- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 37 ภรรยาเอกกับอนุนั้น... ย่อมไม่เหมือนกัน
บทที่ 37 ภรรยาเอกกับอนุนั้น... ย่อมไม่เหมือนกัน
บทที่ 37 ภรรยาเอกกับอนุนั้น... ย่อมไม่เหมือนกัน
“อนุคือต้นเหตุแห่งความวุ่นวายในครอบครัว ข้าไม่อยากพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับการแก่งแย่งชิงดีของสตรีในเรือนหลังหรอก”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้รู้ความจริงว่านางต้องตกน้ำเสียชีวิตเพราะแผนการร้ายของพระชายารอง เขาก็ยิ่งแน่วแน่ในความตั้งใจนี้
แม้แต่เรื่องแต่งงานรับภรรยาเอก หลายปีมานี้เขาก็เพียรผัดผ่อนมาโดยตลอด
ชุยลิ่งเหยารู้สึกตกตะลึง นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะมีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้
อนุคือต้นเหตุแห่งความวุ่นวายนั้นไม่ผิด แต่ในบรรดาตระกูลขุนนางใหญ่โต การมีอนุภรรยา สาวใช้ห้องข้าง สาวใช้ นางรำในจวน ไปจนถึงเด็กหนุ่มบำเรอกาม ล้วนเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญ
ก็เปรียบเสมือนเครื่องประดับบารมี อย่างเช่นรถเทียมม้าเหงื่อโลหิต หรือหยกประดับล้ำค่าในโลกของนางนั่นแหละ
ตระกูลในแวดวงขุนนางล้วนมีกัน บ้านของท่านก็ย่อมต้องมีประดับบารมี
ต่อให้เป็นคุณชายที่ภายนอกดูสง่างามบริสุทธิ์ผุดผ่อง รักษาจรรยามรรยาทเพียงใด ในเรื่องพรรค์นี้ก็ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองต้องขาดทุน
หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือ พวกเขาไม่มีจิตสำนึกเรื่องรักเดียวใจเดียวพวกนี้เลยต่างหาก
เซี่ยจิ้นไป๋เองก็เป็นเช่นนี้…
ไม่ว่าจะเป็นก่อนแต่งงาน หรือหลังแต่งงานร่วมหอลงโรงกันแล้ว
เขาก็ไม่เคยให้คำมั่นสัญญาเลย ว่าชาตินี้จะมีเพียงนางผู้เดียว และจะไม่เหลียวแลสตรีอื่น
แน่นอนว่าตัวนางเองก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรพรรค์นั้นเหมือนกัน
ดังนั้น… หลังจากแต่งงานกันได้สองปี เขาถึงสามารถเอ่ยปากขอรับหลี่หว่านหรงเข้ามาเป็นพระชายารองได้อย่างหน้าตาเฉย
ส่วนนางก็เพียงแค่ไหลตามน้ำตอบตกลงไป โดยไม่ได้ปริปากคัดค้านเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้กำลังพูดสิ่งใดอยู่? เขาบอกว่าไม่คิดจะรับอนุ!
ไม่ใช่แค่ไม่อยากรับในตอนนี้ แต่ไม่เคยมีความคิดมักมากนี้อยู่ในหัวเลยต่างหาก!
ชุยลิ่งเหยารู้สึกตกตะลึงอยู่บ้าง ดวงตาคู่สวยจ้องมองคนตรงหน้าเขม็ง
เสิ่นถิงอวี้ก็กำลังทอดสายตามองนางอยู่พอดี
ทั้งสองสบตากัน ขนตาของเขาสั่นไหว ก่อนจะเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีไปก่อน
เป็นท่าทางขัดเขินแบบนั้นอีกแล้ว ทำเอาชุยลิ่งเหยารู้สึกว้าวุ่นใจไปหมด
นางเม้มริมฝีปากก่อนเอ่ยว่า
“เรื่องนี้ข้ายังตัดสินใจไม่ได้ในทันที ขอเวลาให้ข้ากลับไปคิดทบทวนดูหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
การเป็นภรรยาเอก กับการลดตัวเป็นอนุนั้นไม่เหมือนกัน นางจำต้องรอบคอบให้มาก
ต่อให้เวลาจะจวนตัวเต็มที ก็ต้องคิดทบทวนผลดีผลเสียอย่างจริงจังก่อน ถึงจะให้คำตอบได้
เสิ่นถิงอวี้ก็ไม่ได้คาดหวังให้นางพยักหน้าตอบรับในทันทีอยู่แล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าเบาๆ
“ตกลง” เขายิ้มบางๆ เอ่ยถาม
“แม่นางต้องการเวลาคิดทบทวนกี่วันหรือ?”
