เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 จังหวะหัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ

บทที่ 31 จังหวะหัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ

บทที่ 31 จังหวะหัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ


เสิ่นซื่อไอเบาๆ สองสามครั้ง

“เรื่องแต่งงานของลูก ท่านป้าใหญ่ของเจ้าช่างทุ่มเทแรงกายแรงใจนัก เมื่อวานนางเสนอประวัติคุณชายมาให้แม่ดูหลายคน แม่ฟังดูแล้วล้วนไม่เลวเลยทีเดียว ในจำนวนนั้นมีอยู่สองคนที่แม่รู้สึกถูกใจเป็นพิเศษ”

พูดจบนางก็อธิบายรายละเอียดให้ลูกสาวฟังอย่างถี่ถ้วน

คนแรกบ้านอยู่ในเมืองหลวง เป็นบุตรชายคนโตของขุนนางขั้นห้าแซ่อู๋ อายุยังน้อยแต่ก็สอบได้วุฒิจวี่เหรินแล้ว ความรู้ความสามารถไม่เลว วันหน้าสามารถอาศัยพรสวรรค์ของตนเองสอบเข้ารับราชการได้ไม่ยาก

อีกคนแซ่ซุน, บัณฑิตจวี่เหรินมาจากเมืองอวิ้นโจว เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น ท่านอาของเขาดำรงตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายตักเตือนในราชสำนัก

การเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อสอบครานี้ ก็พักอาศัยอยู่ที่บ้านท่านอา

ชื่อเสียงด้านความสามารถของคนผู้นี้กว้างขวางกว่าคนแรกนัก โด่งดังไปทั่วแวดวงบัณฑิตของเมืองหลวง ด้วยความรู้ของเขา… การสอบรอบนี้แปดเก้าส่วนคงสอบผ่านเป็นแน่แท้

หากหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้ รอเขาเจาะจงสอบได้เป็นจิ้นสื้อ เมื่อแต่งเข้าไปก็จะได้เป็นฮูหยินขุนนางทันที

นับว่าเป็นบุรุษอนาคตไกลที่น่าจับตามองยิ่งนัก

“แม่นอนคิดมาทั้งคืน บัณฑิตจากอวิ้นโจวผู้นี้แม้จะมีความสามารถโดดเด่นกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่คนเมืองหลวง…”

“วันหน้าหากเขาต้องออกไปรับราชการต่างเมือง หรือเกิดเหตุพลิกผันอันใด พวกท่านน้าของเจ้าคงยื่นมือไปช่วยเหลือไม่ถึง… คุณชายอู๋คนแรกดูจะเข้าทีและปลอดภัยมากกว่า”

ตัวนางเองเคยลิ้มรสความขมขื่นของการแต่งงานไปอยู่ไกลบ้านเกิดเมืองนอนมาแล้ว

หากเผยซู่เป็นคนเมืองหลวง ชีวิตของสองแม่ลูกคงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้เป็นแน่

พูดไปพูดมา… เสิ่นซื่อก็เริ่มไออีกครั้ง

ชุยลิ่งเหยาลุกขึ้นลูบแผ่นหลังให้นางอย่างเบามือ โดยไม่ได้เอ่ยปากตอบรับคำใด

เมื่อเห็นอาการนั้น เสิ่นซื่อจึงกุมมือลูกสาวไว้แน่น

“เจ้าบอกแม่มาตามตรงเถิด ในใจของเจ้ามีคนที่พึงใจอยู่แล้วใช่หรือไม่?”

ชุยลิ่งเหยาเม้มริมฝีปากแน่น

“ไม่มีเจ้าค่ะ”

เสิ่นซื่อไม่เชื่อ…

“แล้วเหตุใดทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องแต่งงานออกเรือน เจ้าถึงได้เอาแต่ปิดปากเงียบ ดูไม่เต็มใจเอาเสียเลย”

สีหน้าของชุยลิ่งเหยาชะงักไปเล็กน้อย หลุบตาลงเอ่ยเสียงแผ่วว่า

“…ซูเหยาตัดใจทิ้งท่านแม่ไปไม่ลงจริงๆ เจ้าค่ะ”

“เด็กโง่” เสิ่นซื่อส่ายหน้าเบาๆ รอยยิ้มเจือความเอ็นดู

“ลูกผู้หญิงโตแล้วอย่างไรก็ต้องออกเรือน, เจ้าอายุสิบหกแล้ว กำลังอยู่ในวัยแต่งงานพอดี แม่จะดึงรั้งเจ้าไว้ให้อยู่ข้างกายตลอดไปได้อย่างไร”

