- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 41 เขากล้าลวนลามคน!
บทที่ 41 เขากล้าลวนลามคน!
บทที่ 41 เขากล้าลวนลามคน!
หลังจากสกัดจุดหลับของสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ห้องด้านนอกแล้ว หลี่หยงก็ล่าถอยออกไป
เขายืนรอคอยอยู่ในมุมมืดเช่นเดียวกับสองคืนที่ผ่านมา เจ้านายของตนกำลังทำอะไรอยู่ข้างในนั้น... เขาไม่รู้เรื่องเลยสักนิด
เพียงแต่คืนนี้ ดูเหมือนเวลาจะยาวนานเป็นพิเศษ
หลี่หยงรอจนคอเริ่มปวดเมื่อย อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองไปทางประตูเป็นครั้งที่สาม
ในที่สุด... บานประตูที่ปิดสนิทก็ค่อยๆ เปิดออก ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำสนิทพลันเดินออกมา
หลี่หยงรีบเข้าไปรับหน้า ล้วงเอาเครื่องมือบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ แล้วจัดการดึงสลักประตูด้านในกลับเข้าที่อย่างรู้งาน
หลังจากจัดการธุระเสร็จเรียบร้อย พอหันกลับมา… เขาก็พบว่าเจ้านายของตนยังไม่ได้จากไปไหน
ชายหนุ่มยืนไพล่มืออยู่กลางลานเรือนที่ดูทรุดโทรมเล็กน้อยแห่งนี้ แหงนหน้ามองดวงจันทร์สว่างไสวบนท้องฟ้า
กลิ่นอายรอบกายแผ่ซ่านไปด้วยความอ้างว้างและโดดเดี่ยว
ผู้ที่มักจะแข็งกร้าวและดูทรงอำนาจอยู่เสมอ จู่ๆ กลับแสดงท่าทีเปราะบางเช่นนี้ออกมา เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะทำให้คนมองรู้สึกปวดใจตามไปด้วย
หลี่หยงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแข็งใจเดินเข้าไปหา ก่อนเอ่ยเตือนเสียงแผ่วเบา
“ท่านอ๋อง… พระวรกายของพระองค์สำคัญที่สุด ควรเสด็จกลับไปพักผ่อนได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยจิ้นไป๋ทำราวกับไม่ได้ยิน เขายืนนิ่งไม่ไหวติงดั่งรูปสลัก แหงนหน้าจ้องมองดวงจันทร์บนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย
เนิ่นนานผ่านไป ริมฝีปากของเขาก็ขยับเบาๆ
“เจ้าว่า... หากนางไม่ใช่เหยาเหยา แล้วจะเป็นใครไปได้เล่า?”
จะมีใครอีก... ที่ทำให้เขารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ตั้งแต่แรกเห็น?
ทำให้เขาเกิดความปรารถนาที่จะจุมพิตได้ถึงเพียงนี้?
หากนางไม่ใช่ชุยลิ่งเหยา... เช่นนั้นเขาคงเกิดความรู้สึกพิเศษ กับแม่นางที่เพิ่งเคยพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวเข้าแล้วกระมัง?
สำหรับเซี่ยจิ้นไป๋ เขายอมเชื่อว่าตัวเองตายไปแล้ว ยังดีกว่าเชื่อว่าตัวเองจะปันใจให้หญิงอื่น
ปันใจให้แม่นางที่เขาไม่เคยแม้แต่จะพูดคุยด้วยสักคำ..
เขาหลับตาลงช้าๆ
“จับตาดูนางต่อไป”
หลี่หยงประสานมือรับคำสั่ง
“…พ่ะย่ะค่ะ”
………
เช้าวันรุ่งขึ้น
ชุยลิ่งเหยาตื่นขึ้นมาก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างทันที
กลิ่นอายที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกปลอมยังคงหลงเหลือจางๆ อยู่ในอากาศ
เมื่อคืน... เขามาจริงๆ ด้วย!
