- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 33 การเผชิญหน้า
บทที่ 33 การเผชิญหน้า
บทที่ 33 การเผชิญหน้า
คนพายเรือขยับไม้พาย แพไม้ไผ่ที่บรรทุกคนเพียงสามคนก็ค่อยๆ ลอยออกไปกลางสระ
แรงลอยตัวของกระแสน้ำทำให้พื้นที่ใต้เท้าโคลงเคลงเล็กน้อย เมื่อเสิ่นถิงอวี้สังเกตเห็นสีหน้าของนางซีดเผือดลง จึงกระชับมือที่จับจูงนางไว้ให้แน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ
“ไม่ต้องกลัว น้ำในสระนี้ตื้นมาก”
ชุยลิ่งเหยารู้สึกหวาดหวั่นจนคอแห้งผาก แต่ก็ยังพยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติ
“ข้าไม่ได้กลัวเจ้าค่ะ”
การพลัดตกน้ำ ‘ตาย’ ในครั้งก่อน เป็นเพราะระบบต้องการสร้างสถานการณ์บังคับให้นางตายอย่างกะทันหันต่างหาก นางไม่ได้จมน้ำตายจริงๆ เสียหน่อย!
แต่ความหนาวเหน็บเสียดแทงไปถึงกระดูกในตอนนั้น ก็ยังคงทำให้นางจำได้ฝังใจไม่รู้ลืม
ชุยลิ่งเหยาคิดคำนวณในใจว่า หากคนของเซี่ยจิ้นไป๋กำลังแอบจับตาดูอยู่ในมุมมืดจริงๆ
การที่ได้เห็นว่านางไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวน้ำ จะช่วยลบล้างความระแวงสงสัยของเขาลงไปได้บ้างกระมัง?
เสิ่นถิงอวี้อยู่ใกล้ชิดนางมาก สองมือยังคงเกาะกุมกันอยู่ ย่อมรับรู้ได้ดีว่าปากนางบอกว่าไม่กลัว แต่แท้จริงแล้วกลับตื่นตระหนกจนหน้าซีดปากเซียว
เขาตัดใจทดสอบทรมารนางต่อไปไม่ลง เมื่อแพไม้ไผ่ลอยมาถึงกลางสระ จึงเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ
“จะเอากี่ดอกหรือ?”
“สามดอกเจ้าค่ะ...”
น้ำเสียงของดรุณีน้อยแหบพร่าสั่นเครือ ฟังแล้วชวนให้สายใยความรู้สึกในใจคนฟังถูกกระตุกตามไปด้วย
เสิ่นถิงอวี้จับมือนางไว้แน่น กำลังจะเอื้อมมืออีกข้างไปเด็ดดอกบัว แต่กลับถูกชุยลิ่งเหยาร้องห้ามไว้เสียก่อน
“ข้าจะเก็บเองเจ้าค่ะ”
สิ้นคำ, นางก็ขืนตัวปล่อยมือที่จับชายกระโปรงออก ค้อมตัวลงเล็กน้อย เอื้อมมือไปเด็ดดอกบัวที่อยู่ตรงหน้ามาดอกหนึ่ง
ขณะกำลังจะเอื้อมไปเด็ดดอกที่สอง เสิ่นถิงอวี้ก็ยื่นมือออกมา
“ส่งมาให้ข้าถือไว้ก่อนเถิด”
ดอกบัวบานสะพรั่งดอกใหญ่มาก ชุยลิ่งเหยาจึงไม่ลังเลที่จะส่งยื่นให้เขาถือ ส่วนตัวเองก็หันไปเด็ดดอกที่สองและดอกที่สามตามมาอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว
ชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป แพไม้ไผ่ก็ค่อยๆ ถูกพายกลับมาเทียบท่า
ชุยลิ่งเหยาสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของคนข้างกายอย่างรวดเร็ว แล้วรีบก้าวขึ้นฝั่งโดยมีจือชิวเข้ามาคอยพยุง
เสิ่นถิงอวี้มองดูการกระทำอันรวดเร็วฉับไวและไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ของนางเงียบๆ
เขามองไม่เห็นเค้าลางของความเสแสร้ง หรือเรียกร้องความสนใจแบบเมื่อก่อนเลยแม้แต่น้อย
การสัมผัสใกล้ชิดเพียงชั่วครู่ ทำให้ข้อสันนิษฐานอันเหลวไหลบางอย่างในใจของเขา สามารถยืนยันได้กระจ่างชัดอย่างสมบูรณ์แล้ว
เพียงแต่สิ่งที่เขายังคงไม่แน่ใจก็คือ... นางจะใช่คนๆ เดียวกับที่เขาคิดไว้หรือไม่
ชุยลิ่งเหยามิได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย นางคิดว่าตนเอ่ยปากพูดแค่ไม่กี่ประโยค และระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ หลงคิดว่าตนเองแสดงงิ้วปิดบังได้แนบเนียนยิ่งนัก
แต่เขากลับฟันธงไปเรียบร้อยแล้วว่า… ไส้ในของนางได้ถูกสลับตัวไปแล้วจริงๆ!