ร่างกายของนางในตอนนี้ อาศัยเพียงลมหายใจรวยรินเฮือกสุดท้ายรั้งไว้เท่านั้น

ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ให้มารดาถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ต้องงดเว้นการจัดงานมงคลสมรสถึงสามปีเต็ม

หากลมหายใจเฮือกนี้นางหมดลง ลูกสาวของนางที่กลายเป็นหญิงกำพร้า ไร้บิดามารดาและญาติมิตรคอยหนุนหลัง ซ้ำยังไม่ได้หมั้นหมาย ย่อมต้องถูกประวิงเวลาออกไปอีกสามปี

และกลายเป็นสาวทึนทึกวัยยี่สิบ ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไรเล่า?

เพื่ออนาคตของลูกสาวตนเองแล้ว มารดาผู้นี้เรียกได้ว่าทุ่มเทคิดอ่านวางแผนให้จนหยาดหยดสุดท้ายของชีวิต

จู่ๆ ชุยลิ่งเหยาก็รู้สึกถึงความปวดร้าวที่ตีตื้นขึ้นมาในอก น้ำตาหยดใสไหลรินออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

อารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้งของเจ้าของร่างเดิม กำลังควบคุมกายของนาง…

“อย่าร้องไห้เลย”

เสิ่นซื่อยื่นมืออันสั่นเทาขึ้นเช็ดน้ำตาให้ลูกสาว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจสายน้ำ

“แม่ไม่ได้อยากจะบังคับจิตใจเจ้า หากเจ้ามีบุรุษในดวงใจ ก็บอกแม่มาตามตรงเถิด แม่ไม่ใช่คนไร้เหตุผล ขอเพียงอีกฝ่ายเป็นคนดีมีนิสัยใช้ได้ ย่อมไม่เกี่ยงเรื่องชาติตระกูล……”

“ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ชุยลิ่งเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ฝืนยิ้มให้นาง

“ขอเวลาให้ลูกกลับไปตรึกตรองสักหน่อยนะเจ้าคะ ว่าควรจะเลือกใครดี”

“ไม่ต้องรีบร้อน… ไปดูหน้าค่าตากันก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเลือกก็ยังไม่สาย” เสิ่นซื่อยิ้มอย่างปลาบปลื้มใจ ตบหลังมือลูกสาวเบาๆ

“แม่ฟังท่านป้าใหญ่ของเจ้าบอกมา ว่าภรรยาซื่อจื่อแห่งจวนจ้าวกั๋วกงล้มป่วยหนัก…”

“เพื่อเป็นการจัดงานมงคลแก้เคล็ดสะเดาะเคราะห์ ตระกูลจ้าวจึงจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ เชิญคุณชายและคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนในเมืองหลวงไปร่วมงานเพื่อเพิ่มความครึกครื้น”

“ถึงตอนนั้นเจ้าก็คอยลอบสังเกตคุณชายสองคนนั้นให้ดีๆ คนที่จะต้องร่วมเรียงเคียงหมอนไปตลอดชีวิต อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนที่เจ้ามองแล้วถูกตาถูกใจเสียก่อน”

การป่วยหนักติดเตียงและมีอาการร่อแร่จวนเจียนจะสิ้นใจ ชาวบ้านมักบอกว่ามีสิ่งอัปมงคลเข้าสิงสู่รังควาน

เมื่อต้องเผชิญกับอาการป่วยเรื้อรัง ที่เพียรใช้วิธีการรักษาสารพัดก็ยังไม่หายขาด คนในยุคนี้จึงมักจะพึ่งพา ‘การแก้เคล็ดแบบพื้นบ้าน’

การเชิญคนหนุ่มสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งมีปราณเลือดลมสมบูรณ์และพลังหยางเปี่ยมล้นมาช่วยขับไล่ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด

ด้วยชื่อเสียงและบารมีของจวนจ้าวกั๋วกง หากจวนใดในเมืองหลวงได้รับเทียบเชิญ ย่อมไม่มีทางปฏิเสธหักหน้าพวกเขาแน่

ในเมื่อเป้าหมายหลักคือการจัดงานแก้เคล็ด ข้อเรียกร้องต่อแขกเหรื่อก็มีเพียงต้องเป็นคุณชายหรือคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือน โดยไม่จำกัดฐานะหรือชาติตระกูลเข้มงวดนัก

