- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 39 ล้วนเป็นเรื่องบังเอิญหรือ? เขาไม่เชื่อ!
บทที่ 39 ล้วนเป็นเรื่องบังเอิญหรือ? เขาไม่เชื่อ!
บทที่ 39 ล้วนเป็นเรื่องบังเอิญหรือ? เขาไม่เชื่อ!
นางขลุกอยู่ในห้องอาบน้ำเกือบครึ่งชั่วยาม
กว่าจะออกมา ท้องฟ้าเบื้องนอกก็เริ่มมืดสลัวลงแล้ว
ชุยลิ่งเหยาสวมชุดนอนเนื้อบางเบา ยืนอยู่ใต้ชายคาพลางเงยหน้ามองดวงดาวที่ทอประกายบนท้องฟ้า ในใจครุ่นคิดว่าคืนนี้เซี่ยจิ้นไป๋จะมาอีกหรือไม่
เขาจะต้องมาแน่ๆ...
หากเขาส่งคนมาจับตาดูนางในจวนกั๋วกงจริงๆ เช่นนั้นเมื่อได้รับข่าวเรื่องที่นางลงเรือชมทะเลสาบกับเสิ่นถิงอวี้เมื่อตอนกลางวัน ทั้งยังจับมือกันเด็ดดอกไม้ และพูดคุยกันในศาลาอย่างลับๆ
เขาจะทนไม่มาได้อย่างไร?
เขาเป็นคนรอบคอบ… ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ที่ทำให้เขาสงสัยในตัวของนาง การจะลบล้างความคลางแคลงใจของเขานั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน
ถ้ามาแล้ว เขาจะทำอะไรล่ะ?
เมื่อนึกถึงบุรุษผู้อารมณ์แปรปรวน ทั้งเผด็จการและเอาแต่ใจ มีความปรารถนาที่จะครอบครองอย่างรุนแรงผู้นั้น
ชุยลิ่งเหยาก็รู้สึกหวาดหวั่นจนขนลุกซู่ไปทั้งหัว
ในเมื่อเขายังไม่ยอมปรากฏตัวออกมา ก็แปลว่าเขายังไม่มั่นใจนักว่านางคือ ‘ชุยลิ่งเหยา’ ในอดีต
อย่างมากก็คงแค่แอบสงสัยตงิดๆ
ถ้าเป็นเช่นนั้น… เขาคงไม่ถึงขั้นบันดาลโทสะกับความใกล้ชิดเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างนางกับเสิ่นถิงอวี้หรอกกระมัง?
ชุยลิ่งเหยาปลอบใจตัวเองไปยกใหญ่ แต่ลึกๆ ก็ยังคงรู้สึกประหม่าอยู่ดี
นางจงใจให้จือชิวอยู่เฝ้าไข้ โดยให้นอนอยู่ห้องด้านนอกที่มีเพียงฉากกั้น
สองนายบ่าวเข้ามาในห้อง จัดการลงกลอนปิดประตูและหน้าต่างอย่างแน่นหนา
…………
ยามวิกาล
ณ จวนอวี้อ๋อง, ห้องหนังสือ
เซี่ยจิ้นไป๋นั่งหลังตรงตระหง่านอยู่บนเก้าอี้นุ่ม สายตาหลุบมองม้วนบันทึกคดีในมือ หูคอยรับฟังรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา
สีหน้าของเขาค่อยๆ มืดครึ้มลงทุกขณะ
อากาศภายในห้องดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ความน่าเกรงขามที่แผ่ซ่านออกมากดดันจนคนแทบหายใจไม่ออก
เสียงของหลี่หยงเบาลงเรื่อยๆ เขาฝืนทนรายงานทุกอย่างจนจบ หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬที่ผุดซึมออกมา
ตุบ—
เสียงของหล่นดังขึ้นเบาๆ ม้วนบันทึกคดีถูกโยนทิ้งลงบนโต๊ะเตี้ยข้างๆ อย่างลวกๆ เซี่ยจิ้นไป๋เงยหน้าขึ้นมาถาม
“พวกเขา... จับมือกันงั้นหรือ?”
ทั้งๆ ที่เพิ่งจะรายงานไปแท้ๆ เขากลับถามซ้ำราวกับฟังไม่ถนัด
หลี่หยงแข็งใจพยักหน้ารับ
“...พ่ะย่ะค่ะ”
“ลงเรือเด็ดดอกบัวด้วยกัน?”
“...พ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยจิ้นไป๋หลุบตาลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เขานิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ท้ายที่สุดก็ลุกพรวดขึ้น ก้าวเท้าสืบไปทางประตู
“ท่านอ๋อง!”
เมื่อรู้ว่าผู้เป็นนายคงจะมุ่งหน้าไปจวนเสิ่นกั๋วกงอีกแน่ หลี่หยงรีบคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ร้องห้ามอย่างร้อนรน
“ท่านอ๋องโปรใจเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ! แม่นางผู้นั้นอาจมิใช่พระชายา อาการบาดเจ็บของพระองค์ยังไม่หายดี ไม่ควรใช้กำลังภายใน และยิ่งไม่ควรไปใส่พระทัยกับแม่นางที่อาจไม่เกี่ยวข้องถึงเพียงนี้!”