นางลุกพรวดขึ้นนั่ง ลงจากเตียงเดินตรงไปที่หน้าต่างอย่างรวดเร็ว
เมื่อคืนนางเป็นคนลงกลอนหน้าต่างเองกับมือ นางแอบทำเครื่องหมายไว้ โดยใช้ปลายเล็บขูดเป็นรอยไว้บนกลอน
หากมีคนเปิดออกหน้าต่าง หรือกลอนถูกยกขึ้น รอยขูดนั้นย่อมต้องคลาดเคลื่อนหรือเลือนหายไปบ้าง
แต่ตอนนี้... รอยสลักมันยังคงประกบกันพอดีเป๊ะเหมือนกับเมื่อคืนไม่มีผิด
หรือว่า…เขาลอบเข้ามาทางประตูห้องโดยตรงเลยหรือ!?
การจะเข้ามาทางประตูห้องได้ ย่อมต้องเดินผ่านจือชิวที่นอนเฝ้าอยู่ห้องด้านนอก
ในฤดูร้อนเสื้อผ้าอาภรณ์ของหญิงสาวล้วนบางเบา ยิ่งยามเข้านอน ก็ยิ่งสวมเพียงชั้นเดียว……
ชุยลิ่งเหยาคิ้วกระตุกตุบๆ
นึกไม่ถึงเลยว่าไม่ได้เจอกันแค่สามปี คนผู้นี้จะกลายสภาพเป็นพวกโจรเด็ดบุปผาไปเสียแล้ว!
หากจะบอกว่าที่เขาบุกเข้าห้องนอนในยามวิกาล เป็นเพราะเขาสงสัยในตัวนาง…
แต่ในห้องนี้มีหญิงสาวบริสุทธิ์นอนอยู่ถึงสองคน เหตุใดเขาถึงไม่รู้จักหลีกเลี่ยงข้อครหาบ้าง!
นางเป็นถึงคุณหนูผู้มีชาติตระกูล แต่ห้องนอนกลับถูกผู้ชายแปลกหน้าเดินเข้าออกได้ตามอำเภอใจ ซ้ำร้ายนางยังไม่สามารถเปิดเผยตัวเพื่อห้ามปรามอย่างโจ่งแจ้งได้อีก
ชุยลิ่งเหยารู้สึกจนใจยิ่งนัก และอดไม่ได้ที่จะเกิดความขุ่นเคืองขึ้นมาลึกๆ
ทว่าความขุ่นเคืองนี้... กลับพุ่งทะยานไปถึงขีดสุด
ตอนที่นางกำลังนั่งแต่งหน้า จือชิวก็ทักขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
‘เหตุใดริมฝีปากคุณหนูถึงได้บวมเจ่อล่ะเจ้าคะ’
ดวงตาของชุยลิ่งเหยาเบิกกว้าง นางลุกพรวดขึ้นยืน สองมือยันขอบโต๊ะเครื่องแป้ง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กระจกทองเหลือง
นางจ้องมองริมฝีปากของหญิงสาวในกระจกเขม็ง…
บวมจริงๆ ด้วย!
ชุยลิ่งเหยาเม้มริมฝีปากโดยสัญชาตญาณ
อาจเป็นเพราะอุปทานไปเอง… นางรู้สึกว่าปลายลิ้นพลันชาหนึบๆ ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
นางเคยแต่งงานมาแล้ว อยู่กินฉันสามีภรรยามาถึงสามปีเต็ม ไม่ใช่ดรุณีน้อยที่ไม่ประสีประสาเรื่องพรรค์นั้น
เมื่อนึกถึงกลิ่นอายของเขาที่ยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ ในหัวของชุยลิ่งเหยาก็มีภาพวาบหวิวผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ
“คุณหนู?”
เมื่อเห็นนางสีหน้าย่ำแย่ซีดเผือดถึงเพียงนี้ จือชิวก็ตกใจ รีบถามด้วยความเป็นห่วง “
คุณหนูไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ หรือว่าเมื่อวานกินของผิดสำแดงเข้าไป?”
