เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 อ่อนโยนลึกซึ้ง

บทที่ 32 อ่อนโยนลึกซึ้ง

บทที่ 32 อ่อนโยนลึกซึ้ง


ชุยลิ่งเหยาแอบบ่นก่นด่าในใจไปวูบหนึ่ง แต่ปากก็อธิบายแก้ต่าง

“ท่านแม่อยากกินขนมดอกบัว ข้ากำลังจะรีบไปที่สระบัว เดินเร็วไปหน่อยจึงชนเข้ากับท่านพี่ ขออภัยจริงๆ เจ้าค่ะ”

…ขนมดอกบัว

ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ แววตาของเสิ่นถิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย รีบคลายมือหนาที่จับไหล่นางออก

“ไม่เป็นไร… ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าพอดี เดี๋ยวข้าเดินไปเป็นเพื่อนเจ้าก็แล้วกัน”

พอสัมผัสบนหัวไหล่คลายลง….

ชุยลิ่งเหยาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าเมื่อครู่พวกเขาสองคนอยู่ใกล้ชิดกันเกินไปแล้ว นางจึงถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ

แต่พอได้ยินคำพูดของเขา ก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกตะลึง

“ท่านพี่มีเรื่องอันใดจะคุยกับข้าหรือเจ้าคะ?”

ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม…

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ญาติผู้พี่คนนี้ไม่เคยเป็นฝ่ายมาหานางก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แม้แต่ตอนที่นางเพิ่งเดินทางมาถึงจวนกั๋วกงใหม่ๆ และยังไม่ได้แสดงความในใจให้รู้ เขาก็ระมัดระวังตัว พยายามรักษาระยะห่างมาโดยตลอด

เสิ่นถิงอวี้ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่หลุบตามองใบหน้านางนิ่งๆ ของคนตรงหน้า

ยังคงเป็นใบหน้าใบเดิม… คิ้วโก่งงอน ดวงตาผลซิ่ง

ภายใต้แพขนตายาวงอน นัยน์ตาคู่นั้นดำขลับเป็นประกาย กระจ่างใสและงดงาม

เพียงแต่เมื่อก่อนเวลาที่มองจ้องเขา ในดวงตาคู่นั้นมักจะอัดแน่นไปด้วยความหลงใหลคลั่งไคล้เสมอ

ไม่สนใจแม้กระทั่งมารดาที่ล้มป่วยหนัก เอาแต่ตามตื๊อพัวพันบุรุษที่ไม่มีใจให้อย่างไร้เหตุผล

วาจากิริยาไม่เหมาะสม ไร้ซึ่งยางอาย…

เสิ่นถิงอวี้ไม่ชอบ ถึงขั้นที่ลึกๆ แอบรังเกียจเดียดฉันท์เสียด้วยซ้ำ

ทว่าในตอนนี้... ดวงตาผลซิ่งคู่เดิมที่กำลังสบตากับเขา

ภายในนั้นสะอาดสะอ้าน กระจ่างใส เปิดเผยและตรงไปตรงมา มีประกายความประหลาดใจพาดผ่าน ปนเปกับความเหม่อลอยสงสัย

เสิ่นถิงอวี้ถึงขั้นมองเห็นความตื่นตาตื่นใจในดวงตาคู่นั้น ทว่ากลับไร้ซึ่งความขัดเขินแบบดรุณีน้อย และ... ไร้ซึ่งความคลั่งไคล้แล้ว

สายตาของบุรุษผู้นี้จับจ้องไม่วาง และหยุดอยู่ที่ใบหน้าของนางนานเกินไปแล้ว!

ชุยลิ่งเหยาไม่เข้าใจสาเหตุ จึงเบือนหน้าหลบสายตาคมปลาบของเขา

“ท่านพี่?”

