เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 เขากล้าลวนลามคน!

บทที่ 41 เขากล้าลวนลามคน!

บทที่ 41 เขากล้าลวนลามคน!


หลังจากสกัดจุดหลับของสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ห้องด้านนอกแล้ว หลี่หยงก็ล่าถอยออกไป

เขายืนรอคอยอยู่ในมุมมืดเช่นเดียวกับสองคืนที่ผ่านมา เจ้านายของตนกำลังทำอะไรอยู่ข้างในนั้น... เขาไม่รู้เรื่องเลยสักนิด

เพียงแต่คืนนี้ ดูเหมือนเวลาจะยาวนานเป็นพิเศษ

หลี่หยงรอจนคอเริ่มปวดเมื่อย อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองไปทางประตูเป็นครั้งที่สาม

ในที่สุด... บานประตูที่ปิดสนิทก็ค่อยๆ เปิดออก ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำสนิทพลันเดินออกมา

หลี่หยงรีบเข้าไปรับหน้า ล้วงเอาเครื่องมือบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ แล้วจัดการดึงสลักประตูด้านในกลับเข้าที่อย่างรู้งาน

หลังจากจัดการธุระเสร็จเรียบร้อย พอหันกลับมา… เขาก็พบว่าเจ้านายของตนยังไม่ได้จากไปไหน

ชายหนุ่มยืนไพล่มืออยู่กลางลานเรือนที่ดูทรุดโทรมเล็กน้อยแห่งนี้ แหงนหน้ามองดวงจันทร์สว่างไสวบนท้องฟ้า

กลิ่นอายรอบกายแผ่ซ่านไปด้วยความอ้างว้างและโดดเดี่ยว

ผู้ที่มักจะแข็งกร้าวและดูทรงอำนาจอยู่เสมอ จู่ๆ กลับแสดงท่าทีเปราะบางเช่นนี้ออกมา เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะทำให้คนมองรู้สึกปวดใจตามไปด้วย

หลี่หยงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแข็งใจเดินเข้าไปหา ก่อนเอ่ยเตือนเสียงแผ่วเบา

“ท่านอ๋อง… พระวรกายของพระองค์สำคัญที่สุด ควรเสด็จกลับไปพักผ่อนได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เซี่ยจิ้นไป๋ทำราวกับไม่ได้ยิน เขายืนนิ่งไม่ไหวติงดั่งรูปสลัก แหงนหน้าจ้องมองดวงจันทร์บนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย

เนิ่นนานผ่านไป ริมฝีปากของเขาก็ขยับเบาๆ

“เจ้าว่า... หากนางไม่ใช่เหยาเหยา แล้วจะเป็นใครไปได้เล่า?”

จะมีใครอีก... ที่ทำให้เขารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ตั้งแต่แรกเห็น?

ทำให้เขาเกิดความปรารถนาที่จะจุมพิตได้ถึงเพียงนี้?

หากนางไม่ใช่ชุยลิ่งเหยา... เช่นนั้นเขาคงเกิดความรู้สึกพิเศษ กับแม่นางที่เพิ่งเคยพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวเข้าแล้วกระมัง?

สำหรับเซี่ยจิ้นไป๋ เขายอมเชื่อว่าตัวเองตายไปแล้ว ยังดีกว่าเชื่อว่าตัวเองจะปันใจให้หญิงอื่น

ปันใจให้แม่นางที่เขาไม่เคยแม้แต่จะพูดคุยด้วยสักคำ..

เขาหลับตาลงช้าๆ

“จับตาดูนางต่อไป”

หลี่หยงประสานมือรับคำสั่ง

“…พ่ะย่ะค่ะ”

………

เช้าวันรุ่งขึ้น

ชุยลิ่งเหยาตื่นขึ้นมาก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างทันที

กลิ่นอายที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกปลอมยังคงหลงเหลือจางๆ อยู่ในอากาศ

เมื่อคืน... เขามาจริงๆ ด้วย!

นางลุกพรวดขึ้นนั่ง ลงจากเตียงเดินตรงไปที่หน้าต่างอย่างรวดเร็ว

เมื่อคืนนางเป็นคนลงกลอนหน้าต่างเองกับมือ นางแอบทำเครื่องหมายไว้ โดยใช้ปลายเล็บขูดเป็นรอยไว้บนกลอน

หากมีคนเปิดออกหน้าต่าง หรือกลอนถูกยกขึ้น รอยขูดนั้นย่อมต้องคลาดเคลื่อนหรือเลือนหายไปบ้าง

แต่ตอนนี้... รอยสลักมันยังคงประกบกันพอดีเป๊ะเหมือนกับเมื่อคืนไม่มีผิด

หรือว่า…เขาลอบเข้ามาทางประตูห้องโดยตรงเลยหรือ!?

การจะเข้ามาทางประตูห้องได้ ย่อมต้องเดินผ่านจือชิวที่นอนเฝ้าอยู่ห้องด้านนอก

ในฤดูร้อนเสื้อผ้าอาภรณ์ของหญิงสาวล้วนบางเบา ยิ่งยามเข้านอน ก็ยิ่งสวมเพียงชั้นเดียว……

ชุยลิ่งเหยาคิ้วกระตุกตุบๆ

นึกไม่ถึงเลยว่าไม่ได้เจอกันแค่สามปี คนผู้นี้จะกลายสภาพเป็นพวกโจรเด็ดบุปผาไปเสียแล้ว!

หากจะบอกว่าที่เขาบุกเข้าห้องนอนในยามวิกาล เป็นเพราะเขาสงสัยในตัวนาง…

แต่ในห้องนี้มีหญิงสาวบริสุทธิ์นอนอยู่ถึงสองคน เหตุใดเขาถึงไม่รู้จักหลีกเลี่ยงข้อครหาบ้าง!

นางเป็นถึงคุณหนูผู้มีชาติตระกูล แต่ห้องนอนกลับถูกผู้ชายแปลกหน้าเดินเข้าออกได้ตามอำเภอใจ ซ้ำร้ายนางยังไม่สามารถเปิดเผยตัวเพื่อห้ามปรามอย่างโจ่งแจ้งได้อีก

ชุยลิ่งเหยารู้สึกจนใจยิ่งนัก และอดไม่ได้ที่จะเกิดความขุ่นเคืองขึ้นมาลึกๆ

ทว่าความขุ่นเคืองนี้... กลับพุ่งทะยานไปถึงขีดสุด

ตอนที่นางกำลังนั่งแต่งหน้า จือชิวก็ทักขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

‘เหตุใดริมฝีปากคุณหนูถึงได้บวมเจ่อล่ะเจ้าคะ’

ดวงตาของชุยลิ่งเหยาเบิกกว้าง นางลุกพรวดขึ้นยืน สองมือยันขอบโต๊ะเครื่องแป้ง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กระจกทองเหลือง

นางจ้องมองริมฝีปากของหญิงสาวในกระจกเขม็ง…

บวมจริงๆ ด้วย!

ชุยลิ่งเหยาเม้มริมฝีปากโดยสัญชาตญาณ

อาจเป็นเพราะอุปทานไปเอง… นางรู้สึกว่าปลายลิ้นพลันชาหนึบๆ ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

นางเคยแต่งงานมาแล้ว อยู่กินฉันสามีภรรยามาถึงสามปีเต็ม ไม่ใช่ดรุณีน้อยที่ไม่ประสีประสาเรื่องพรรค์นั้น

เมื่อนึกถึงกลิ่นอายของเขาที่ยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ ในหัวของชุยลิ่งเหยาก็มีภาพวาบหวิวผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ

“คุณหนู?”

เมื่อเห็นนางสีหน้าย่ำแย่ซีดเผือดถึงเพียงนี้ จือชิวก็ตกใจ รีบถามด้วยความเป็นห่วง “

คุณหนูไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ หรือว่าเมื่อวานกินของผิดสำแดงเข้าไป?”