ทันทีที่สองเท้าแตะพื้นดินอย่างมั่นคง นางก็รีบเอ่ยตัดบท
“ขอบคุณท่านพี่มากเจ้าค่ะ ท่านแม่กำลังรอทานขนมฝีมือข้าอยู่ ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
กล่าวจบ, นางก็หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป แต่กลับถูกเสิ่นถิงอวี้เอ่ยเรียกไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวก่อน..”
“ท่านพี่ยังมีธุระอันใดอีกหรือเจ้าคะ?” ชุยลิ่งเหยาหันกลับมาขมวดคิ้ว
เสิ่นถิงอวี้ยิ้มบางๆ
“ข้ามีเรื่องอยากจะสนทนากับเจ้าสักสองสามประโยคน่ะ”
เขากวาดสายตาคมกริบมองไปรอบๆ ตอนนี้พวกเขายืนอยู่บนศาลาชมวิวริมน้ำ รอบด้านมีบ่าวไพร่ยืนรอคอยรับใช้ประปราย
เสิ่นเอ้อร์เข้าใจความหมายของผู้เป็นนายทันที จึงรับหน้าที่พาผู้คนถอยออกไป
จือชิวก็เดินลงจากศาลาชมวิวไปยืนรออยู่ไกลๆ ที่ระเบียงทางเดินด้วยเช่นกัน
ชุยลิ่งเหยาไม่ได้เอ่ยปากห้ามปราม นางเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าญาติผู้พี่คนนี้มีเรื่องอันใดจะพูดกับนางนักหนา
เสิ่นถิงอวี้ทิ้งตัวนั่งลงบนม้านั่งหิน ยกแขนขึ้นรินชาเย็นที่บ่าวไพร่เตรียมไว้ให้สองถ้วย นิ้วมือเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะหินฝั่งตรงข้ามเบาๆ
“นั่งลงคุยกันเถอะ”
“……”
ชุยลิ่งเหยานั่งลงประจันหน้า นางที่รู้สึกกระหายน้ำมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้วก็ไม่เกรงใจ ยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดจอก ท่าทางห้าวหาญผิดวิสัยสตรีในห้องหับยิ่ง
เสิ่นถิงอวี้จ้องมองนางนานขึ้นอีกนิด หลุบตาลงเพื่อซ่อนประกายบางอย่าง
เขายกแขนรินชาเพิ่มให้นาง พลางเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่า
“เจ้าเปลี่ยนไปมากเลยนะ”
ชุยลิ่งเหยาเพิ่งจะกลืนน้ำชาลงคอไปได้อึกหนึ่ง ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับสำลักไอติดๆ กันหลายครั้ง
“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
นางไม่อยากเสียเวลาเล่นทายคำปริศนาอีก จึงโพล่งถามออกไปตรงๆ ว่า
“ท่านมีอะไรก็พูดมาตามตรงเถิดเจ้าค่ะ”
“…เช่นนั้นข้าจะพูดตรงๆ ก็แล้วกัน”
เสิ่นถิงอวี้หลุบตาลง จ้องมองใบหน้างดงามของหญิงสาวฝั่งตรงข้าม
“เมื่อวานเสิ่นหานเยว่มาหาข้า ไหว้วานให้ข้าช่วยสืบประวัติคนสองสามคน… วันนี้ได้เรื่องแล้ว จึงตั้งใจมาบอกกล่าวให้เจ้าได้รู้”
ชุยลิ่งเหยารู้ดีแก่ใจว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร เมื่อฟังจบก็ส่งเสียงตอบรับในลำคอ
“รบกวนท่านพี่แล้วเจ้าค่ะ”
สีหน้าของนางไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ราวกับว่านางไม่ได้รู้สึกต่อต้านหรือเดือดร้อนกับเรื่องที่กำลังจะถูกจับคลุมถุงชนเลยสักนิด
เสิ่นถิงอวี้เม้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องที่ตนเองสืบมาได้อย่างละเอียด
นอกจากคุณชายอู๋และคุณชายซุนสองคนที่เสิ่นซื่อเพิ่งพูดถึงไปเมื่อครู่แล้ว