ดังนั้นงานเลี้ยงครั้งนี้… จึงสามารถใช้เป็นเวทีดูตัวเลือกคู่ครองได้เป็นอย่างดี

เพียงฝากฝังคนให้นำความไปบอกใบ้คุณชายอู๋และคุณชายซุนเสียหน่อย หากพวกเขามีใจให้หลานสาวจวนกั๋วกงผู้นี้ ย่อมต้องมาร่วมงานเป็นแน่

ถึงตอนนั้น… ชุยลิ่งเหยาก็จะได้เห็นหน้าค่าตาพวกเขา

สังคมในยุคนี้ค่อนข้างเปิดกว้าง ดีไม่ดีอาจจะยังได้โอกาสสนทนากันสักสองสามประโยคเสียด้วยซ้ำ

แม้อาการจะย่ำแย่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เสิ่นซื่อก็ยังคงอุตส่าห์คิดเผื่อลูกสาวได้อย่างรอบคอบถี่ถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว

ท่ามกลางความรู้สึกปวดใจ ชุยลิ่งเหยาก็พลันรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

นางยังนึกกังวลอยู่เลยว่า… ด้วยฐานะของนางในตอนนี้ คงไม่มีโอกาสได้ไปพบหน้าเฉินหมิ่นโหรวแล้ว

ผลปรากฏว่าวันนี้จวนจ้าวกั๋วกงกลับจัดงานเลี้ยง ‘แก้เคล็ด’ เสียได้...

หากเมื่อเช้านี้นางไม่ได้ค้นพบกลิ่นอายที่เซี่ยจิ้นไป๋ทิ้งร่องรอยเอาไว้ นางคงจะรู้สึกดีใจเพียงอย่างเดียว

แต่มานึกดูให้ดี… ชุยลิ่งเหยารู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างประจวบเหมาะเกินไป

บังเอิญเสียจนนางขนลุกซู่ไปทั้งตัว!

เสิ่นซื่อป่วยหนัก สภาพจิตใจและร่างกายไม่ค่อยสู้ดีนัก ฝืนทนอ้าปากพูดมาได้พักหนึ่ง ก็เอ่ยอย่างเหนื่อยหอบว่า

“ออกไปเดินเล่นเถอะ อย่ามาอุดอู้อยู่กับแม่ในห้องนี้เลย”

ชุยลิ่งเหยาส่ายหน้าปฏิเสธ

“ลูกจะเฝ้าท่านแม่นอนหลับพักผ่อนเจ้าค่ะ”

“ที่นี่มีแต่กลิ่นยาต้ม เจ้าดมแล้วคงไม่ชินจมูก”

เมื่อเห็นลูกสาวเป็นห่วงเป็นใยตน ดื้อรั้นไม่ยอมไป แววตาของเสิ่นซื่อก็ยิ่งทอประกายอ่อนโยน

“แม่นึกอยากกินขนมดอกบัวที่เจ้าทำแล้ว เจ้าไปเข้าครัวทำมาให้แม่สักจานเถิด รอแม่ตื่นขึ้นมาจะได้กินพอดี”

เมื่อเอ่ยปากมาเช่นนี้ ชุยลิ่งเหยาก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะรั้งอยู่ต่อ

เพียงแต่เสิ่นซื่อไม่มีทางรู้ความจริงเลยว่า… สาเหตุที่เผยซูเหยาทำขนมดอกบัวเป็นนั้น ล้วนเป็นเพราะความปรารถนาที่อยากจะเอาใจบุรุษทั้งสิ้น

ได้ยินมาว่าเสิ่นถิงอวี้ชื่นชอบดอกบัวและต้นไผ่

เจ้าของร่างเดิมจึงกระตือรือร้นเข้าครัวไปเรียนทำขนมดอกบัวอยู่นานครึ่งเดือน กว่าจะทำออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้สักจาน ทว่าผลลัพธ์ก็คือถูกเสิ่นถิงอวี้เอ่ยปฏิเสธกลับมาอย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะเหตุนั้น เสิ่นซื่อถึงได้มีวาสนาโอกาสลิ้มรสขนมที่ลูกสาวเป็นคนทำ

เพียงแต่เมื่อรู้ว่าเสิ่นถิงอวี้ไม่ชอบ เจ้าของร่างเดิมก็ไม่เคยลงมือทำอีกเลย

ส่วนเสิ่นซื่อที่เคยได้กินไปแค่ครั้งเดียว กลับเฝ้าคิดถึงรสชาตินั้นไม่ลืมเลือน…

เมื่อนึกทบทวนถึงพฤติกรรมต่างๆ นานาของเจ้าของร่าง

พลันรู้สึกยากที่จะทำความเข้าใจในตัวสตรีผู้นี้จริงๆ

…………

สำหรับจวนของชนชั้นสูงตระกูลใหญ่ ทิวทัศน์สระบัวในฤดูร้อนถือเป็นสิ่งพื้นฐานในการประดับจวน