สองวันมานี้, ในฐานะผู้ติดตามคนสนิทที่คอยเฝ้ามองอยู่ หลี่หยงตระหนักซึ้งเลยว่าเจ้านายของเขาสูญเสียความเยือกเย็นไปมากเพียงใด
พระองค์หมกมุ่นจนคิดเป็นตุเป็นตะ ว่าคุณหนูสายรองจวนเสิ่นกั๋วกงที่เพิ่งเคยพบหน้าผู้นั้น คือพระชายาที่เสียไปเมื่อสามปีก่อน
ไม่ว่าจะจัดการงานราชการด่วนแค่ไหน ต่อให้เป็นเรื่องของฮองเฮาหรือองค์ชายองค์อื่นๆ เขาก็ยังสีหน้าไม่เปลี่ยน เยือกเย็นไร้ความรู้สึกราวกับรูปสลักน้ำแข็ง
ทว่าพอตกค่ำ ทันทีที่จดหมายรายงานจากจวนกั๋วกงส่งมา ทั่วร่างถึงได้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
ประกายความหวังในแววตาของเขานั้น มองแล้วช่างน่าปวดใจนัก…
หากไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บยังไม่หายดี ประกอบกับฐานะของเขาไม่สะดวกจะไปซ่อนตัว
เกรงว่าคนที่ไปดักซุ่มดูอยู่ในจวนเสิ่นกั๋วกงตอนกลางวัน คงไม่ใช่ยอดฝีมือขององครักษ์อวี่หลิน แต่เป็นท่านอ๋องของเขา ที่ลงมือไปสอดแนมด้วยตัวเองแน่ๆ
หลี่หยงปวดใจยิ่งนัก จึงเอ่ยเกลี้ยกล่อมต่อ
“พระองค์ลองตรองดูสิพ่ะย่ะค่ะ พระชายาทรงรักพระองค์มากเพียงนั้น หากพระนางยังมีชีวิตอยู่จริงๆ มีหรือจะยอมทนใช้ฐานะคุณหนูจวนกั๋วกง ไปคอยตามตื๊อขอเป็นอนุของญาติผู้พี่ แทนที่จะกลับมาหาพระองค์น่ะพ่ะย่ะค่ะ!”
พูดถึงอำนาจบารมี ท่านอ๋องของเขากุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ตำแหน่งรัชทายาทก็อยู่แค่เอื้อม วันหน้าย่อมต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า
พูดถึงรูปร่างหน้าตา ท่านอ๋องของเขาก็หล่อเหลาสง่างามเหนือใคร ดีกว่าบุรุษหน้าขาวจวนเสิ่นนั่นเป็นพันเท่าหมื่นเท่า
หลี่หยงเคยเป็นพยานรักของเจ้านายทั้งสองมาตั้งแต่ต้น รู้ดีว่าพวกเขารักกันมากแค่ไหน
ภายหลังแม้จะมีความขัดแย้งกันบ้าง แต่การตกน้ำในวันนั้นก็เป็นเพียงอุบัติเหตุ เยื่อใยระหว่างพวกเขายังไม่ขาดสะบั้น
ในสายตาของเขา... คงไม่มีสตรีคนใด ที่จะยอมทิ้งตำแหน่งมารดาของแผ่นดินในอนาคต เพื่อไปเป็นเพียงอนุของคุณชายจวนกั๋วกง ทั้งที่รู้ว่าสวามีรักใคร่ปักใจมั่นถึงเพียงนี้
ฐานะมันต่างกันราวฟ้ากับเหวชัดๆ ท่านอ๋องของเขาต้องเข้าใจผิดไปเองแน่ๆ!
เขาไม่อาจทนดูเจ้านายจมปลักอยู่กับความหวังลมๆ แล้งๆ นี้ได้อีกต่อไป
ทว่า... คำพูดเตือนสติเหล่านี้กลับทำให้ฝีเท้าของเซี่ยจิ้นไป๋ชะงักไปครู่เดียวเท่านั้น
เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมา… ก่อนก้าวเดินออกไป
เข้าใจผิดงั้นหรือ? ล้วนเป็นเรื่องบังเอิญหรือ?
เขาไม่เชื่อ…
ไม่เชื่อเลยสักนิด!
เขาจะไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเอง!
