเป็นสมาชิกสภาอะไรนั่น"
"ไม่ใช่สภาอะไรนั่น สภาบรรพกาล" เฉินเซี่ยงแก้ให้ แล้วจมอยู่ในห้วงความคิด
ผ่านไปนานโข เขาสะบัดหัว เอาผ้าดำที่เคยคลุมกล่องไม้มาคลุมกระจกไว้ วางไว้มุมห้องลับ แล้วเก็บกล่องไม้ ม้วนคัมภีร์ โถเถ้ากระดูกเข้าช่องลับ จากนั้นจึงเดินออกจากห้องลับ
มองผ่านหน้าต่าง เห็นดวงตะวันกำลังลับขอบฟ้า ยามสนธยามาเยือน
"บ่ายแล้วหรือ ไม่สิ ไม่ถูก..."
เขาหันไปมองนาฬิกาแขวนในห้องเจ้ใหญ่ หกโมงครึ่งตอนเย็น และวันที่บนนาฬิกาแสดงคือ...
ปี 1518 วันที่ 6 พฤษภาคม วันอาทิตย์
"ฉันอยู่ในห้องลับมาวันครึ่ง..."
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้วแน่น ตั้งแต่เริ่มกินภูตผี จนถึงฝึกวิทยายุทธ์ลึกลับ ผ่านไปกว่าสามสิบชั่วโมง!!
สามสิบกว่าชั่วโมงไม่ได้ติดต่อเจ้ใหญ่กับพี่รอง...
เขาเงี่ยหูฟัง พบว่าข้างนอกไม่มีเสียงปืนระงมแล้ว จึงเดินออกจากห้อง ดันตู้เสื้อผ้าและตู้เย็นที่ขวางประตูออก เตรียมจะออกไปสืบข่าว และโทรหาพวกพี่รอง
แต่พอขยับตู้เย็นกับตู้เสื้อผ้าออก เฉินเซี่ยงก็เห็นคนที่ยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดิน
สาวน้อยผมเงิน ยืนอยู่อย่างสดใส
"ไฮ!"
เว่ยชิงชิวโบกมือ
"เจอกันอีกแล้ว ท่านผู้กล้าเฉิน!"
"เสี่ยวเว่ย??" เฉินเซี่ยงตกใจ "คุณมาได้ไง"
เสี่ยวเว่ยยิ้มกว้าง เดินเข้ามาในบ้านอย่างเปิดเผย ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา แล้วบิดขี้เกียจ
แสงอาทิตย์ยามอัสดงส่องผ่านหน้าต่าง อาบไล้ร่างของเธออย่างอ่อนโยน
"ฉันมาเชิญนาย"
"เชิญ..."
เฉินเซี่ยงขมวดคิ้ว รู้สึกทะแม่งๆ ดันตู้เสื้อผ้ากับตู้เย็นกลับไปอุดประตู แล้วเดินมาที่ห้องรับแขก มองดูเด็กสาวจอมขี้เกียจตรงหน้า
"เชิญไปไหน"
"นายเคยได้ยิน..." เด็กสาวทัดผมที่ข้างหู ลำคอระหงสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นเป็นประกาย
"นายเคยได้ยินชื่อ สภาบรรพกาล ไหม"
เธอยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ราวกับลูกแมวที่ไร้พิษภัย
[จบแล้ว]