นี่มันต้อนให้จนมุมกันชัดๆ ชุยลิ่งเหยาถึงกับรู้สึกกดดัน
นางแค่มองจ้องเขานานหน่อย เขาก็ทำหน้าขัดเขิน ราวกับว่าคนที่ถูกลวนลามเป็นเขาเอง
แต่คนที่รีบร้อนรุกเร้าเรื่องแต่งงานขนาดนี้… ก็ดันเป็นเขาอีก
เหตุใดถึงมีคนที่ดูขัดแย้งในตัวเองได้ขนาดนี้นะ
“อย่างน้อยก็สามวันเจ้าค่ะ” ชุยลิ่งเหยาเม้มริมฝีปาก
ระยะเวลานี้ เร็วกว่าที่เสิ่นถิงอวี้คาดการณ์ไว้มาก
“เช่นนั้นก็สามวัน” ดวงตาของเขาเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย
“……” ชุยลิ่งเหยาถึงกับพูดไม่ออก
“ข้าควรจะกลับได้แล้วเจ้าค่ะ”
“ตกลง” เสิ่นถิงอวี้ยิ้ม
“ข้าเดินไปส่งเจ้านะ”
ชุยลิ่งเหยากำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ ก็ได้ยินเขาพูดดักคอต่อว่า
“พอดีข้าจะได้แวะไปเยี่ยมดูอาการท่านอาหญิงด้วยเลย”
เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะไปเยี่ยมเสิ่นซื่ออยู่แล้ว การที่หลานชายจะไปเยี่ยมท่านอาหญิง ชุยลิ่งเหยานึกหาเหตุผลมากล่าวปฏิเสธไม่ออกจริงๆ
ดังนั้นทั้งสองคนจึงเดินเคียงไหล่กันออกจากศาลาชมวิว มุ่งหน้ากลับไปยังเรือนเล็ก
จือชิวกับเสิ่นเอ้อร์เดินตามอยู่ห่างๆ ด้านหลัง
สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ชุยลิ่งเหยารู้สึกกระอักกระอ่วนใจชอบกล จึงเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น
น่าเสียดายที่เสิ่นถิงอวี้ช่วงขายาวกว่านาง ต่อให้นางเดินเร็วแค่ไหน เขาก็ยังสามารถก้าวเดินไปตามประกบได้อย่างสบายๆ
สุดท้าย… ก็เป็นเสิ่นถิงอวี้ที่สังเกตเห็นเม็ดเหงื่อผุดซึมบนหน้าผากนาง ทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามเสียงเบา
“ข้าล่วงเกินแม่นางตรงไหนหรือ ถึงทำให้เจ้าต้องเดินไปกับข้าด้วยท่าทีอึดอัดกระวนกระวายเช่นนี้?”