ในรายชื่อที่หลิวซื่อเสนอมา ยังมีคนอื่นๆ อีกสองสามคน ซึ่งเสิ่นถิงอวี้ก็ตามสืบประวัติมาจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ
ชุยลิ่งเหยาไม่เคยมีความคิดจะแต่งงานกับใครในบรรดาคนเหล่านี้อยู่แล้ว จึงนั่งฟังผ่านๆ อย่างขอไปที
จนกระทั่ง ได้ยินเขาเอ่ยถึงบุตรชายสายตรงคนที่สองของตระกูลจงหยงโหว นางก็เบิกตาขึ้นทันที
“หวังจื่อฝูหรือเจ้าคะ?”
บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดลงทันตา
เสียงพูดของเสิ่นถิงอวี้ชะงักไป แววตาที่มองนางวูบไหวเล็กน้อย
“ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ของบุตรชายคนที่สองแห่งจวนจงหยงโหวด้วย”
“อยู่เมืองหลวงตั้งนาน ก็เคยได้ยินผ่านหูมาบ้างเจ้าค่ะ… ได้ยินว่าเขาร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่กำเนิด สุขภาพไม่ค่อยดีนัก”
ชุยลิ่งเหยากระแอมในลำคอ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นธรรมชาติ
ไม่รู้ว่าเสิ่นถิงอวี้เชื่อหรือไม่เชื่อคำแก้ตัวนั้น เขาเพียงพยักหน้ารับแล้วกล่าวต่อ
“ไม่ผิด, หวังจื่อฝูอายุยี่สิบสองปีแล้ว ทั้งพี่ชายคนโตและน้องชายคนเล็กล้วนแต่งงานออกเรือนกันไปหมด มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังไม่ได้แต่งงาน”
แต่ก็เพราะเหตุผลข้อนี้ นางที่เป็นเพียงคุณหนูสายรองจวนกั๋วกง ถึงได้มีสิทธิ์ไปถกเรื่องแต่งงานกับบุตรชายสายตรงของจวนโหวได้
ถึงขนาดที่เสิ่นซื่อยังไม่ชายตาเหลียวแล… เพราะในการพูดคุยเมื่อเช้า นางไม่ได้ปริปากเอ่ยถึงชื่อเขาเลยสักคำ
แต่ทว่าชุยลิ่งเหยากลับรู้สึกประหลาดใจระคนยินดีลึกๆ
เพราะหวังจื่อฝูผู้นี้… คือญาติผู้พี่ทางฝั่งน้าของนางในอดีตชาติ
ทั้งสองคนรู้จักคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ชุยลิ่งเหยาจึงค่อนข้างเข้าใจนิสัยใจคอของเขาอยู่บ้าง
ร่างกายไม่แข็งแรง ธุรกิจครอบครัวก็มีพี่ชายและน้องชายคอยเป็นเสาหลักค้ำจุน ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการสอบรับราชการเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตระกูล
ทั้งยังไม่มีแรงกดดันเรื่องการแต่งงานสืบสกุล ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมแต่งงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นตัวถ่วงชีวิตของลูกสาวบ้านอื่น
นี่มันไม่พอดีกับความต้องการของนางในตอนนี้หรอกหรือ?
จับคู่แก้ขัดกันไปก่อน และนางคงไม่ต้องถูกจับแต่งงานคลุมถุงชนจริงๆ ส่วนเขาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไปทำลายอนาคของใคร
เมื่อแต่งงานบังหน้ากันไปแล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็จะได้วางใจหมดห่วง
เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ
ความคิดที่กำลังโลดแล่นของนาง แสดงออกทางสีหน้าจนหมดสิ้น…
เสิ่นถิงอวี้ที่มองออกทะลุปรุโปร่ง เขาจึงเม้มริมฝีปากเพื่อถามหยั่งเชิง
“ดูเหมือนเจ้าจะพอใจในเงื่อนไขของหวังจื่อฝู คิดว่าเขาคู่ควรจะเป็นสามีของเจ้างั้นหรือ?”
