- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 36 สาวงามช่วยวีรบุรุษ
บทที่ 36 สาวงามช่วยวีรบุรุษ
บทที่ 36 สาวงามช่วยวีรบุรุษ
ไม่รับอนุ รับแต่ภรรยาเอก….
“เรื่องสำคัญตลอดชีวิตอย่างการแต่งงานไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะเจ้าคะ”
ชุยลิ่งเหยาขมวดคิ้วแน่น
บรรดาศักดิ์ของจวนเสิ่นกั๋วกงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ถือเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงระดับแนวหน้าของเมืองหลวง มั่งคั่งร่ำรวย และมีอำนาจบารมีถึงขีดสุด
เสิ่นถิงอวี้เป็นหลานชายคนโตสายตรงของจวนกั๋วกง เป็นว่าที่ซื่อจื่อผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ของตระกูลเสิ่น
ด้วยฐานะของเขา หากไม่มีอะไรผิดพลาด บรรดาศักดิ์กั๋วกงย่อมต้องตกทอดมาถึงมือเขาไม่ช้าก็เร็ว
และภรรยาในอนาคตของเขาก็จะต้องก้าวขึ้นเป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลเสิ่น
แต่งภรรยาไม่ดีอาจทำลายวงศ์ตระกูลไปถึงสามชั่วคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนายหญิงใหญ่ของทายาทสายตรง
ในอนาคตสายเลือดสายตรงทั้งหมดของตระกูลเสิ่น ล้วนต้องถือกำเนิดจากครรภ์ของนาง และต้องได้รับการอบรมสั่งสอนจากนาง ย่อมต้องพิถีพิถันและระมัดระวังในการเลือกคู่ครองอย่างที่สุด
ทั้งคุณธรรม, รูปร่างหน้าตา, วาจา, และงานเรือน ล้วนต้องโดดเด่นเป็นเลิศ
ชาติตระกูลและสายเลือดก็ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เช่นกัน
นอกจากจะต้องเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยกแล้ว ยังต้องมีเมตตาใจกว้าง รู้จักผ่อนปรน จัดการงานในเรือนหลังได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ยามออกไปพบปะผู้คนภายนอกก็ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม เข้าสังคมเก่ง ห้ามมีข้อผิดพลาดด่างพร้อยในทุกๆ ด้าน
ในสถานการณ์เช่นนี้… การรับอนุภรรยายังพอทำเนา
แต่หากเขาบ้าบิ่น เสนอว่าจะแต่งตั้งญาติผู้น้องที่มาขอพึ่งพิงอาศัยให้เป็นภรรยาเอกล่ะก็……
ชุยลิ่งเหยาไม่ต้องเสียเวลาคิดก็รู้เลยว่า สำหรับตระกูลเสิ่นแล้ว มันจะกลายเป็นความวุ่นวายโกลาหลสั่นสะเทือนฟ้าดินขนาดไหน
บุตรชายคนโตถูก ‘หลานสาว’ ปั่นหัวจนหลงใหล เกรงว่าท่านป้าใหญ่หลิวซื่อคงจะเป็นคนแรกที่อยากจะฉีกเนื้อนางกินทั้งเป็นแน่
ชุยลิ่งเหยากล่าวเตือนสติว่า
“หากท่านอยากจะช่วยข้า แค่มอบตำแหน่งอนุให้ข้าก็เพียงพอแล้ว ตำแหน่งภรรยาเอกควรจะเก็บไว้ให้สตรีที่เพียบพร้อมที่ท่านแม่ของท่านเป็นผู้เลือกให้ เรื่องนี้เอามาล้อเล่นไม่ได้จริงๆ”
นางพูดจาชี้แจงชัดเจนถึงเพียงนี้ เดิมทีคิดว่าเขาจะตอบตกลงโอนอ่อนไปตามน้ำ แต่เสิ่นถิงอวี้กลับกล่าวว่า
“ข้าไม่เคยเห็นเรื่องสำคัญอย่างการแต่งงานเป็นเรื่องล้อเล่น และไม่เคยคิดจะรับอนุ, การแต่งงานของข้า ข้าสามารถตัดสินใจเองได้ ขอเพียงเจ้าพยักหน้าตกลง เรื่องอื่นปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าจัดการเอง”
ต่อให้ชุยลิ่งเหยาซื่อบื้อแค่ไหน ก็พอจะสัมผัสได้ถึงความนัยลึกซึ้งบางอย่างแล้ว
นางมีสีหน้าอึ้งงันไปเล็กน้อย ขมวดคิ้วจ้องมองเขาโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบสงัดลง…
สายตาของหญิงสาวฝั่งตรงข้ามหยุดอยู่ที่เขานานเกินไป เสิ่นถิงอวี้จึงเริ่มรู้สึกวางตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
เขาเบือนหน้าหนีหลบสายตา สันกรามด้านข้างที่คมชัดลื่นไหลหันเข้าหาชุยลิ่งเหยาพอดี
นางมองเห็นกับตาว่าใบหูของเขาถูกแต้มด้วยสีแดงระเรื่ออย่างรวดเร็ว
ผิวของเขาขาวจัด สีแดงนั้นจึงดูขัดเขินสะดุดตาเป็นพิเศษ ราวกับคุณชายผู้ดีมีชาติตระกูล ที่ทนถูกหยอกเย้าจ้องมองไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น
ทั้งดูเขินอาย ทั้งดูไร้เดียงสา…
ชุยลิ่งเหยารู้สึกสับสนว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก เมื่อลองคิดทบทวนดูแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม
“วันนั้นข้าช่วยท่านไว้ได้อย่างไร?”
เหตุใดนางถึงรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้...
เสิ่นถิงอวี้ปรายตามองนางแวบหนึ่ง เม้มริมฝีปาก เล่าเหตุการณ์อันน่าระทึกขวัญในวันนั้นออกมาอย่างละเอียด
“หากไม่ได้ลูกศรดอกนั้นของเจ้าช่วยไว้ ข้าไม่ตายก็คงบาดเจ็บสาหัสพิการไปแล้ว”
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของเขา ชุยลิ่งเหยาก็พอจะคุ้ยเขี่ยเศษเสี้ยวความทรงจำในอดีตออกมาได้บ้าง
ปีนั้นนางยิงลูกศรทะลุตาหมีดำได้สำเร็จ อย่าให้บอกเลยว่านางภูมิใจและได้ใจมากแค่ไหน
นั่นเป็นผลงานการล่าสัตว์ชิ้นเอกที่นางไม่เคยทำได้มาก่อนเลย
พอขี่ม้าออกจากลานล่าสัตว์ นางก็รีบวิ่งหน้าตั้งไปโอ้อวดผลงานกับเซี่ยจิ้นไป๋อย่างตื่นเต้นดีใจ
ทักษะการขี่ม้ายิงธนูของนาง ล้วนเป็นเซี่ยจิ้นไป๋ที่เคี่ยวเข็ญสอนให้ทั้งสิ้น ใช้เวลาเพียงสองปีก็สามารถยิงหมีดำตัวเขื่องตายได้ เรียกได้ว่ามีพรสวรรค์ล้ำเลิศชัดๆ
แต่เซี่ยจิ้นไป๋ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นอาจารย์ผู้เก่งกาจของนางแทนนี่สิ
พอได้ยินว่านางใจกล้าบ้าบิ่นบุกเข้าไปในป่าทึบเพียงลำพัง ใบหน้าหล่อเหลานั้นก็ดำทะมึนขึ้นมาทันที
ในฐานะสวามี เขาจับนางมาพลิกหมุนตัวตรวจดูตั้งแต่หัวจรดเท้า
เมื่อแน่ใจว่าไม่ได้มีบาดแผลตรงไหน ก็หิ้วคอเสื้อด้านหลังของนาง กำชับเสียงเข้มดุว่าวันหน้าหากไม่มีเขาคอยขี่ม้าตามประกบ ห้ามแอบเข้าไปในป่าทึบที่เป็นเขตล่าสัตว์ของพวกขุนนางบู๊เด็ดขาด
ตอนนั้นพวกเขาเพิ่งแต่งงานกันได้แค่ปีเดียว [ค่าความรัก] ของเซี่ยจิ้นไป๋กำลังอยู่ในช่วงพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง
ชุยลิ่งเหยาที่ตั้งใจทำภารกิจสุดๆ จึงต้องยอมเอาใจเขา
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมเอ่ยชมตัวเองก็แล้วไปเถอะ ยังมาบ่นด่าทอใส่เป็นชุดอีก ต่อให้รำคาญไม่อยากฟัง นางก็ยังอดทนฟังจนจบ แล้วพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
บางครั้งพอฟังเขาบ่นจนรำคาญทนไม่ไหวจริงๆ นางก็จะพุ่งเข้าไปจูบเขา ปิดปากที่เอาแต่บ่นฉอดๆ ของเขาเสีย
ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป ชุยลิ่งเหยากลับรู้สึกว่า พวกเขาในตอนนั้นช่างรักกันหวานชื่นดูดดื่มเสียจริงๆ
แต่นางจำได้เพียงว่าตัวเองยิงลูกศรออกไปได้อย่างสวยงามมาก นึกไม่ออกเลยสักนิดว่าตัวเองเคยง้างธนูช่วยชีวิตเด็กหนุ่มรูปงามเอาไว้ด้วย
ชุยลิ่งเหยาลองจินตนาการภาพตามที่เขาเล่า ก็รู้สึกว่าน่าสนใจดี จึงหลุดหัวเราะออกมา
“เคยได้ยินแต่คำกล่าวที่ว่า ‘วีรบุรุษช่วยสาวงาม’ นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเราจะสลับบทบาทกันเสียได้”
“……” เสิ่นถิงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเปิดปากอธิบายแก้ต่าง
“วันนั้นข้าต่อสู้พัวพันกับหมีดำเพียงลำพังอยู่นาน จึงหมดแรงจนสู้ไม่ไหว แท้จริงแล้ววรยุทธ์ของข้าก็นับว่าไม่เลวทีเดียว”
เป็นการเน้นย้ำว่าตัวเองไม่ได้อ่อนแอไร้น้ำยา
ด้วยกลัวว่านางจะดูแคลน จึงกล่าวเสริมสำทับอีกว่า
“หลายปีมานี้ ข้าก็ตั้งใจฝึกฝนวรยุทธ์อย่างหนัก แข็งแกร่งกว่าเมื่อห้าปีก่อนมากนัก หากต้องเผชิญหน้ากับหมีดุร้ายอีกครั้ง ย่อมไม่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายแน่นอน”
อธิบายจริงจังเป็นพัลวันขนาดนี้ ทำเอาชุยลิ่งเหยารู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
ความรู้สึกใจเต้นแรงแปลกๆ ชวนให้คนนั่งไม่ติดที่ นางจึงเหลือบมองดูดวงอาทิตย์
“ใกล้จะยามอู่แล้ว ข้าต้องรีบกลับไปทำขนมดอกบัวแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ”
พวกเขานั่งอยู่ตามลำพังที่นี่นานเกินไปแล้ว ต่อให้จะเป็นศาลาโล่งแจ้ง ก็ยังดูไม่เหมาะสมอยู่ดี
หากเรื่องนี้แพร่พรายไปถึงหูพวกผู้ใหญ่ในจวน ไม่แน่ว่าจะก่อให้เกิดปัญหาอะไรตามมาอีก
ชุยลิ่งเหยายันกายลุกขึ้นยืน… เสิ่นถิงอวี้ก็ลุกขึ้นตามทันที
“เจ้าเชื่อข้าหรือไม่?”
“…อะไรนะเจ้าคะ?”
“เรื่องแต่งงานของข้า ข้าสามารถตัดสินใจเองได้ เจ้าเชื่อหรือไม่?”
สีหน้าของเขาขึงขังจริงจัง จ้องมองนางอย่างจดจ่อ แววตาแฝงไว้ด้วยความร้อนแรงคุกคาม ดูมีเค้าโครงของพวกคุณชายเจ้าสำราญจอมกะล่อนอยู่หลายส่วน
ชุยลิ่งเหยาถูกเขาจ้องมองจนสองแก้มร้อนผ่าว นึกเกลียดที่จู่ๆ ในมือก็ไม่มีพัดสักเล่ม จะได้เอามาช่วยบดบังใบหน้าที่แดงซ่านของตนเองได้บ้าง