นึกไม่ถึงว่าเขาจะเอ่ยปากถามออกตรงๆ ชุยลิ่งเหยาตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ
“ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
เมื่อเอ่ยคำพูดตามมารยาทออกไปแล้ว พอสบเข้ากับแววตาที่แฝงความคาดหวังของเขา นางก็ทำได้เพียงถอนหายใจอธิบายต่อ
“ข้าเพียงแค่กำลังกังวลว่า หากท่านลุง, ท่านป้า, และท่านตา รู้ว่าท่านมาเยี่ยมท่านแม่พร้อมกับข้า พวกเขาจะระแวงขนาดไหน”
สิ่งที่นางกังวลไม่ใช่ตัวเองด้วยซ้ำ แต่เป็นเสิ่นซื่อที่กำลังป่วยหนัก และทนรับความกระทบกระเทือนจิตใจไม่ได้แล้วต่างหาก เกรงว่าเรื่องนี้จะบานปลายจนส่งผลกระทบต่อร่างกายที่อ่อนแอ
สีหน้าของเสิ่นถิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยให้คำมั่นอย่างจริงจังว่า
“จะไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น ข้ารับรอง”
ในเมื่อเขาตั้งใจจะยื่นมือเข้ามาปกป้องพวกนางจากใจจริง เขาก็ย่อมต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ไม่ยอมให้สองแม่ลูกต้องได้รับผลกระทบใดๆ เป็นแน่
ชุยลิ่งเหยาหันไปมองเขาแวบหนึ่ง และไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบกลับอีก
รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามันรุดหน้าไปเร็วเกินไป
รวดเร็วเสียจนตัวนางเองก็ยังปรับตัวไม่ทัน
…….
เดินฝ่าแสงแดดเจิดจ้ากลับมาถึงเรือนเล็ก
เสิ่นซื่อตื่นแล้ว… เมื่อได้ยินว่าหลานชายคนโตมาเยี่ยมเยียน นอกจากความประหลาดใจ นางยังฝืนตั้งใจให้สาวใช้มาช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า
นางออกมาต้อนรับด้วยตัวเองที่ห้องโถง โดยมีชุยลิ่งเหยาคอยประคอง
เสิ่นถิงอวี้ที่นั่งรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นนางเดินประคองกันเข้ามา ก็รีบลุกขึ้นประสานมือคารวะ
ชุดคลุมยาวแขนกว้าง เอวคาดเข็มขัดหยก แผ่นหลังที่เหยียดตรง ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายความสง่างามโดดเด่นสะดุดตา
ใบหน้าหล่อเหลาแฝงแววห่วงใยอย่างพอเหมาะพอดี ช่างเป็นวิญญูชนโดยแท้
ยิ่งเขาอยู่ในห้องโถงที่ดูซอมซ่อแห่งนี้ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกตาพร่ามัว
เสิ่นซื่อรักใคร่เอ็นดูหลานชายคนโตผู้นี้มาก เมื่อเห็นเขามาเยี่ยม ริมฝีปากที่ซีดเซียวเพราะพิษไข้ ก็ดูมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง
สองอาหลานพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน ชุยลิ่งเหยานั่งเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ สัมผัสได้ถึงสายตาคมคายที่มักจะปรายมองมาที่นางเป็นระยะ
ทำเอาทั่วทั้งร่างรู้สึกอึดอัดจนแทบจะทนไม่ไหว
ไม่นานนัก… นางก็หยัดกายลุกขึ้นยืนเอ่ยว่า
“ท่านแม่อยากกินขนมดอกบัว ข้าเก็บกลีบดอกไม้มาแล้ว ขอตัวไปทำที่ห้องครัวก่อนนะเจ้าคะ”
ลูกสาวมีความกตัญญูถึงเพียงนี้ เสิ่นซื่อย่อมรู้สึกปลาบปลื้มใจ นางยิ้มพลางโบกมือไล่
ชุยลิ่งเหยาหันหลังเดินหลบฉากไปยังห้องครัวเล็ก
ขนมดอกบัวอะไรนั่นนางทำไม่เป็นหรอก แต่ให้นึ่งขนมทั่วๆ ไป นางก็พอทำเป็น
ก่อนหน้านี้, เพื่อทำภารกิจพิชิตใจเซี่ยจิ้นไป๋ นางก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อย
การเข้าครัวทำขนม ตุ๋นน้ำแกงบำรุง มอบถุงหอมอะไรพวกนี้ คือวิธีขั้นพื้นฐานที่ดีที่สุดที่หญิงสาวในโลกนี้ใช้เพื่อแสดงความในใจต่อชายที่หมายปอง
แน่นอนว่านางก็เคยทำมาหมดแล้ว…
ชุยลิ่งเหยาล้างมือจนสะอาด แล้วเริ่มลงมือนวดแป้ง
ไม่นานนัก… ด้วยความชำนาญ ขนมชิ้นเล็กๆ หน้าตาประณีตงดงามก็ถูกเคาะออกจากพิมพ์ แล้วนำไปวางเรียงลงในซึ้งนึ่ง
มองดูลักษณะความแรงของไฟจนแน่ใจ พอหยัดกายลุกขึ้น ก็เห็นจือชิวเดินเข้ามาจากข้างนอก
“...ท่านพี่กลับไปหรือยัง?”