ชุยลิ่งเหยาทำหูทวนลม

นางยกมือขึ้นดึงคอเสื้อให้กางออก เผยให้เห็นผิวพรรณขาวเนียนราวหิมะ ดวงตายังคงจ้องมองภาพสะท้อนในกระจกทองเหลืองเขม็ง

หญิงสาวในกระจกมีลำคอระหง ไร้รอยตำหนิ ไม่มีสิ่งผิดปกติอย่างที่นางคิดระแวง

แต่นางยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น มือยังคงขยับต่อ ดึงคอเสื้อร่นลงมาจนถึงหัวไหล่ เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าอย่างชัดเจน

สายเสื้อเอี๊ยมสีชมพูพาดทับอยู่บนนั้น กระดูกไหปลาร้าบอบบางเรียวเล็ก เผยให้เห็นแอ่งโค้งตื้นๆ ที่งดงาม

ชุยลิ่งเหยาตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วจึงหันไปดูอีกข้างหนึ่ง

เมื่อก่อน... เวลาที่คลอเคลียกันบนเตียง คนผู้นั้นมักจะชอบขบเม้มกระดูกไหปลาร้าของนางที่สุด

แต่งงานกันมาสามปี ผ่านฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวมานับครั้งไม่ถ้วน แต่นางไม่เคยได้ใส่ชุดกระโปรงคอเว้าลึกเลยสักครั้งเดียว

นั่นเป็นเพราะร่องรอยสีกุหลาบบนไหปลาร้าของนาง ไม่เคยจางหายไปเลยสักวัน

แต่ทว่าตอนนี้ บนนั้นกลับขาวสะอาด ไม่มีรอยตำหนิใดๆ เช่นกัน

ชุยลิ่งเหยาเม้มริมฝีปาก นางไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ ตามร่างกายอีก

เนิ่นนานผ่านไป… นางก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยร่างกายที่แข็งทื่อ

“...ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้รู้สึกไม่สบายตรงไหน” นางหันไปบอกจือชิวที่กำลังยืนหน้าเสีย

“มีแค่ริมฝีปากที่บวมนิดหน่อย แต่ก็ไม่เจ็บไม่คันอะไร เจ้าช่วยแต่งหน้าให้ข้าเถอะ”

หากไม่ใช่เพราะจือชิวเป็นคนแต่งหน้าแต่งตัวให้นางทุกวัน ก็คงไม่ทันสังเกตเห็นว่าริมฝีปากของเจ้านายแดงเจ่อกว่าปกติเล็กน้อย

เมื่อได้ยินนางบอกว่าไม่เจ็บไม่คัน และตามร่างกายก็ไม่มีรอยบวมแดงแพ้จริงๆ จือชิวก็วางใจ

นางเกล้าผม แต่งหน้า ทาริมฝีปากให้้ถูกเคลือบด้วยสีแดงสด ยิ่งทำให้มองไม่เห็นรอยบวมเจ่อดั้งเดิม

จือชิววางใจแล้ว แต่ชุยลิ่งเหยากลับไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างสงบ

การที่คนผู้นั้นลอบเข้ามาในห้องนอนยามวิกาล นางคิดว่าอย่างมากเขาก็แค่ต้องการมาตรวจสอบ และยืนยันตัวตนของนางเท่านั้น

ในยามที่ยังไม่แน่ใจว่านางคือ ‘ชุยลิ่งเหยา’ ด้วยนิสัยเย่อหยิ่งของคนผู้นั้น ไม่มีทางที่จะแสดงพฤติกรรมล่วงเกินแม่นางแปลกหน้าอย่างเด็ดขาด

แต่นึกไม่ถึงเลยว่า... เขาจะกล้าลวนลามคน!

แถมยังเป็นการลวนลามหญิงสาวที่กำลังหลับใหลและไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย!

พวกเขาเพิ่งจะพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เขากลับกล้าขโมยจุมพิต!

นี่มันหมายความว่าอย่างไร?