นางเอ่ยเรียกเตือนสติอย่างแนบเนียน ทำให้บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดไปชั่วขณะ

เสิ่นถิงอวี้สะดุ้ง! ตระหนักถึงการเสียมารยาทของตน

ริมฝีปากเขาเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบแล้วเอ่ยว่า

“ตรงนี้แดดร้อน เดินไปคุยไปเถอะ”

ชุยลิ่งเหยา “……”

นางไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก และก้าวเท้าเดินนำหน้าต่อ

เสิ่นถิงอวี้ก็ก้าวตามมาติดๆ

ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันไป ส่วนเสิ่นเอ้อร์กับจือชิวก็รู้ความและรู้หน้าที่ยิ่งนัก พากันเดินตามหลังอยู่ห่างๆ ไม่กล้าก้าวเข้าไปรบกวนเจ้านายทั้งสองที่เจรจาพาทีกัน

ไม่นานนัก… ก็เดินมาถึงระเบียงทางเดินที่ทอดยาว

เหนือศีรษะไม่มีแสงแดดแผดเผา อีกทั้งยังมีสายลมพัดโชยมาเป็นระลอก บรรยากาศเย็นสบายขึ้นกว่าเดิมมากโข

ชุยลิ่งเหยาถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเม็ดเหงื่อบางๆ ที่ซอกหน้าผาก

จังหวะที่ยกแขนขึ้น แขนเสื้อที่กว้างก็ร่นตกลงมาครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นข้อมือขาวเนียนและบอบบาง

เสิ่นถิงอวี้ปรายหางตามองแวบหนึ่ง หลุบตาลงอย่างสงวนท่าที

“ไม่รู้ว่ายามนี้ท่านอาหญิงอาการเป็นอย่างไรบ้าง เดิมทีข้าตั้งใจจะไปเยี่ยมพอดี ไม่นึกว่าจะมาบังเอิญพบเจ้ากลางทางเสียก่อน”

ที่แท้... เมื่อครู่เขาตั้งใจจะไปเรือนของสองแม่ลูกหรอกหรือ?

ชุยลิ่งเหยายิ่งตกใจหนักกว่าเดิม

เสิ่นซื่อแม้จะเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านกั๋วกง และเป็นท่านอาหญิงเพียงคนเดียวของเสิ่นถิงอวี้

แต่ตลอดสามปีมานี้… นางล้มป่วยหนักหลายครั้ง เขาก็ไม่เคยเป็นฝ่ายไปเยี่ยมเยียนถึงเรือนเลยสักครั้ง

ครั้งนี้… เขากินยาผิดซองมาหรือรึ?

นินทาก็ส่วนนินทา ชุยลิ่งเหยายังคงเล่าถึงอาการของมารดาอย่างซื่อสัตย์ และกล่าวเสริมต่อว่า

“ท่านแม่ป่วยหนักครั้งนี้ ทำให้ข้าตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าการกระทำที่ผ่านมาของข้านั้นเลอะเลือนเพียงใด… หลายปีมานี้ข้าล่วงเกินท่านพี่ไว้มาก ขอท่านโปรดเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างอย่าถือสากับผู้น้อย และอย่าได้เก็บไปใส่ใจให้ขุ่นเคืองเลยนะเจ้าคะ”

น้ำเสียงและถ้อยคำ ฟังดูเหมือนคนสำนึกผิดแล้วจริงๆ

แลดูอยากจะกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่

ความคลั่งรักที่แทบจะทุ่มเททั้งหน้าตาและศักดิ์ศรีทั้งหมด... สามารถยอมแพ้และตัดใจได้เด็ดขาดปานนี้ ไม่มีความอาลัยหรือลังเลเลยแม้แต่น้อย

ต่อให้เขาผู้เป็นต้นเหตุมายืนอยู่ข้างๆ นางก็ไม่มีทีท่าหวั่นไหวหรืออาลัยอาวรณ์เลยสักนิด

เสิ่นถิงอวี้ที่เคยประสบกับความหน้าด้านทุกวิถีทางของเผยซูเหยามาด้วยตัวเอง รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง

เขาหันไปจ้องมองใบหน้าหญิงสาวข้างกายเขม็ง ราวกับต้องการยืนยันอะไรบางอย่าง

นัยน์ตาที่เคยแข็งกร้าว, บัดนี้เจือไปด้วยรอยยิ้ม และมีระลอกคลื่นจางๆ ไหวสะท้านอยู่ก้นบึ้ง

ช่างดูอ่อนโยนและลึกซึ้ง…

แววตานี้ทำเอาหัวใจชุยลิ่งเหยากระตุกวูบ!

ขณะกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง จมูกก็พลันได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ลอยมาแตะจมูก

ไม่ไกลนัก มีทุ่งดอกบัวสีชมพูบานสะพรั่งอยู่เต็มสระ

ดอกบัวแต่ละดอกงดงามบริสุทธิ์ไร้ที่ติ อาบไล้แสงตะวัน งดงามจนยากจะพรรณนา

กลิ่นหอมอ่อนๆ นั้นถูกสายลมพัดพามา

ดวงตาของชุยลิ่งเหยาทอประกาย นางจึงรีบเร่งฝีเท้าไปทางนั้น

ระเบียงทางเดินใต้เท้าของพวกเขา แยกออกเป็นทางแยกที่ด้านหน้า ทอดยาวไปจนถึงศาลาชมวิวกลางน้ำริมสระบัว

สระบัวของจวนกั๋วกง เห็นได้ชัดว่าเป็นผลงานที่ช่างจัดสวนทุ่มเทดูแลอย่างหนัก สระมีขนาดกว้างใหญ่ ดอกบัวกอใหญ่บานสะพรั่งอยู่บริเวณใจกลางสระ

หากจะเด็ดดอกบัว จำเป็นต้องนั่งแพไม้ลำเล็กออกไปเก็บ

เสิ่นถิงอวี้หันไปสั่งให้บ่าวไพร่ด้านหลังเตรียมเรือ พลางหันมาถามนาง

“เจ้าว่ายน้ำเป็นหรือไม่?”

ชุยลิ่งเหยาส่ายหน้า

“...ไม่เป็นเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นข้าลงไปเป็นเพื่อนเจ้าก็แล้วกัน” เสิ่นถิงอวี้ยิ้ม

“……” ชุยลิ่งเหยาเงียบไปอึดใจหนึ่ง เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ

“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”

เหตุใดจู่ๆ ถึงมาทำตัวสนิทสนมกับนางล่ะ?

คงไม่ใช่ว่าพอนางประกาศเลิกตามตื๊อแล้ว เขาก็เลยรู้สึกไม่ชิน พลันหาเสน่ห์ของตัวเองไม่เจอ เลยตัดสินใจกลับมาหว่านเสน่ห์ดึงรั้งนางไว้?

แต่เห็นได้ชัดว่าเสิ่นถิงอวี้ไม่ใช่คนนิสัยแบบนั้น

ขนตาที่หลุบต่ำของเขาสั่นไหวเบาๆ ก่อนอธิบายเหตุผล

“แพไม้ไผ่โคลงเคลงไม่ปลอดภัย ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า หากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น จะได้คอยช่วยเหลือปกป้องเจ้าได้”

ถ้านางคือคนผู้นั้นจริงๆ... นางก็ควรจะกลัวน้ำ

ชุยลิ่งเหยาอยากจะอ้าปากบอกว่าให้จือชิวลงไปเป็นเพื่อนก็พอแล้ว

แต่ทว่าจือชิวที่ยืนอยู่ไม่ไกล ทำทีเป็นถอยหลังไปหลายก้าว อยากจะเป็นบ่าวผู้รู้ความให้ได้

“คุณชายกล่าวมีเหตุผลเจ้าค่ะ บ่าวเองก็ว่ายน้ำไม่เป็นเหมือนกัน หากเกิดอะไรขึ้นคงช่วยคุณหนูไม่ได้”

ชุยลิ่งเหยา “……”

นางหุบปากฉับ ไม่พูดอะไรต่ออีก

ความคลั่งรักที่เจ้าของร่างเดิมมีต่อเสิ่นถิงอวี้ เรียกได้ว่าเข้าขั้นป่วยจิต…

นางเพิ่งจะประกาศยอมถอดใจไปได้แค่สองวัน... ในเวลาแบบนี้ เมื่อต้องเผชิญกับการเป็นฝ่ายถูกเข้าหาก่อน นางก็ควรจะรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้นสิถึงจะถูก