“สนทนากันได้สักพัก ฮูหยินก็ดูจะหมดเรี่ยวแรง คุณชายใหญ่จึงขอตัวกลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
จือชิวยิ้มแป้นพลางกล่าวรายงาน
“ก่อนกลับ ยังปรายตามองมาทางห้องครัวเล็กนี่ด้วยนะเจ้าคะ ดูเหมือนอยากจะเดินมาบอกลาคุณหนูด้วยตัวเองเลยล่ะเจ้าค่ะ”
“……” ชุยลิ่งเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง เอ่ยกำชับเสียงเข้ม
“เรื่องไปเก็บดอกบัวด้วยกันในวันนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด”
ในห้องครัวมีเพียงพวกนางสองคนนายบ่าว จือชิวจึงไม่ได้ระมัดระวังคำพูดมากนัก
“คุณหนูอดทนจนผ่านพ้นความยากลำบากมาได้แล้วนะเจ้าคะ บ่าวดูแล้ว คุณชายใหญ่ปฏิบัติต่อคุณหนูอย่างอ่อนโยนอบอุ่นขึ้นตั้งเยอะ”
หากเป็นเมื่อก่อน มีหรือจะยอมให้จับมือ ลงเรือลำเดียวกันไปเก็บดอกบัว แถมยังมาเป็นเพื่อนเพื่อเยี่ยมฮูหยินอีก
จือชิวดีใจแทนเจ้านาย บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มปลาบปลื้ม
รอจนขนมนึ่งสุกแล้ว นางก็เอ่ยถามอีกว่า
“จะให้แบ่งไปให้คุณชายใหญ่สักสองสามชิ้นหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ต้อง” ชุยลิ่งเหยาปฏิเสธทันควัน
“ท่านแม่เป็นคนอยากกินต่างหาก”
แต่เสิ่นซื่อป่วยหนัก กินอะไรไม่ค่อยลง จึงกินไปได้ไม่มากนัก
ฝืนกินเข้าไปได้เพียงชิ้นเดียว เมื่อมองดูขนมหน้าตาน่ารักนุ่มนิ่มแวววาวที่ยังเหลืออยู่ในจาน ก็เอ่ยว่า
“ฝีมือเหยาเหยาไม่เลวเลย ขนมดีๆ เช่นนี้ปล่อยทิ้งไว้ให้เสียของไม่ได้ เอาไปให้เยี่ยนสวินสักจานเถิด”
เยี่ยนสวิน... ชื่อรองของเสิ่นถิงอวี้
ชุยลิ่งเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยคัดค้าน
“ของดีๆ อันใดบ้างที่ท่านพี่ไม่เคยลิ้มลอง ขนมแค่ไม่กี่ชิ้นนี้ เขาคงไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอกเจ้าค่ะ”
เสิ่นซื่อส่ายหน้าเบาๆ
“นี่เป็นน้ำใจต่างหาก”
วันนี้หลานชายอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียน ทางฝั่งนี้นึ่งขนมเสร็จ ในฐานะท่านอาหญิง จะแบ่งไปให้หลานสักจาน ย่อมไม่มีสิ่งใดดูไม่เหมาะสม
เมื่อเห็นว่าเกลี้ยกล่อมไม่เป็นผล ชุยลิ่งเหยาจึงได้แต่เอ่ยว่า
“เช่นนั้นก็ให้แม่นมเฉียนเป็นคนเอาไปส่งก็แล้วกันเจ้าค่ะ”