ชุยลิ่งเหยาทำหูทวนลม
นางยกมือขึ้นดึงคอเสื้อให้กางออก เผยให้เห็นผิวพรรณขาวเนียนราวหิมะ ดวงตายังคงจ้องมองภาพสะท้อนในกระจกทองเหลืองเขม็ง
หญิงสาวในกระจกมีลำคอระหง ไร้รอยตำหนิ ไม่มีสิ่งผิดปกติอย่างที่นางคิดระแวง
แต่นางยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น มือยังคงขยับต่อ ดึงคอเสื้อร่นลงมาจนถึงหัวไหล่ เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าอย่างชัดเจน
สายเสื้อเอี๊ยมสีชมพูพาดทับอยู่บนนั้น กระดูกไหปลาร้าบอบบางเรียวเล็ก เผยให้เห็นแอ่งโค้งตื้นๆ ที่งดงาม
ชุยลิ่งเหยาตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วจึงหันไปดูอีกข้างหนึ่ง
เมื่อก่อน... เวลาที่คลอเคลียกันบนเตียง คนผู้นั้นมักจะชอบขบเม้มกระดูกไหปลาร้าของนางที่สุด
แต่งงานกันมาสามปี ผ่านฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวมานับครั้งไม่ถ้วน แต่นางไม่เคยได้ใส่ชุดกระโปรงคอเว้าลึกเลยสักครั้งเดียว
นั่นเป็นเพราะร่องรอยสีกุหลาบบนไหปลาร้าของนาง ไม่เคยจางหายไปเลยสักวัน
แต่ทว่าตอนนี้ บนนั้นกลับขาวสะอาด ไม่มีรอยตำหนิใดๆ เช่นกัน
ชุยลิ่งเหยาเม้มริมฝีปาก นางไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ ตามร่างกายอีก
เนิ่นนานผ่านไป… นางก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยร่างกายที่แข็งทื่อ
“...ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้รู้สึกไม่สบายตรงไหน” นางหันไปบอกจือชิวที่กำลังยืนหน้าเสีย
“มีแค่ริมฝีปากที่บวมนิดหน่อย แต่ก็ไม่เจ็บไม่คันอะไร เจ้าช่วยแต่งหน้าให้ข้าเถอะ”
หากไม่ใช่เพราะจือชิวเป็นคนแต่งหน้าแต่งตัวให้นางทุกวัน ก็คงไม่ทันสังเกตเห็นว่าริมฝีปากของเจ้านายแดงเจ่อกว่าปกติเล็กน้อย
เมื่อได้ยินนางบอกว่าไม่เจ็บไม่คัน และตามร่างกายก็ไม่มีรอยบวมแดงแพ้จริงๆ จือชิวก็วางใจ
นางเกล้าผม แต่งหน้า ทาริมฝีปากให้้ถูกเคลือบด้วยสีแดงสด ยิ่งทำให้มองไม่เห็นรอยบวมเจ่อดั้งเดิม
จือชิววางใจแล้ว แต่ชุยลิ่งเหยากลับไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างสงบ
การที่คนผู้นั้นลอบเข้ามาในห้องนอนยามวิกาล นางคิดว่าอย่างมากเขาก็แค่ต้องการมาตรวจสอบ และยืนยันตัวตนของนางเท่านั้น
ในยามที่ยังไม่แน่ใจว่านางคือ ‘ชุยลิ่งเหยา’ ด้วยนิสัยเย่อหยิ่งของคนผู้นั้น ไม่มีทางที่จะแสดงพฤติกรรมล่วงเกินแม่นางแปลกหน้าอย่างเด็ดขาด
แต่นึกไม่ถึงเลยว่า... เขาจะกล้าลวนลามคน!
แถมยังเป็นการลวนลามหญิงสาวที่กำลังหลับใหลและไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย!
พวกเขาเพิ่งจะพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เขากลับกล้าขโมยจุมพิต!
นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
ขนาดพวกโจรป่าฉุดคร่าหญิงชาวบ้านยังไม่ทำเรื่องเลวทรามอย่างการลักหลับเลย แต่เขากลับทำลงได้หน้าตาเฉย!
เห็นชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของลูกผู้หญิงเป็นเรื่องล้อเล่นหรืออย่างไร!?
นอกจากที่ชุยลิ่งเหยาจะรู้สึกรังเกียจและขยะแขยงแล้ว นางก็ยังรู้สึกว่าเหลือเชื่อเกินไปด้วย
ในสายตาของนาง เซี่ยจิ้นไป๋เป็นคนหยิ่งยโสและเย็นชา แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงส่งและกุมอำนาจล้นฟ้า แต่เขาไม่ใช่พวกคุณชายเสเพลที่ชอบเล่นสนุกกับผู้หญิง
สำหรับสตรี เขาอาจจะไม่ได้ให้ความเคารพยกย่องอะไรมากมายนัก แต่ก็ไม่น่าจะลดตัวลงมาทำเรื่องที่ฉวยโอกาสกับหญิงสาวแบบนี้แน่
หากเขาถูกตาต้องใจใครจริงๆ ด้วยอำนาจบารมีของเขา จะไปเอามาครอบครองอย่างเปิดเผยก็ย่อมได้
จำเป็นต้องทำเรื่องเหลวไหลปานนี้ด้วยหรือ?
การกระทำที่คาดเดาไม่ได้เช่นนี้ ทำให้ชุยลิ่งเหยารู้สึกตื่นตระหนกและหวาดหวั่นจนทำอะไรไม่ถูก
หากเซี่ยจิ้นไป๋ยังคงหน้าด้านลอบเข้ามาหาในยามวิกาลทุกคืน แล้วลวนลามนางทุกครั้งล่ะ?
วันนี้คือจูบ พรุ่งนี้จะไม่ลองลูบคลำเลยหรือ?
และนานวันเข้า… หากเขาทนไม่ไหว ก็อาจปีนเตียงขึ้นมาขืนใจนางในที่สุด!
คนผู้นี้มีนิสัยแปรปรวน ชุยลิ่งเหยาที่เคยคิดว่าตัวเองรู้จักเขาดีพอ กลับไม่กล้ายืนยันอะไรอีกต่อไปแล้ว
นางรู้เพียงว่าจะมัวนั่งรอความตายอยู่เฉยๆ มิได้ นางต้องหาวิธีที่ทำให้เขาไม่กล้าลอบเข้ามาในตอนกลางคืนอีก
…มีวิธีใดบ้างนะ?
ในหัวของชุยลิ่งเหยา ปรากฏภาพเงาของใครบางคนขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ...
เขาบอกว่า... เขาจะช่วยนางค่อยๆ ลบล้างข้อสงสัยของเซี่ยจิ้นไป๋ออกไป
ด้วยความเฉลียวฉลาดระดับนั้นของเขา ต้องทำได้แน่นอน!
สามวัน...
เมื่อวานนางเพิ่งบอกเขาไปว่า ขอเวลาสามวันเพื่อทบทวนเรื่องแต่งงาน
ทว่าตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปแค่วันเดียว ชุยลิ่งเหยาก็เริ่มมีความคิดที่อยากจะตอบตกลงขึ้นมาเสียแล้ว!
เมื่อคืนนางได้ขบคิดอย่างถี่ถ้วน ตอนนี้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็คืออาการป่วยหนักของเสิ่นซื่อ ตราบใดที่นางยังคงต้องสวมรอยเป็น ‘เผยซูเหยา’ อยู่ เรื่องการแต่งงานก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ไม่ว่าจะแต่งกับคนตระกูลเล็กๆ ที่ฐานะทัดเทียมกัน หรือจะแต่งกับเสิ่นถิงอวี้
ต่างก็มีความลำบากใจในแบบของตัวเองทั้งสิ้น...