เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - การช่วงชิงอย่างบ้าคลั่ง และการกินอย่างตะกละตะกลาม!

บทที่ 11 - การช่วงชิงอย่างบ้าคลั่ง และการกินอย่างตะกละตะกลาม!

บทที่ 11 - การช่วงชิงอย่างบ้าคลั่ง และการกินอย่างตะกละตะกลาม!


บทที่ 11 - การช่วงชิงอย่างบ้าคลั่ง และการกินอย่างตะกละตะกลาม!

เขตที่หนึ่งที่ลึกลับที่สุดแห่งมหานครเกรียงไกร

ที่นี่คือศูนย์กลางของทั้งเมือง

"ท่านปู่ทวดบอกว่าเนรเทศ 009 ไปยังความว่างเปล่าแล้วหรือคะ?!" หญิงสาวผู้เลอโฉมเอ่ยอย่างมีน้ำโห "ปู่ทวดคะ นั่นมันวัตถุต้องห้าม 009 เชียวนะ!"

ชายชราที่ดูร่วงโรยนั่งอยู่บนรถเข็น ดวงตาถูกผ้าสีดำปิดคาดไว้ หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

"วัตถุต้องห้าม 009 กระจกผู้ไว้อาลัยน่ะหรือ เสียดายหรือไง 009 อยู่ในสภาวะหมิ่นเหม่จะหลุดการควบคุมแล้ว เราเองก็แบกรับราคาที่ต้องจ่ายในการใช้งานมันไม่ไหวหรอก"

หญิงสาวกุมหน้าอก พูดอย่างเสียดาย

"ปู่ทวดคะ! ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ไข ท่านเล่นเนรเทศไปสู่ความว่างเปล่าดื้อๆ แบบนี้ มันสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!"

ชายชราส่ายหน้า

"ยิ่งทรงพลัง ก็ยิ่งอันตราย 009 ดึงดูดความสนใจจากเทพนอกพิภพสามองค์นั้นได้ง่าย เรื่องนั้นช่างเถอะ แต่ตัวภูตกระจกเองก็บ้าคลั่งไปแล้วอย่างสมบูรณ์ ไม่ฟังคำสั่งใครอีกต่อไป..."

หญิงสาวผู้เลอโฉมเงียบไปนาน ก่อนจะถอนหายใจ

ก็จริง ภูตกระจกที่บ้าคลั่งตนนั้้นเกือบจะทำลายมหานครเกรียงไกรไปแล้ว!

แม้แต่ตัวเธอเองก็...

เธอก้มมองมือทั้งสองข้างของตนที่โปร่งแสงไปแล้วครึ่งหนึ่ง ส่ายหน้าเบาๆ

ชายชราบนรถเข็นเปลี่ยนเรื่องคุย

"มรดกของสนธยาเป็นอย่างไรบ้าง"

หญิงสาวตอบเสียงเรียบ

"ยังตกปลาอยู่ค่ะ รอให้ปลาจากสภาบรรพกาลมาติดเบ็ด แต่หนูเกรงว่าสภาบรรพกาลจะไม่มา กลับเป็นพวกลัทธิเทพมารที่จะกระโจนเข้ามาแทน... เผลอๆ อาจดึงดูดลัทธิเทพนอกพิภพมาด้วย"

เธอเว้นจังหวะก่อนพูดต่อ

"ยังไงซะ นั่นก็เป็นมรดกของท่านผู้นั้น"

ชายชราครุ่นคิด ลูบแถบผ้าสีดำบนตา แล้วเปลี่ยนใจ

"นั่นสินะ มรดกของสนธยาสำคัญเกินไป เอามาใช้ตกปลามันเสี่ยงไปหน่อย... ฉันจะไปดูด้วยตัวเอง ตอนนี้กล่องอยู่ที่ไหน"

"ดูเหมือนจะอยู่กับชาวบ้านคนหนึ่งนะคะ... ท่านจะไปเองเลยหรือคะ"

"อืม"

ชายชราถอดผ้าปิดตาออก พูดเรียบๆ

"ไม่ได้ออกไปเดินเล่นนานแล้ว หลังจากยกมหานครเกรียงไกรให้เธอดูแล หลายปีมานี้เธอทำได้ดีทีเดียว ฉันก็วางใจ ไม่ต้องเฝ้าอยู่ที่นี่ต่อไปแล้ว"

ขณะพูด ผ้าปิดตาร่วงหล่น เผยให้เห็นดวงตาสองสีทองและเงิน

หญิงสาวกล่าวอย่างกังวล

"แต่ปู่ทวดคะ สถานะของท่านล่อแหลมเกินไป... เลขาธิการสหประชาชาติคนสุดท้าย เจ้าเมืองคนแรกของมหานครเกรียงไกร สาวกเพียงหนึ่งเดียวของไททันแห่งความตาย..."

"เปลี่ยนหน้าตาก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือ"

ชายชรายิ้ม ล้วงนาฬิกาพกเรือนหนึ่งออกมา แล้วหมุนเบาๆ

ตามจังหวะการหมุนของนาฬิกาพก รอยเหี่ยวย่นราวกับร่องลึกบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหาย ผมขาวกลับกลายเป็นดำ ร่างกายที่เหี่ยวแห้งหลังค่อมกลับมายืดตรง...

เขากำลังเด็กลง

ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหญิงสาว ชายชราค่อยๆ กลายเป็นชายวัยกลางคน จากนั้นเป็นชายหนุ่ม เป็นเด็กหนุ่ม...

เด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบที่มีดวงตาสองสีทองและเงินนั่งอยู่บนรถเข็น ปิดฝานาฬิกาพกช้าๆ ยิ้มบางๆ

"วัตถุต้องห้าม 026 นาฬิกาพกแห่งกาลเวลา ได้มาโดยบังเอิญเมื่อนานมาแล้ว มันยอมรับฉันเป็นนาย บนนั้นยังมีชื่อฉันสลักอยู่..."

พูดพลางเขาก็พลิกด้านหลังนาฬิกาพกให้ดู ท่ามกลางลวดลายกิ่งไม้สีเงิน มีอักษรตัวเล็กๆ สามตัวล้อมรอบอยู่

'ลูซาเลง'

ลูซาเลงเก็บนาฬิกาพก เอ่ยเสียงเรียบ

"มรดกของสนธยายังอยู่เขตแปดใช่ไหม ฉันจะไปดูเอง เธอไม่ต้องตามมา"

หญิงสาวยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงครึกโครมปนเสียงแตกหัก

เธอรีบเข็นเด็กชายตาสองสีไปที่หน้าต่าง แล้วต้องอ้าปากค้าง

เรือลำหนึ่ง

เรือเดินสมุทรในแดนวิญญาณขนาดมหึมา พุ่งชนทะลุรอยแยกแห่งความว่างเปล่าออกมา ทะยานขึ้นสู่ฟ้า แล้วตกลงมากระแทกใส่เขตเมืองที่อยู่ไกลออกไปอย่างรุนแรง

"ระ... เรือจิ่วโจว?" หญิงสาวมึนงง

"มันมาจากมิติย่อย" ลูซาเลงขมวดคิ้วแน่น เพียงแค่แวบเดียว เขามองเห็นเงาร่างอันยิ่งใหญ่ที่คุ้นเคยเจ็ดร่างจากในรอยแยกนั้น

"เรือจิ่วโจวตกลงไปในมิติย่อยหรือคะ" หญิงสาวอ้าปากค้าง ขนลุกซู่

..................

เขตแปด ตึก 47 ห้อง 208

ภูตผีสภาพไม่สมประกอบตัวแล้วตัวเล่าคลานออกมาจากความว่างเปล่า ไอเย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าสู่กระดูกดำ

ความหนาวเหน็บระเบิดขึ้นจากกระดูกก้นกบของเฉินเซี่ยง ลามไปทั่วร่างทีละน้อย

"คราวนี้... เจอดีเข้าแล้ว"

เขาพึมพำเสียงเบา บนฝ่ามือปรากฏเปลวไฟสีดำบางๆ ลุกไหม้ ในใจนับจำนวนภูตผีเงียบๆ

หนึ่งตัว สองตัว สามตัว...

ห้องลับที่แคบอยู่แล้วถูกภูตผีอัดจนแน่นขนัด และจำนวนของพวกมันยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามแสงสว่างจากกระจก!!

ภูตผีที่เพิ่มจำนวนไม่หยุด ตัวนี้ขี่คอตัวนั้น ตัวนั้นทับตัวนี้ เบียดเสียดกันไปมา และทุกตัวต่างจ้องมองเฉินเซี่ยงเป็นตาเดียว

เฉินเซี่ยงรู้สึกเหมือนเลือดในกายจะหยุดไหล มือเท้าเย็นเฉียบ ความกลัวที่ไร้คำบรรยายเข้าครอบงำ!

ทำยังไงดี

ทำยังไงดี??

เขาสะบัดมืออย่างแรง พยายามนึกถึงความรู้สึกแสบร้อนนั้น รู้สึกเพียงว่ามีกองไฟลุกโชนอยู่ในอก!

เฉินเซี่ยงอ้าปาก คำรามก้องด้วยสัญชาตญาณดิบ

"ไป๊!!"

เปลวไฟสีดำกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากปากของเขา เหล่าภูตผีที่อัดแน่นเบียดเสียดกันอยู่ในห้องลับ

ราวกับปุยนุ่นที่โดนประกายไฟ ลุกพรึบขึ้นมาทันที!!

ไฟลามเลียอย่างรวดเร็ว

ภูตผีสองสามสิบตัวส่งเสียงโหยหวน สีดำของเปลวไฟซ้อนทับกับแสงสีฟ้าประหลาดตอนที่ภูตผีสลายไป เต็มแน่นอยู่ในสายตาของเฉินเซี่ยง...

เมื่อภูตผีตัวแรกถูกเพลิงทมิฬเผาจนกลายเป็นความว่างเปล่า

เฉินเซี่ยงรู้สึกได้ชัดเจนว่า ตัวเองดูเหมือนจะสดชื่นขึ้น?

เมื่อภูตผีหลายสิบตัวถูกเผาจนกลายเป็นความว่างเปล่า เขารู้สึกว่าหัวสมองปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว กระจกยังคงเปล่งแสง ภูตผียังคงเพิ่มจำนวน

เมื่อภูตผีนับร้อยตัวถูกเผาทำลาย เฉินเซี่ยงรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตาย

กำลังจะท้องแตกตาย

ไม่ใช่ท้องแตกในทางกายภาพ ท้องเขายังคงว่างเปล่า ความรู้สึกอิ่มจนจุกนี้มาจากจิตวิญญาณ มาจากจิตใจ...

ขณะที่เพลิงทมิฬเผาผลาญภูตผี มันก็ทำการช่วงชิงจากพวกมันด้วย ภูตผีไม่มีร่างกาย ไม่มีเนื้อหนัง สิ่งที่ช่วงชิงมาได้จึงไม่ใช่แก่นโลหิตและจิตวิญญาณครบสูตร

พูดให้ถูกคือ มีแค่ 'จิต' ในแก่นโลหิตและจิตวิญญาณเท่านั้น

ต่อให้ 'จิต' ที่เหลือทิ้งไว้หลังภูตผีหนึ่งตัวสลายไปจะมีน้อยนิด แต่ทนการสะสมทีละเล็กละน้อยไม่ไหวนะสิ...

นี่คือยาบำรุงขนานใหญ่ แต่ถ้าบำรุงมากไปก็กลายเป็นยาพิษ

"ฉันยัง... ไหว!"

เฉินเซี่ยงตาแดงก่ำ รู้ว่าตอนนี้หยุดไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นภูตผีที่ดาหน้ากันเข้ามาไม่หยุดหย่อนคงจับเขากินจนไม่เหลือซากแน่!

ภูตผีตัวที่สามร้อยถูกเผาทำลาย เขาพบว่าตัวเองสามารถ 'มองเห็น' เส้นเลือด อวัยวะภายใน และเส้นเอ็นของตัวเองได้ พร้อมกันนั้นก็เริ่มวิงเวียน หัวหนักอึ้ง

ภูตผีตัวที่ห้าร้อยถูกเผาทำลาย เขาพบว่าตัวเองสามารถ 'มองเห็น' สิ่งที่อยู่ข้างหลัง ห้องลับทั้งห้องปรากฏขึ้นในสมองแบบไร้มุมอับ ชัดเจนแจ่มแจ้ง

แต่ในขณะเดียวกัน ศีรษะก็เริ่มปวดร้าวอย่างรุนแรง ราวกับร่างกายที่อ่อนแอไม่อาจแบกรับจิตวิญญาณอันมหาศาลได้ มีแนวโน้มจะพังทลาย

"หยุด... หยุดเดี๋ยวนี้ หยุด!"

เฉินเซี่ยงตะโกนเรียกแทบไร้สติ เขารู้ว่าคำว่า 'หยุด' เป็นความหวังลมๆ แล้งๆ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของร่างกายทำให้เขาตะเบ็งเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว

ถึงแม้มันจะเป็นแค่การดิ้นรนที่ไร้ผล

เขาใกล้จะ 'อิ่ม' ตายแล้วจริงๆ

ทว่า วินาทีต่อมา

"ตามประสงค์ของท่าน"

พื้นผิวกระจกที่ขาวบริสุทธิ์สั่นไหวเล็กน้อย มีเสียงที่แสดงความเคารพจนเกือบจะเป็นการประจบสอพลอดังออกมา

จากนั้น ภูตผีทั้งหลายก็หายวับไปไร้ร่องรอย

เฉินเซี่ยงทรุดฮวบลงกับพื้น รูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้าง เหงื่อไหลเป็นน้ำตก

เขานอนอยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้ พอจะยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เพียงแค่ขยับตัว ผิวหนังก็ปริแตก เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมา!!

"ฉันเป็นอะไรไป"

เฉินเซี่ยงพึมพำกับตัวเอง

"ร่างกายของท่านอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถรองรับกายจิตในตอนนี้ได้ ร่างกายกำลังอยู่บนขอบเหวของการพังทลาย"

กระจกตอบอย่างว่านอนสอนง่าย

"สรุปง่ายๆ ท่านกำลังจะตาย"

คิดนิดหนึ่ง มันก็เสริมว่า

"แค่ร่างกายกำลังจะตาย"

เฉินเซี่ยงกระอักเลือด ฝืนนั่งตัวตรง สายตาเลื่อนลอย ไม่มีจุดโฟกัส

"ฉันกำลังจะตายหรือ"

ความตายอยู่ตรงหน้า เขาไม่ยักกะกลัว ไม่ตื่นตระหนก ที่มีอยู่คือความเสียดาย

ยังดูโลกใบนี้ไม่จุใจเลย

ทิวทัศน์แห่งพลังเหนือธรรมชาติ ยังมองไม่ชัดเลย

เสียดายจัง

กระจกดูเหมือนกำลังยิ้ม พูดเสียงอ่อนโยน

"ไม่เป็นไรหรอก ตายแค่ร่างกาย ท่านยังสามารถดำรงอยู่ต่อไปในรูปแบบกายจิตได้... ข้าคิดว่า พอไม่มีร่างกายแล้ว พันธนาการก็ลดลงตั้งเยอะ"

"ไปตายซะ"

เฉินเซี่ยงด่าอย่างไร้เรี่ยวแรง ความตายมาเยือนแล้ว เขาไม่กลัวกระจกประหลาดบานนี้อีกต่อไป

ยังไงฉันก็จะตายแล้วนี่

แน่จริงก็ทำให้ฉันรอดสิ

"ทำไมท่านต้องด่าข้าด้วย" กระจกไม่เข้าใจ "กายจิตไร้พันธนาการ อิสระเสรี ไม่ดีหรือ ท่านไม่อยากตายหรือ"

เฉินเซี่ยงมุมปากกระตุก สุดท้ายก็ไม่ได้ด่าต่อ เพียงแค่ถอนหายใจเบาๆ

"ไร้สาระ ฉันยังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย... ไม่มีร่างกาย ก็กลายเป็นผีไม่มีศาลสิ"

"อ้อ"

กระจกทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะถามอย่างสงสัย

"ในเมื่อไม่อยากตาย งั้นท่านก็ไม่ต้องตายสิ"

"ไอ้เวร..." เฉินเซี่ยงโกรธจนหลุดคำหยาบอีกรอบ เลือดในปากทะลักออกมามากกว่าเดิม

"อ้อ!" กระจกทำท่านึกขึ้นได้ "ท่านคงไม่รู้สินะ ร่างกายท่านอ่อนแอเกินไป เลยจะพังทลาย... ท่านก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นสิ"

เฉินเซี่ยงชะงัก

นั่นสิ... ร่างกายอ่อนแอเกินไป เลยรับจิตวิญญาณไม่ไหว

งั้นก็ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือ

กระจกพูดต่อ

"ข้าเห็นว่า ตรงนั้นมีภาพนิมิตและเคล็ดวิชาฝึกฝนของมนุษย์อยู่ จากการประเมินของข้า เวลาที่ท่านเหลืออยู่เพียงพอจะฝึกขั้นต้นได้"

เฉินเซี่ยงไม่พูดพร่ำทำเพลง พยายามรักษากำลังกายไว้ให้มากที่สุด ประคองหนังสือที่มี 'เคล็ดวิชาเทวรูปยักษ์' ขึ้นมาอย่างยากลำบาก แล้วกางม้วนภาพวาดออก

"เปลวไฟที่ท่านครอบครองช่างมหัศจรรย์นัก"

กระจกยังคงจ้อไม่หยุด

"ข้าสัมผัสได้ว่าแถวนี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่เยอะแยะ ถ้าอยากให้ร่างกายแข็งแกร่ง ใช้ไฟไปช่วงชิงชีวิตพวกมัน อาจจะเร็วกว่านะ"

เฉินเซี่ยงไม่สนใจ ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่เคล็ดวิชาเทวรูปยักษ์และภาพนิมิตไททันสนธยา

"เทวรูปยักษ์ทรงพลัง เริ่มต้นจากธุลี หล่อหลอมทั่วร่าง พละกำลังไร้เทียมทาน..."

เขาค่อยๆ ดำดิ่งลงสู่ภวังค์

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 11 - การช่วงชิงอย่างบ้าคลั่ง และการกินอย่างตะกละตะกลาม!

คัดลอกลิงก์แล้ว