จวนเสิ่นกั๋วกงย่อมต้องมีสระบัวขนาดใหญ่เช่นกัน

ชุยลิ่งเหยาเดินฝ่าแสงแดดร้อนระอุออกจากเรือนเล็ก มุ่งหน้าไปตามทางในความทรงจำ ไม่นานนักบนหน้าผากเนียนก็มีเม็ดเหงื่อผุดซึมออกมา

จือชิวเอ่ยทักท้วงด้วยความสงสาร

“แค่กลีบดอกบัวไม่กี่กลีบ ให้บ่าวไปเดินเก็บมาให้ก็พอแล้ว คุณหนูไม่เห็นต้องทนร้อนไปเก็บเองเลยนี่เจ้าคะ”

“มันไม่เหมือนกัน”

อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ของเจ้าของร่างเดิมยังไม่เลือนหายไป จึงคอยผลักดันให้ชุยลิ่งเหยาอยากจะแสดงความกตัญญูต่อเสิ่นซื่อทุกขณะ

“ท่านแม่อยากกินฝีมือของข้า เช่นนั้นสิ่งใดที่ข้าพอจะลงมือทำได้ ข้าก็ต้องเป็นคนทำเองทุกขั้นตอน”

อากาศภายนอกร้อนอบอ้าว นางอยากจะรีบไปรีบกลับ จึงเร่างฝีเท้าที่ก้าวเดินให้เร็วขึ้น

ระหว่างที่เอ่ยปากพูดคุยกัน ก็เดินมาถึงช่วงหัวมุมพอดี…

ชุยลิ่งเหยาที่กำลังก้มหน้าก้มตาเดินอย่างเร่งรีบ จึงเผลอชนเข้ากับร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งที่เดินสวนมุมมาเข้าอย่างจัง

หน้าผากเนียนยังไม่ทันรับรู้ถึงความเจ็บปวด ไหล่อันบอบบางก็ถูกฝ่ามือหนาของคนผู้นั้นบีบไว้แน่น ก่อนดันตัวนางออกเพื่อรักษาระยะห่างเล็กน้อย

ชุยลิ่งเหยาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ พลันปะทะเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาสง่างามสะกดสายตา

คิ้วเข้มตาคม จมูกโด่งเป็นสัน เส้นสายกรามคมชัดลื่นไหล…

ผิวพรรณของเขาขาวจัดภายใต้แสงแดดที่เจิดจ้า ดูราวกับว่าร่างของเขากำลังเปล่งประกาย

แพขนตาของชุยลิ่งเหยาสั่นไหว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าการเต้นของหัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ

ยังไม่ทันได้ซึมซับความรู้สึกใดๆ ก็เห็นผู้มาเยือนขยับริมฝีปากบาง

“เดินซุ่มซ่ามเช่นนี้ เจ้าจะรีบไปที่ใด?”

น้ำเสียงทุ้มกังวานและนุ่มนวลของชายหนุ่มลอยเข้าหู สีหน้าของชุยลิ่งเหยาเหม่อลอยไปชั่วขณะ

ในวินาทีนั้นเอง… นางก็เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่าเหตุใดเจ้าของร่างเดิมถึงได้คลั่งรักเขาถึงเพียงนั้น

ในตอนที่เขายังไม่ล่วงรู้ถึงความในใจของญาติผู้น้องคนนี้ เขาก็คงจะปฏิบัติต่อนางอย่างสุภาพชนและเอาใจใส่เป็นอย่างดี

ทั้งอ่อนโยนและช่างเอาใจ อารมณ์ดีมีเมตตา คุณธรรมเลิศล้ำ ซ้ำยังเกิดมามีรูปโฉมงดงามหมดจด

ขนาดนางที่เคยแต่งงานเคียงคู่กับเซี่ยจิ้นไป๋มาถึงสามปี มีไส้ในเป็นสตรีที่เคยผ่านการออกเรือนมาแล้ว มองดูใกล้ๆ ยังรู้สึกตาพร่ามัวไปชั่วขณะ

แล้วเจ้าของร่างเดิมที่เป็นเพียงดรุณีน้อยแรกรุ่นในห้องหอ ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม

จะต้านทานเสน่ห์อันล้นเหลือของบุรุษชั้นยอดระดับนี้ได้อย่างไร?

จบบทที่ บทที่ 31 จังหวะหัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ

คัดลอกลิงก์แล้ว