ขนาดพวกโจรป่าฉุดคร่าหญิงชาวบ้านยังไม่ทำเรื่องเลวทรามอย่างการลักหลับเลย แต่เขากลับทำลงได้หน้าตาเฉย!

เห็นชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของลูกผู้หญิงเป็นเรื่องล้อเล่นหรืออย่างไร!?

นอกจากที่ชุยลิ่งเหยาจะรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงแล้ว นางก็ยังรู้สึกว่าเหลือเชื่อเกินไปด้วย

ในสายตาของนาง เซี่ยจิ้นไป๋เป็นคนหยิ่งยโสและเย็นชา แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงส่งและกุมอำนาจล้นฟ้า แต่เขาไม่ใช่พวกคุณชายเสเพลที่ชอบเล่นสนุกกับผู้หญิง

สำหรับสตรี เขาอาจจะไม่ได้ให้ความเคารพยกย่องอะไรมากมายนัก แต่ก็ไม่น่าจะลดตัวลงมาทำเรื่องที่ฉวยโอกาสกับหญิงสาวแบบนี้แน่

หากเขาถูกตาต้องใจใครจริงๆ ด้วยอำนาจบารมีของเขา จะไปเอามาครอบครองอย่างเปิดเผยก็ย่อมได้

จำเป็นต้องทำเรื่องเหลวไหลปานนี้ด้วยหรือ?

การกระทำที่คาดเดาไม่ได้เช่นนี้ ทำให้ชุยลิ่งเหยารู้สึกตื่นตระหนกและหวาดหวั่นจนทำอะไรไม่ถูก

หากเซี่ยจิ้นไป๋ยังคงหน้าด้านลอบเข้ามาหาในยามวิกาลทุกคืน แล้วลวนลามนางทุกครั้งล่ะ?

วันนี้คือจูบ พรุ่งนี้จะไม่ลองลูบคลำเลยหรือ?

และนานวันเข้า… หากเขาทนไม่ไหว ก็อาจปีนเตียงขึ้นมาขืนใจนางในที่สุด!

คนผู้นี้มีนิสัยแปรปรวน ชุยลิ่งเหยาที่เคยคิดว่าตัวเองรู้จักเขาดีพอ กลับไม่กล้ายืนยันอะไรอีกต่อไปแล้ว

นางรู้เพียงว่าจะมัวนั่งรอความตายอยู่เฉยๆ มิได้ นางต้องหาวิธีที่ทำให้เขาไม่กล้าลอบเข้ามาในตอนกลางคืนอีก

…มีวิธีใดบ้างนะ?

ในหัวของชุยลิ่งเหยา ปรากฏภาพเงาของใครบางคนขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ...

เขาบอกว่า... เขาจะช่วยนางค่อยๆ ลบล้างข้อสงสัยของเซี่ยจิ้นไป๋ออกไป

ด้วยความเฉลียวฉลาดระดับนั้นของเขา ต้องทำได้แน่นอน!

สามวัน...

เมื่อวานนางเพิ่งบอกเขาไปว่า ขอเวลาสามวันเพื่อทบทวนเรื่องแต่งงาน

ทว่าตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปแค่วันเดียว ชุยลิ่งเหยาก็เริ่มมีความคิดที่อยากจะตอบตกลงขึ้นมาเสียแล้ว!

เมื่อคืนนางได้ขบคิดอย่างถี่ถ้วน ตอนนี้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คืออาการป่วยหนักของเสิ่นซื่อ ตราบใดที่นางยังคงต้องสวมรอยเป็น ‘เผยซูเหยา’ อยู่ เรื่องการแต่งงานก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ไม่ว่าจะแต่งกับคนตระกูลเล็กๆ ที่ฐานะทัดเทียมกัน หรือจะแต่งกับเสิ่นถิงอวี้

ต่างก็มีความลำบากใจในแบบของตัวเองทั้งสิ้น...

จบบทที่ บทที่ 41 เขากล้าลวนลามคน!

คัดลอกลิงก์แล้ว