- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 42 ยอมแต่งงาน
บทที่ 42 ยอมแต่งงาน
บทที่ 42 ยอมแต่งงาน
เรื่องอื่นพักไว้ก่อน… หากต้องแต่งเข้าตระกูลอู๋หรือตระกูลซุน เอาแค่เรื่องความแตกต่างของชนชั้นฐานะ นางจะห่างไกลจากวงสังคมของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงทันที
ซึ่งนั่นจะทำให้ภารกิจที่ต้องทำในต้าเยว่ ได้รับผลกระทบหนักจนแทบจะดำเนินต่อไปไม่ได้
หรือต่อให้แต่งกับหวังจื่อฝู ก็ยังมีความเสี่ยงที่ความลับจะแตก…
ยิ่งไปกว่านั้น, หวังจื่อฝูสุขภาพร่างกายอ่อนแอ หากแต่งเข้าตระกูลหวังในฐานะภรรยา... เมื่อสามีล้มหมอนนอนป่วย นางย่อมต้องคอยปรนนิบัติดูแลอยู่ข้างกายตลอด การจะออกไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์คงเป็นเรื่องยาก
ย่อมไม่มีเหตุผลอันใดที่สามีนอนป่วยซมอยู่บนเตียง แต่ภรรยากลับแต่งตัวสวยหยาดเยิ้ม ออกไปพบปะสมาคมกับพวกฮูหยินขุนนางทุกวี่ทุกวันได้หรอก
ส่วนเสิ่นถิงอวี้นั้น…
เขาล่วงรู้ความลับของนางแล้ว หากแต่งกับเขา นางก็ไม่ต้องเหนื่อยยากฝืนทำตัวเป็นเจ้าของร่างเดิมอีกต่อไป แถมเขายังรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะช่วยเป็นเกราะกำบังให้นางอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… เขาเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ หากนางอาศัยฐานะ ‘ภรรยาเอกของคุณชายใหญ่เสิ่น’ การทำภารกิจของนางย่อมสะดวกสบายและราบรื่นกว่ามาก
เรื่องที่เสิ่นหานเยว่แอบมีใจให้เซี่ยจิ้นไป๋นั้น ชุยลิ่งเหยายังคงจดจำได้แม่นยำ นางอยากช่วยให้เสิ่นหานเยว่พิชิตใจเซี่ยจิ้นไป๋ให้สำเร็จ โดยให้นางลอกเลียนแบบวิธีที่ชุยลิ่งเหยาเคยใช้จีบเขาเมื่อชาติก่อนไปใช้
นี่คือเส้นทางสู่ความสำเร็จของภารกิจที่ชุยลิ่งเหยาวางแผนเอาไว้ ดังนั้น… นางยิ่งไม่ควรไปจากจวนสกุลเสิ่นเด็ดขาด
เมื่อคิดวนไปวนมาทบทวนอยู่หลายตลบ... กลายเป็นว่าเสิ่นถิงอวี้คือตัวเลือกที่เหมาะสมและตอบโจทย์ที่สุด
นอกจากเรื่องที่นางอาจจะต้องเผชิญกับโทสะอันเกรี้ยวกราดของผู้อาวุโสในตระกูลเสิ่นแล้ว อย่างอื่นก็นับว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ในใจของชุยลิ่งเหยาเริ่มโอนอ่อนผ่อนตามแล้ว
หลังจากรับประทานมื้อเช้าเสร็จ ขณะที่ชุยลิ่งเหยากำลังจะไปเยี่ยมเสิ่นซื่อ ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนถึงเรือนเล็กเสียก่อน
“คารวะคุณหนูรองเจ้าค่ะ”
ผู้มาเยือนสวมชุดสาวใช้คนสนิทประจำจวนใหญ่ นางยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือน ย่อตัวคารวะชุยลิ่งเหยาที่กำลังเดินลงบันไดมา
“ฮูหยินเชิญคุณหนูรองไปพบเจ้าค่ะ”
นี่คือ ‘เหลียนเอ๋อร์’ สาวใช้คนสนิทของท่านป้าใหญ่… ฮูหยินที่นางเอ่ยถึง ย่อมต้องเป็นหลิวซื่อ ฮูหยินของซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกงนั่นเอง
สีหน้าของชุยลิ่งเหยาชะงักไปเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะร้อนตัวกระมัง นางถึงได้คิดไปในทันทีว่า...