หากเอาแต่ปฏิเสธผลักไสอย่างไร้เยื่อใย แสดงท่าทีต่อต้าน ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกว่าผิดปกติแน่ๆ

แม้แต่จือชิวเองก็คงเริ่มสงสัย ว่าเจ้านายของตนโดนสลับตัวกับใครมาหรือเปล่า

ด้วยความเฉียบแหลมของเสิ่นถิงอวี้ เขาย่อมต้องจับพิรุธนี้ได้อย่างแน่นอน

และที่สำคัญที่สุด…

คือในมุมมืดยังมีคนของเซี่ยจิ้นไป๋คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของนางอยู่ หากนางแสดงท่าทีแตกต่างไปจากเจ้าของร่างเดิมแม้แต่นิดเดียว มันก็จะกลายเป็น ‘หลักฐาน’ ที่ทำให้เขามั่นใจในทันที

ชุยลิ่งเหยาจึงไม่อาจเอ่ยปากปฏิเสธได้อีก

“เช่นนั้นก็รบกวนท่านพี่แล้วเจ้าค่ะ”

นางก้มหน้าลง น้ำเสียงเจือความห่อเหี่ยวจำยอมอยู่บ้าง

เสิ่นถิงอวี้ฟังแล้วก็อยากจะหลุดหัวเราะออกมา พอดีกับที่บ่าวไพร่นำแพไม้ไผ่มาเทียบท่าตรงหน้าพวกเขา

ไม่รู้ว่าเพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูเป็นธรรมชาติหรืออย่างไร ถึงได้ใช้ไม้ไผ่ลำเล็กๆ เพียงไม่กี่ก้านมามัดเรียงกัน

มันเป็นแพที่เอาไว้สำหรับพายชมวิว แต่กลับลอยตัวโคลงเคลงอยู่บนผิวน้ำอย่างหมิ่นเหม่

ดูไม่ปลอดภัยเลยจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้น, ชุยลิ่งเหยาก็มีปมในใจเรื่องกลัวน้ำจริงๆ

คิ้วเรียวของนางขมวดมุ่นเข้าหากันทันที

เสิ่นถิงอวี้ก้าวขึ้นไปยืนทรงตัวบนแพก่อนแล้ว ก่อนยื่นมือหนามาทางนาง

“ส่งมือมาสิ ข้าช่วยประคอง”

“……” ชุยลิ่งเหยาร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง

นางเงยหน้าขึ้น จ้องมองเขาด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย

เขาไม่ใช่พวกเย็นชาห่างเหิน รักความสะอาด ไม่เคยยอมให้ญาติผู้น้องคนนี้แตะต้องแม้แต่ชายเสื้อหรอกหรือ? แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงยื่นมือมาให้นางจับได้ล่ะ?

แต่เขายื่นมือมารอแล้ว..

ตามปฏิกิริยาปกติของเจ้าของร่างเดิม นางต้องรีบคว้ามือเขาทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

จือชิวที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ ตื่นเต้นจนตาเป็นประกาย ในใจคงจะกรีดร้องดีใจแทบคลั่งไปแล้ว

หากไม่ติดว่าต้องรักษาความสำรวมในฐานะบ่าว นางคงตะโกนเชียร์ให้เจ้านายกระโจนใส่เป็นแน่

“……”

ชุยลิ่งเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ปลอบใจตัวเองว่าก็แค่จับมือประคอง ไม่เห็นจะอะไรเลย

นางค่อยๆ ยกมือขึ้นวางทาบลงบนฝ่ามือของเขา

วินาทีที่มือทั้งสองสัมผัสกัน ก็ราวกับถูกของร้อนจัดลวก

ข้อนิ้วของเสิ่นถิงอวี้กระตุกเบาๆ ก่อนจะรวบนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน กุมมือเรียวเล็กของหญิงสาวเอาไว้แน่น

ชุยลิ่งเหยามือหนึ่งรั้งชายกระโปรงขึ้น ปล่อยให้เขาจูงขึ้นไปบนแพไม้ไผ่อย่างระมัดระวัง

จบบทที่ บทที่ 32 อ่อนโยนลึกซึ้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว