เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 มิกล้าทำรุนแรงด้วยเลย

บทที่ 38 มิกล้าทำรุนแรงด้วยเลย

บทที่ 38 มิกล้าทำรุนแรงด้วยเลย


“ขอเพียงไม่ให้เจ้าหรือจือชิวเป็นคนไป ก็ไม่เป็นไรแล้ว”

เสิ่นซื่อเองก็ไม่ได้คิดจะให้คนของบุตรสาวเอาของไปส่งให้หลานชายอยู่แล้ว เมื่อเห็นนางรู้จักธรรมเนียม ทั้งยังรู้จักเว้นระยะห่างเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา ในใจก็ยิ่งปลาบปลื้มใจ

นางยื่นมือไปจิ้มที่หว่างคิ้วของลูกสาวเบาๆ แล้วหัวเราะ

“ลูกของแม่โตเป็นสาวแล้วจริงๆ รู้ความขึ้นตั้งเยอะ”

ชุยลิ่งเหยา “......”

นางลูบหน้าผาก, เมื่อนึกถึงวีรกรรมทั้งหมดที่เจ้าของร่างเดิมเคยก่อไว้ ในใจก็บอกไม่ถูกว่าเป็นรสชาติเช่นไร

ขนมดอกบัวจานนั้นเสิ่นซื่อกินไปเพียงสองชิ้น ส่วนที่เหลือล้วนถูกแม่นมเฉียนนำไปส่งที่ห้องหนังสือเรือนส่วนหน้า วางทิ้งไว้บนโต๊ะหนังสือของเสิ่นถิงอวี้

นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เสิ่นถิงอวี้ได้รับขนมดอกบัวที่ทำมาจากห้องครัวเรือนเล็ก

ครั้งแรก, เขาไม่แม้แต่จะปรายตามอง ทว่าครั้งนี้... หลังจากแม่นมเฉียนคล้อยหลังไป เขากลับยกมือขึ้นเปิดฝากล่องอาหารออก

ขนมด้านในถูกปั้นเป็นรูปทรงดอกบัว สีชมพูดูนุ่มนิ่มน่ารัก

ช่างเหมือนกับสตรีผู้ทำมันขึ้นมาไม่มีผิด ประณีตน่าเอ็นดูเสียจนอดไม่ได้ที่จะทะนุถนอม ไม่กล้าลงมือทำรุนแรงด้วยเลย

ตอนที่เสิ่นเอ้อร์เดินเข้ามา ก็เห็นเจ้านายของตนที่มักจะเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจ กำลังจ้องมองขนมจานหนึ่งราวกับคนตกอยู่ในภวังค์…

เขาได้แต่แอบนึกประหลาดใจอยู่ในใจ

ในฐานะผู้ติดตามคนสนิท เขาย่อมรู้ดีว่าเจ้านายรังเกียจคุณหนูรองมากเพียงใด เหตุใดวันนี้ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้เล่า?

เคยได้ยินแต่สตรีใจแข็งพ่ายแพ้บุรุษจอมตื๊อ แต่เจ้านายของเขาดันกลับตาลปัตร กลายเป็นฝ่ายไปหลงใหลนางเสียเองแล้วหรือ?

เมื่อนึกถึงธุระสำคัญขึ้นมาได้ เสิ่นเอ้อร์ก็รีบดึงสติกลับมา แล้วเอ่ยรายงาน “คุณชาย ฮูหยินเชิญท่านไปพบขอรับ”

นัยน์ตาของเสิ่นถิงอวี้วูบไหวเล็กน้อย

“ได้บอกหรือไม่ว่าเรื่องอันใด?”