หลิวซื่อคงรู้เรื่องที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเกิดหน้ามืดตามัวขึ้นมาแล้วเป็นแน่ จึงได้ส่งคนมาตามเพื่อคิดบัญชีกับนางที่เป็นต้นเหตุ
นางเพียงแค่ยืนนิ่งเงียบไปชั่วครู่ น้ำเสียงของเหลียนเอ๋อร์ก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
“มีอันใดหรือเจ้าคะ? หรือว่าเดี๋ยวนี้คำสั่งของฮูหยินใหญ่ใช้กับคุณหนูรองไม่ได้เสียแล้ว?”
ชุยลิ่งเหยา “……”
ที่นี่คือจวนกั๋วกง ในเมื่อฮูหยินของซื่อจื่อต้องการพบนาง นางก็เหมือนลูกไก่ในกำมือ หลีกเลี่ยงอย่างไรก็คงไม่พ้น
ชุยลิ่งเหยาหันไปสั่งจือชิวว่า
“เจ้าไปเรียนท่านแม่เสียหน่อย บอกว่าท่านป้าใหญ่เรียกข้าไปพูดคุยด้วย กลับมาแล้วข้าจะไปคารวะท่าน”
จือชิวที่ตั้งท่าจะตามไปด้วยก็ชะงักฝีเท้า… นางข่มความกังวลไว้เต็มอก ก้มหน้าตอบรับคำสั่ง
รอจนคนทั้งสองเดินลับตาไป นางก็ร้อนรนจนเดินวนไปวนมาเป็นหนูติดจั่น
นึกถึงเรื่องที่ได้ยินเมื่อคืน ว่าคุณชายใหญ่ต้องการแต่งคุณหนูของนางเป็นภรรยาเอก แล้วเช้าตรู่วันนี้ ท่านป้าใหญ่ที่ไม่เคยญาติดีกับคุณหนูของนางเลย กลับส่งคนมาตามตัวแต่เช้าตรู่
เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ!
ลังเลอยู่ไม่ถึงสองอึดใจ จือชิวก็ตบต้นขาฉาดใหญ่! กัดฟันแน่น ก่อนหมุนตัวไปยังเรือนส่วนหน้าทันที!
นางได้แต่ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้คุณชายใหญ่อยู่ติดบ้านในวันนี้เถิด!
ระยะทางที่ปกติใช้เวลาเดินราวหนึ่งก้านธูป จือชิววิ่งหน้าตั้งไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็ถึงที่หมาย…
ที่หน้าประตูห้องหนังสือ เสิ่นเอ้อร์เดินสวนออกมาพอดี
เมื่อเห็นสาวใช้ตัวเล็กๆ วิ่งหน้าตื่นทำท่าจะบุกเข้าไปข้างใน เขาขวางก็ยังเอาไม่อยู่ สุดท้ายเลยต้องคว้าท่อนแขนกระชากเอาไว้ แล้วตวาดเสียงเย็น
“สาวใช้จากเรือนไหน ช่างไร้มารยาทนัก!?”
“ปล่อยข้านะ! คุณชายใหญ่อยู่ข้างในหรือไม่!?”
พอเห็นหน้าจือชิวชัดๆ เสิ่นเอ้อร์ก็ชะงักไป
“ห้องหนังสือเป็นเขตหวงห้าม เจ้ากล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามา?”
ต่อให้เจ้านายของเขาจะปฏิบัติต่อคุณหนูรองแตกต่างไปจากเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าสาวใช้ตัวเล็กๆ จากเรือนใน จะบุกรุกห้องหนังสือได้ตามใจชอบ
เมื่อถูกจับแขนไว้แน่น จือชิวดิ้นรนขัดขืนอย่างร้อนใจจนกระทืบเท้าเร่าๆ ในหัวนางคิดแต่เพียงว่าป่านนี้เจ้านายของตนคงกำลังโดนฮูหยินทรมานอยู่เป็นแน่
นางไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้นแล้ว ตะโกนเข้าไปในห้องหนังสือสุดเสียง
“คุณชายใหญ่! คุณชายใหญ่เจ้าขา! คุณหนูของบ่าวถูกท่านป้าใหญ่เรียกตัวไปที่เรือนหลักแล้วเจ้าค่ะ! ท่านต้อง...”
“เงียบเดี๋ยวนี้!” เสิ่นเอ้อร์รีบตะครุบปิดปากนางไว้แน่น กระซิบเสียงดุลอดไรฟัน
“เจ้าอยากให้คนรู้กันทั้งจวนหรืออย่างไร ว่าเจ้านายของเจ้ากำลังถูกฮูหยินใหญ่เล่นงาน!?”
จือชิวส่งเสียงอู้อี้อื้ออึงในลำคอ ดวงตาเบิกกว้าง
เสิ่นเอ้อร์ยอมปล่อยมือจากปากนาง เอ่ยอย่างหัวเสียว่า
“คุณชายไม่ได้อยู่ข้างในหรอก! ท่านได้รับข่าวก็รีบรุดล่วงหน้าไปตั้งนานแล้ว”
ตอนเหลียนเอ๋อร์เพิ่งได้รับคำสั่งจากฮูหยิน ไม่ทันไรก็มีเด็กรับใช้วิ่งมารายงานข่าวให้ทางนี้ทราบแล้ว
เจ้านายของเขามีหรือจะนั่งติดเก้าอี้ รีบร้อนออกไปปกป้องยอดดวงใจทันทีเลยต่างหาก!
…………
อีกด้านหนึ่ง
ชุยลิ่งเหยาได้เห็นคนจริงๆ อย่างที่เสิ่นเอ้อร์กล่าวไว้
การจะเดินไปเรือนของท่านป้าใหญ่ จำเป็นต้องเดินผ่านภูเขาจำลองสองลูกและสระบัว
แดดยามเช้ายังไม่แรงนัก ถนนปูหินสีเขียวสะอาดสะอ้าน นางถือพัดกลมบังแสงแดดที่ส่องแยงตา เดินก้าวย่างอย่างมั่นคง
ขณะที่เดินผ่านทางเดินเล็กๆ เส้นหนึ่งก่อนจะถึงที่หมาย… กลับมีคนผู้หนึ่งมายืนรอก่อนอยู่แล้ว
นางเงยหน้าขึ้น มองเห็นร่างสูงโปร่งคุ้นตายืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ปลายทาง
เขาคือเสิ่นถิงอวี้...
ชายหนุ่มอยู่ใต้ร่มเงาต้นอู๋ถง เขาสวมชุดคลุมยาว รูปร่างสูงโปร่งผ่าเผย มองเห็นแต่ไกลก็สะดุดตาโดดเด่น
ฝีเท้าของชุยลิ่งเหยาชะงักกึก! หัวใจที่กำลังเต้นระรัวและตื่นตระหนก พลันสงบลงอย่างน่าประหลาด…
เมื่อรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้ คนที่ยืนรอคอยอยู่เนิ่นนานก็เงยหน้ามองมา แต่ระยะทางค่อนข้างไกลเกินไป ชุยลิ่งเหยาจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขาได้ถนัดนัก
แต่คนหน้าตาดี มองภาพรวมอย่างไรก็ดูดี…
แค่เขายืนอยู่ตรงนั้น ก็ให้ความรู้สึกสง่างามดุจต้นหยกที่ยืนหยัดท่ามกลางสายลมแล้ว
เหลียนเอ๋อร์ที่เดินนำทางอยู่ข้างหน้าก็มองเห็นเขาเช่นกัน ฝีเท้าที่เร่งรีบเมื่อครู่ชะงักลงโดยสัญชาตญาณ
สีหน้าของสาวใช้แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางหันมามองชุยลิ่งเหยาแวบหนึ่ง
“คุณหนูรองช่างมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนักนะเจ้าคะ ถึงกับเชิญคุณชายใหญ่มาเป็นเกราะป้องกันได้ล่วงหน้า, เพียงแต่ไม่รู้ว่า… คุณหนูจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ กับข้อหายุยงให้แม่ลูกต้องมาผิดใจกัน”
นางคิดเอาเองว่าที่เสิ่นถิงอวี้มาปรากฏตัวดักรออยู่ที่นี่ เป็นเพราะจือชิวแอบไปตามมา
แม้แต่ชุยลิ่งเหยาเองก็แอบคิดเช่นนั้น…
การที่นางทิ้งจือชิวไว้เบื้องหลัง ก็เพราะตั้งใจจะให้สาวใช้ไปตามคนมาช่วยรบจริงๆ นั่นแหละ
เมื่อวานเสิ่นถิงอวี้บอกเองไม่ใช่หรือ ว่าขอเพียงนางตกลงแต่งงาน เขาจะจัดการปัญหาทุกอย่างให้เอง?
เช่นนั้นก็ต้องแสดงฝีมือให้ข้าเห็นหน่อยสิ
และด่านแรกก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขา...
เหลียนเอ๋อร์ชะลอฝีเท้าลง ชุยลิ่งเหยาจึงเดินตามไปช้าๆ แต่เสิ่นถิงอวี้กลับไม่ได้ยืนรอพวกนางอยู่ที่เดิม
เขาขยับตัว แล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงดิ่งมาทางนี้
ยิ่งร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาใกล้มากเท่าใด ใบหน้าของเขาก็ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นในคลองจักษุมากเท่านั้น
ในที่สุดชุยลิ่งเหยาก็มองเห็นสีหน้าของเขาชัดๆ...
เครื่องหน้าของเขายังคงหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา แต่คิ้วเข้มกลับขมวดมุ่น แววตาไม่ได้สุกใสเป็นประกายเหมือนตอนที่อยู่กับนางเมื่อวาน ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเคร่งขรึมและเย็นชา
ไม่นาน… ร่างสูงก็เดินมายืนหยุดอยู่ตรงหน้า
เหลียนเอ๋อร์รีบย่อตัวคารวะ ก้มหน้าหลุบตาอย่างเจียมตัว
“บ่าวคารวะคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ”
เทียบกับท่าทีที่ดูเหมือนเคารพ แต่แฝงความจองหองโอหังตอนอยู่ต่อหน้าชุยลิ่งเหยาเมื่อครู่ นี่ถึงจะเป็นท่าทีที่บ่าวไพร่ควรมีต่อเจ้านายผู้ทรงอำนาจจริงๆ
เสิ่นถิงอวี้ไม่ได้เอ่ยปากบอกให้ลุกขึ้น สายตาคมกริบเพียงกวาดมองเหลียนเอ๋อร์แวบหนึ่ง
นัยน์ตาลุ่มลึกคู่นั้นแฝงความหมายบางอย่างกดดันลงมา…
เป็นความเงียบที่ไม่โกรธเกรี้ยว ทว่ากลับน่าเกรงขาม ทำให้คนถูกมองรู้สึกหวาดหวั่นจนสั่นสะท้าน
เขาเริ่มจะมีมาดของขุนนางหนุ่มผู้ทรงอำนาจ ที่แม้อายุน้อย… แต่ก็สามารถยืนหยัดอยู่ในราชสำนักได้
ทว่าช่างน่าแปลก... ที่บุคลิกน่าเกรงขามนี้ กลับไม่มีเค้าลางของเด็กหนุ่มขี้อาย ที่แค่นางมองหน่อย… ก็หน้าแดงทำตัวไม่ถูกเมื่อวานนี้หลงเหลืออยู่เลย
คนผู้นี้มีสองบุคลิกหรืออย่างไร?
ชุยลิ่งเหยากำลังยืนเหม่อลอยคิดสงสัยอยู่ในใจ ไม่นานนางก็ได้สบเข้ากับดวงตาที่สงบนิ่งคู่นั้น
แววตาดุดันของเสิ่นถิงอวี้เมื่อครู่วูบไหวอ่อนแสงลงในพริบตา น้ำเสียงของเขาเจือรอยยิ้มจางๆ อันแสนอบอุ่น
“เดินมาตั้งไกล... เหนื่อยหรือไม่?”
อืม... กลับมาเป็นพ่อหนุ่มแสนดีไร้พิษภัยคนเดิมอีกแล้ว