ชุยลิ่งเหยา “……”
นางไม่ได้ตอบรับ และไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ ทำเพียงเบือนหน้าหนี หลบเลี่ยงสายตาคาดคั้นของเขา
“ขอบคุณท่านพี่ที่ช่วยเหลือเจ้าค่ะ, แต่ข้าจะเลือกใครเป็นสามี… ก็คงไม่ต้องรบกวนให้ท่านมาเป็นธุระจัดการให้”
ช่างเป็นการตัดรอนที่ไม่ไว้หน้ากันเสียจริง
เสิ่นถิงอวี้จ้องมองใบหน้าที่งดงามของนาง ราวกับต้องการที่จะมองทะลุเปลือกนอก เพื่อเข้าไปดูโฉมหน้าที่แท้จริงของคนข้างใน
สายตาของชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามร้อนแรงและคุกคามเสียจนชุยลิ่งเหยานั่งไม่ติดที่
“หากท่านพี่มีเรื่องจะพูดเพียงเท่านี้ เช่นนั้นข้าขอตัวลาก่อนนะเจ้าคะ”
พูดจบ, นางก็ลุกขึ้นเตรียมจะสะบัดชายกระโปรงหนี แต่กลับได้ยินคนตรงหน้าพูดขึ้นมาดื้อๆ ว่า
“การที่เจ้าเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้ ช่างทำให้ผู้อื่นอดที่จะคิดมากไม่ได้จริงๆ”
ร่างกายของชุยลิ่งเหยาแข็งทื่อขึ้นมาฉับพลัน นางเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่เขา
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
นางยังไม่ทันถูกเซี่ยจิ้นไป๋กระชากหน้ากากเปิดโปงความจริงออกมา ก็ถูกเขามองทะลุปรุโปร่งแล้วหรือ?
ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด! นี่มันก็แค่โลกยุคโบราณธรรมดาๆ เรื่องภูตผีปีศาจหรือปาฏิหาริย์ ล้วนถูกบันทึกไว้แต่ในหนังสือนิทานเท่านั้น
และต่อให้นางจะแสดงละครไม่เก่ง และไม่ถนัดในการปกปิดอารมณ์ความรู้สึก
แต่พวกเขาเพิ่งจะเจอกันแค่สองครั้งเท่านั้นเองนะ! ต่อให้สังเกตเห็นความผิดปกติ และรู้สึกว่านางเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ก็ไม่น่าจะคิดเชื่อมโยงจินตนาการไปไกลถึงเรื่องยืมศพคืนวิญญาณได้
แต่นางก็ยังตื่นตระหนกจนเผลอมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กโดยสัญชาตญาณ
“อย่ากลัวไปเลย”
เสิ่นถิงอวี้เอ่ยปลอบโยนเสียงเบา
“ที่นี่เป็นศาลาโล่งกว้าง รอบข้างซ่อนคนไว้ไม่ได้หรอก ขอเพียงเจ้าไม่ตะโกนเสียงดัง ก็ไม่มีใครได้ยินบทสนทนาของเรา”
ความหมายแฝงในประโยคนั้น ทำเอาชุยลิ่งเหยาขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เสิ่นถิงอวี้มองดวงตาผลซิ่งที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัวของนาง
เขายิ้มบางๆ แล้วกล่าวต่อ
“ข้าก็เพิ่งล่วงรู้เมื่อคืนนี้เองว่า… ยอดฝีมือขององครักษ์อวี่หลินหลายคน ได้ลอบเข้ามาในจวนสกุลเสิ่น เพียงเพื่อคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวในเรือนของเจ้า”
เขาทำทีเป็นฉงนสงสัย โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เอียงคอจ้องมองนางแล้วเอ่ยถามอย่างไล่ต้อน
“เจ้าลองบอกข้ามาสิ… ว่าคนของเซี่ยจิ้นไป๋ แอบจับตาดูเจ้าเพื่อสิ่งใดกัน?”