…………
อีกด้านหนึ่ง
ชุยลิ่งเหยาเอาแต่พะวงว่าคืนนี้เซี่ยจิ้นไป๋อาจจะมา ในใจเหมือนมีหินก้อนใหญ่ทับเอาไว้ กังวลจนข่มตาไม่ลง
ยิ่งพลิกตัวไปมา กลับยิ่งทำให้ตาสว่าง
ภาพเหตุการณ์มากมายที่นางเก็บซ่อนไว้อย่างดีในส่วนลึกของความทรงจำ และไม่ยอมนึกถึงมันง่ายๆ เริ่มผุดขึ้นมาในค่ำคืนที่นอนกระสับกระส่ายเช่นนี้
ทีละฉากทีละตอน… ลอยวนเวียนอยู่ในหัว
นางเองก็เคยชอบเซี่ยจิ้นไป๋อยู่เหมือนกัน แม้นางไม่เคยมีความรักมาก่อน และผู้ชายที่สนิทที่สุดในชีวิตก็มีแค่ ‘ลู่เฉิน’
ในวัยสิบหกสิบเจ็ดปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรจะเริ่มมีความรัก นางก็เอาแต่ตั้งใจเล่าเรียน
ต่อมาพอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ในตอนที่ควรจะได้มีความรักใสๆ แบบเด็กวัยรุ่น พี่ชายก็ดันมาประสบอุบัติเหตุรถชน
จากนั้น… นางจึงได้พบกับ ‘ระบบ’
เซี่ยจิ้นไป๋คือผู้ชายคนแรกในชีวิตที่สอนให้นางรู้จักความรัก ต่อให้จุดเริ่มต้นของมันจะเป็นแค่ ‘ภารกิจ’ ก็ตาม
แต่คนเราไม่ใช่ก้อนหินต้นไม้ และนางก็ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำตามคำสั่งโดยไร้ความรู้สึก
ต่อให้ชุยลิ่งเหยาจะรู้เป้าหมายในการมายังโลกนี้อย่างชัดเจน และคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งจะต้องกลับไป... แต่นางก็ยังเผลอใจอยู่ดี
นางเคยชอบเซี่ยจิ้นไป๋จากใจจริง
เพียงแต่ความรู้สึกนี้… เมื่อนำไปเทียบกับการทำภารกิจให้สำเร็จเพื่อกลับไปช่วยพี่ชายแล้ว…
มันช่างเล็กน้อยเหลือเกิน
ชุยลิ่งเหยาไม่เคยหวั่นไหวกับความตั้งใจที่จะกลับบ้าน แต่นางก็เคยจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิดอันไร้ขอบเขตเพราะเรื่องของเขาเช่นกัน
ตอนที่ได้ยินระบบบอกว่ามีช่วงเวลาสงบสติอารมณ์ให้หนึ่งปี ในใจของชุยลิ่งเหยายังแอบรู้สึกโชคดีอยู่บ้าง
โชคดีที่นางยังมีเวลาอีกหนึ่งปีที่จะได้บอกลาเขาดีๆ... ทิ้งความทรงจำที่สวยงามไว้ให้กับรักแรกของตน
จนกระทั่ง... เซี่ยจิ้นไป๋เสนอจะรับพระชายารอง
ชุยลิ่งเหยาได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ความรู้สึกผิดในใจมาตลอดก็ลดลงไปเปลาะหนึ่ง
ทว่าลึกๆ ในมุมหนึ่งของหัวใจ… กลับแอบปวดร้าวแสนสาหัส
มาถึงตอนนี้… นางได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
เมื่อนึกถึงภาพเงาร่างที่กระโจนลงน้ำตามมาอย่างไม่คิดชีวิตเมื่อสามปีก่อน ชุยลิ่งเหยาก็แอบสูดน้ำมูกเบาๆ
“คุณหนูมีเรื่องกลุ้มใจหรือเจ้าคะ?” เสียงของจือชิวดังลอดมาจากงฉากกั้น
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่ด้านนอกหน้าต่างก็มีร่างสูงโปร่งร่างหนึ่ง ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เขาสวมชุดลำลองสีดำสนิท กลืนหายไปในความมืด
ต่อให้มีคนหันมามองแวบหนึ่ง ก็คงมองไม่เห็นว่ามีคนยืนอยู่ตรงนี้
ชุยลิ่งเหยาได้ยินคำพูดของจือชิว ก็ส่งเสียงตอบรับอู้อี้ในลำคอ
“เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ?” นางถามกลับ
ย่อมต้องยังไม่นอนอยู่แล้ว
จือชิวเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นอีกนิด
“บ่าวกำลังดีใจแทนคุณหนูอยู่น่ะสิเจ้าคะ ในที่สุดคุณหนูก็ได้พบ… เอ่อ...”
“ฟ้าหลังฝนที่สดใส” ชุยลิ่งเหยาเม้มริมฝีปาก
“ใช่เจ้าค่ะ! คำนี้แหละ” จือชิวหัวเราะแหะๆ เอ่ยอย่างขัดเขินว่า
“คุณหนูของบ่าวมีความรู้กว้างขวางจริงๆ”
“……”
ชุยลิ่งเหยาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก็ได้ยินจือชิวเอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง...
“คุณหนูกำลังคิดถึงคุณชายใหญ่อยู่ใช่ไหมเจ้าคะ?”