“ไม่ได้บอกขอรับ แต่ได้ยินมาว่า...” เสิ่นเอ้อร์ค้อมตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย กระซิบเสียงเบา

“เมื่อเช้านี้ ฮูหยินจวนกวางผิงโหวมาเยือนขอรับ”

จวนกวางผิงโหว คือบ้านท่านตาของเสิ่นถิงอวี้

บุตรสาวคนโตของจวนเข้าวังไปเมื่อหลายปีก่อน และได้ให้กำเนิดพระโอรสองค์เล็กแก่ฮ่องเต้

การได้พระโอรสเมื่อยามแก่ชรา ฮ่องเต้ย่อมทรงพระเกษมสำราญ จึงไม่ทรงตระหนี่ที่จะปูนบำเหน็จรางวัลอย่างงาม

ไม่เพียงแต่เลื่อนขั้นให้นางขึ้นเป็นกุ้ยเฟย แต่ยังส่งผลให้ฐานะของสองพ่อลูกจวนกวางผิงโหวในราชสำนักพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย

มาบัดนี้ คุณหนูรองของตระกูลพวกเขาก็ถึงวัยออกเรือนแล้วเช่นกัน

หากกวาดสายตามองบรรดาคุณชายที่ยังไม่ออกเรือนในเมืองหลวง เสิ่นถิงอวี้ก็นับว่าสร้างชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย

อายุเพียงสิบแปดก็ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นทั่นฮวา (ผู้สอบได้อันดับสามในการสอบขุนนาง)

ใช้เวลาเพียงสามปีก็ได้เข้าสำนักฮั่นหลิน จากนั้นก็เลื่อนเป็นซื่อหลางแห่งกรมลี้ (กรมมหาดไทย) ตอนนี้เป็นถึงขุนนางขั้นสี่ อนาคตสดใสไร้ขีดจำกัด

เรียกได้ว่าเป็นชายหนุ่มผู้เป็นที่หมายปองอันดับต้นๆ

บรรดาฮูหยินที่มีบุตรสาวในวัยออกเรือน ต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะได้เขามาเป็นบุตรเขยกันทั้งนั้น ซึ่งนั่นย่อมรวมถึงบ้านท่านตาของเขาด้วย

เมื่อเดาได้ว่าที่มารดาเรียกตัวไปคงหนีไม่พ้นการพูดจาหว่านล้อมเรื่องเดิมๆ เสิ่นถิงอวี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

เขาปิดฝากล่องอาหารลง ก่อนก้าวเท้าเดินออกจากห้องหนังสือไป

…………

ช่วงบ่าย

เสิ่นหานเยว่และเสิ่นหานอวิ๋นมาที่เรือนเล็กด้วยกัน

ชุยลิ่งเหยานำชาชั้นดีออกมาต้อนรับแขก ทั้งสามคนนั่งล้อมวงดื่มชาใสๆ หนึ่งป้าน กับขนมผลไม้สองสามจาน พูดคุยกันไปตลอดทั้งบ่าย

เสิ่นหานเยว่นำข่าวที่ให้พี่ชายไปสืบมาเล่าทีละเรื่อง ข้อมูลเหล่านี้ชุยลิ่งเหยาได้ฟังจากปากของเสิ่นถิงอวี้มาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว แต่นางก็ยังคงนั่งฟังเงียบๆ

เมื่อเล่าจบ… เสิ่นหานเยว่ก็จิบชาไปอึกหนึ่ง ไม่ลืมที่จะแสดงความคิดเห็น

“ข้าว่าตระกูลอู๋ก็ไม่เลวนะ อยู่ในเมืองหลวงนี่เอง ตัวเขาก็มีความกระตือรือร้น, หลังแต่งงานเจ้าก็คอยกระตุ้นให้เขาตั้งใจเล่าเรียน ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะสอบไม่ได้หรอก”

เสิ่นหานอวิ๋นก็พยักหน้าเห็นด้วย

“เช่นนี้แล้ว รอพวกเราพี่น้องออกเรือนกันไปหมด ก็ยังพอจะดูแลไปมาหาสู่ช่วยเหลือกันได้บ้าง”

พวกนางล้วนเกิดในจวนกั๋วกง โดยเฉพาะเสิ่นหานเยว่ที่เป็นถึงคุณหนูใหญ่ของซื่อจื่อ วันหน้าย่อมต้องแต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์ไปเป็นนายหญิงใหญ่แน่นอน

นี่แหละคือข้อดีของการแต่งเข้าตระกูลเล็กๆ... มีพี่น้องคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกบ้านสามีรังแก

ชุยลิ่งเหยารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก

หากไม่มีการพูดคุยกับเสิ่นถิงอวี้เมื่อเช้านี้ นางอาจจะเลือกแต่งเข้าตระกูลหวังไปแล้ว

แต่ตอนนี้… นางชักอยากจะเปลี่ยนใจแล้วล่ะสิ

เมื่อเห็นดังนั้น เสิ่นหานเยว่ก็เข้าใจไปว่านางยังตัดสินใจไม่ได้ จึงกล่าวเสริมว่า

“ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจ มะรืนนี้จวนจ้าวกั๋วกงจัดงานเลี้ยงใหญ่ ถึงตอนนั้นพวกเราไปดูหน้าค่าตาคุณชายอู๋คนนั้นกัน ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร พี่ชายข้าบอกว่า......”

พูดถึงตรงนี้ นางก็ชะงักไปดื้อๆ ราวกับรู้สึกว่าไม่เหมาะสม

เสิ่นหานอวิ๋นสงสัย จึงเร่งเร้า

“ท่านพี่พูดว่าอะไรหรือ?”

“……” เสิ่นหานเยว่ลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะกระซิบเสียงเบา

“ท่านพี่บอกว่า... คุณชายอู๋ผู้นั้นหน้าตาไม่ค่อยจะดีนัก รูปปากค่อนข้างจะยื่นไปหน่อย”

การนินทาข้อด้อยของผู้อื่นลับหลัง อย่างไรก็ดูไม่ดีนัก ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของคุณชายใหญ่เสิ่น ผู้หล่อเหลาสง่างามดุจสายลมและแสงจันทร์ด้วยแล้ว

ชุยลิ่งเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กลับรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของชายผู้นั้นดูเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นมาทันที

แหม... อธิบายเสียเห็นภาพเชียว

เสิ่นหานอวิ๋นฟังไม่เข้าใจ

“อะไรคือรูปปากยื่น?”

“…ก็ฟันเหยินอย่างไรเล่า ฟันเหยินน่ะ! เจ้ารู้จักหรือไม่?” เสิ่นหานเยว่ปรายตามองลูกพี่ลูกน้องอย่างหงุดหงิด

“คนเลี้ยงม้าในจวนเราก็มีคนนึงที่เป็นแบบนั้น เจ้าเองก็เคยเห็นนี่”

เสิ่นหานอวิ๋นนึกออกทันที ตกใจจนส่ายหน้ารัวๆ

“แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด! ขี้เหร่จนหลอกคนตายได้เลยนะ”

ในสายตาของนาง ญาติผู้พี่คนนี้ต่อให้จะนิสัยแย่แค่ไหน หรือต่อให้มีข้อเสียเต็มตัวไปหมด

แต่ใบหน้านั้นก็งดงามไร้ที่ติ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจจับคู่กับบุรุษที่มีใบหน้าอัปลักษณ์เช่นนั้นได้เลย

เมื่อนึกภาพญาติผู้พี่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายที่หน้าตาเหมือนคนเลี้ยงม้าไปตลอดชีวิต ต้องร่วมเรียงเคียงหมอนกัน เสิ่นหานอวิ๋นก็สูดลมหายใจเข้าลึก

“ลองดูคนอื่นเถอะ คนที่จะต้องร่วมเตียงกันไปตลอดชีวิต หากขี้เหร่เกินไป จะทนมองหน้าไหวได้อย่างไรกัน”

ชุยลิ่งเหยาฟังแล้วก็ทั้งขำทั้งระอา

บรรดาลูกพี่ลูกน้องของเจ้าของร่างเดิม ล้วนเป็นคนดีมากจริงๆ ต่อให้จะเคยไม่ชอบขี้หน้ากันแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยมุ่งร้ายต่อกันเลย

ในโลกแห่งความเป็นจริง ชุยลิ่งเหยากำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เด็ก ถูกตระกูลลู่รับไปเลี้ยงดู ซึ่งตระกูลลู่ก็มีเพียงลู่เฉินที่เป็นบุตรชายคนเดียว นางจึงเคยสัมผัสแต่ความผูกพันฉันพี่น้องชายหญิงเท่านั้น

ต่อมาเมื่อข้ามมิติมายังยุคต้าเยว่ จวนฉางผิงโหวก็มีสมาชิกแยกย่อยถึงสามสายตระกูล

หากไม่นับพี่ชายแท้ๆ ชุยลิ่งเหยาก็มีลูกพี่ลูกน้องผู้ชายอีกตั้งหกคน แต่เมื่อรวมกันทั้งสามสายแล้ว กลับไม่มีบุตรสาวคนที่สองเลยสักคนเดียว

ชุยลิ่งเหยาจึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสความรู้สึกของการมีพี่น้องผู้หญิงเลยจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่า การมาอยู่ในร่างใหม่ครั้งนี้ จะทำให้นางได้พี่สาวน้องสาวมาแบบงงๆ ถึงสองคน

“ได้สิ ข้าจะฟังอวิ๋นเอ๋อร์ ไม่แต่งกับคนขี้เหร่ ข้าจะลองดูคนอื่นแทนนะ” นางยิ้มรับ

เสิ่นหานอวิ๋นถอนหายใจโล่งอก แต่เมื่อเห็นนางพูดจาสนิทสนมถึงเพียงนี้ ก็แอบรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง

พี่น้องทั้งสามนัดแนะกันว่ามะรืนนี้จะไปร่วมงานเลี้ยงที่ตระกูลจ้าว เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตา จะต้องตั้งใจดูหน้าบรรดาคุณชายเหล่านั้นให้ดีๆ

จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด วงสนทนาจิบชาของสามสาวพี่น้องถึงได้จบลง

ชุยลิ่งเหยาส่งแขกกลับไป รับประทานอาหารเย็นตามปกติ นั่งพักผ่อนครู่หนึ่ง ก็เดินเข้าไปในห้องอาบน้ำ

เมื่อได้แช่ตัวลงในน้ำอุ่นๆ นางถึงได้ผ่อนคลายลงอย่างแท้จริง

หากเซี่ยจิ้นไป๋ส่งคนมาจับตาดูนางอยู่ เช่นนั้นก็คงมีเพียงที่นี่แหละที่ปลอดภัย

นางเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

ไม่ต้องสงสัยเลย… การแต่งงานกับเสิ่นถิงอวี้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

เขามองทะลุตัวตนของนางแล้ว ซ้ำยังรับปากว่าจะช่วยเป็นเกราะกำบังให้ ความลับที่ใหญ่ที่สุดย่อมไม่ใช่ความลับเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

ดังนั้น… หากแต่งงานกับเขา นางก็ไม่จำเป็นต้องคอยระมัดระวังตัวทุกฝีก้าว สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจขึ้นมาก

ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา ดีไม่ดียังสามารถทำให้เซี่ยจิ้นไป๋เลิกสงสัยในตัวนางได้อย่างเด็ดขาดอีกด้วย

ช่างเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบเสียนี่กระไร

แต่ติดอยู่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น...

เสิ่นถิงอวี้ไม่ยอมรับอนุภรรยา เขายืนกรานจะแต่งนางเป็นภรรยาเอกให้ได้

ทว่า... การเป็นภรรยาเอกของตระกูลใหญ่โตระดับนี้ มันช่างเหนื่อยยากแสนเข็ญจริงๆ

ชุยลิ่งเหยาเคยเป็นพระชายามาถึงสามปี ย่อมรู้ดีว่าภาระหน้าที่ของนายหญิงใหญ่ผู้กุมอำนาจดูแลจัดการเรือนั้น แต่ละวันมีเรื่องจุกจิกให้ต้องคอยจัดการมากมายเพียงใด

การเป็นพระชายาไม่ใช่เรื่องง่าย การเป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลเสิ่นก็ยากลำบากไม่แพ้กัน

เบื้องบนมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนคอยจับตาดู ทุกคำพูดทุกการกระทำล้วนต้องอยู่ในกรอบระเบียบ

ต่อให้เสิ่นถิงอวี้จะทุ่มเทแรงกายแรงใจ ยืนกรานที่จะแต่งนางเป็นภรรยาเอกให้ได้จริงๆ

แต่หลังแต่งงาน ก็ยังมีเรื่องให้ต้องลำบากใจอีกมาก

และนี่แหละคือเหตุผลสำคัญที่สุด... ที่ทำให้ชุยลิ่งเหยายังตัดสินใจไม่ได้เสียที

จบบทที่ บทที่ 38 มิกล้าทำรุนแรงด้วยเลย

คัดลอกลิงก์แล้ว