- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 31 จังหวะหัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ
บทที่ 31 จังหวะหัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ
บทที่ 31 จังหวะหัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ
เสิ่นซื่อไอเบาๆ สองสามครั้ง
“เรื่องแต่งงานของลูก ท่านป้าใหญ่ของเจ้าช่างทุ่มเทแรงกายแรงใจนัก เมื่อวานนางเสนอประวัติคุณชายมาให้แม่ดูหลายคน แม่ฟังดูแล้วล้วนไม่เลวเลยทีเดียว ในจำนวนนั้นมีอยู่สองคนที่แม่รู้สึกถูกใจเป็นพิเศษ”
พูดจบนางก็อธิบายรายละเอียดให้ลูกสาวฟังอย่างถี่ถ้วน
คนแรกบ้านอยู่ในเมืองหลวง เป็นบุตรชายคนโตของขุนนางขั้นห้าแซ่อู๋ อายุยังน้อยแต่ก็สอบได้วุฒิจวี่เหรินแล้ว ความรู้ความสามารถไม่เลว วันหน้าสามารถอาศัยพรสวรรค์ของตนเองสอบเข้ารับราชการได้ไม่ยาก
อีกคนแซ่ซุน, บัณฑิตจวี่เหรินมาจากเมืองอวิ้นโจว เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น ท่านอาของเขาดำรงตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายตักเตือนในราชสำนัก
การเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อสอบครานี้ ก็พักอาศัยอยู่ที่บ้านท่านอา
ชื่อเสียงด้านความสามารถของคนผู้นี้กว้างขวางกว่าคนแรกนัก โด่งดังไปทั่วแวดวงบัณฑิตของเมืองหลวง ด้วยความรู้ของเขา… การสอบรอบนี้แปดเก้าส่วนคงสอบผ่านเป็นแน่แท้
หากหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้ รอเขาเจาะจงสอบได้เป็นจิ้นสื้อ เมื่อแต่งเข้าไปก็จะได้เป็นฮูหยินขุนนางทันที
นับว่าเป็นบุรุษอนาคตไกลที่น่าจับตามองยิ่งนัก
“แม่นอนคิดมาทั้งคืน บัณฑิตจากอวิ้นโจวผู้นี้แม้จะมีความสามารถโดดเด่นกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่คนเมืองหลวง…”
“วันหน้าหากเขาต้องออกไปรับราชการต่างเมือง หรือเกิดเหตุพลิกผันอันใด พวกท่านน้าของเจ้าคงยื่นมือไปช่วยเหลือไม่ถึง… คุณชายอู๋คนแรกดูจะเข้าทีและปลอดภัยมากกว่า”
ตัวนางเองเคยลิ้มรสความขมขื่นของการแต่งงานไปอยู่ไกลบ้านเกิดเมืองนอนมาแล้ว
หากเผยซู่เป็นคนเมืองหลวง ชีวิตของสองแม่ลูกคงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้เป็นแน่
พูดไปพูดมา… เสิ่นซื่อก็เริ่มไออีกครั้ง
ชุยลิ่งเหยาลุกขึ้นลูบแผ่นหลังให้นางอย่างเบามือ โดยไม่ได้เอ่ยปากตอบรับคำใด
เมื่อเห็นอาการนั้น เสิ่นซื่อจึงกุมมือลูกสาวไว้แน่น
“เจ้าบอกแม่มาตามตรงเถิด ในใจของเจ้ามีคนที่พึงใจอยู่แล้วใช่หรือไม่?”
ชุยลิ่งเหยาเม้มริมฝีปากแน่น
“ไม่มีเจ้าค่ะ”
เสิ่นซื่อไม่เชื่อ…
“แล้วเหตุใดทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องแต่งงานออกเรือน เจ้าถึงได้เอาแต่ปิดปากเงียบ ดูไม่เต็มใจเอาเสียเลย”
สีหน้าของชุยลิ่งเหยาชะงักไปเล็กน้อย หลุบตาลงเอ่ยเสียงแผ่วว่า
“…ซูเหยาตัดใจทิ้งท่านแม่ไปไม่ลงจริงๆ เจ้าค่ะ”
“เด็กโง่” เสิ่นซื่อส่ายหน้าเบาๆ รอยยิ้มเจือความเอ็นดู
“ลูกผู้หญิงโตแล้วอย่างไรก็ต้องออกเรือน, เจ้าอายุสิบหกแล้ว กำลังอยู่ในวัยแต่งงานพอดี แม่จะดึงรั้งเจ้าไว้ให้อยู่ข้างกายตลอดไปได้อย่างไร”
ร่างกายของนางในตอนนี้ อาศัยเพียงลมหายใจรวยรินเฮือกสุดท้ายรั้งไว้เท่านั้น
ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ให้มารดาถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ต้องงดเว้นการจัดงานมงคลสมรสถึงสามปีเต็ม
หากลมหายใจเฮือกนี้นางหมดลง ลูกสาวของนางที่กลายเป็นหญิงกำพร้า ไร้บิดามารดาและญาติมิตรคอยหนุนหลัง ซ้ำยังไม่ได้หมั้นหมาย ย่อมต้องถูกประวิงเวลาออกไปอีกสามปี
และกลายเป็นสาวทึนทึกวัยยี่สิบ ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไรเล่า?
เพื่ออนาคตของลูกสาวตนเองแล้ว มารดาผู้นี้เรียกได้ว่าทุ่มเทคิดอ่านวางแผนให้จนหยาดหยดสุดท้ายของชีวิต
จู่ๆ ชุยลิ่งเหยาก็รู้สึกถึงความปวดร้าวที่ตีตื้นขึ้นมาในอก น้ำตาหยดใสไหลรินออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
อารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้งของเจ้าของร่างเดิม กำลังควบคุมกายของนาง…
“อย่าร้องไห้เลย”
เสิ่นซื่อยื่นมืออันสั่นเทาขึ้นเช็ดน้ำตาให้ลูกสาว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจสายน้ำ
“แม่ไม่ได้อยากจะบังคับจิตใจเจ้า หากเจ้ามีบุรุษในดวงใจ ก็บอกแม่มาตามตรงเถิด แม่ไม่ใช่คนไร้เหตุผล ขอเพียงอีกฝ่ายเป็นคนดีมีนิสัยใช้ได้ ย่อมไม่เกี่ยงเรื่องชาติตระกูล……”
“ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ชุยลิ่งเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ฝืนยิ้มให้นาง
“ขอเวลาให้ลูกกลับไปตรึกตรองสักหน่อยนะเจ้าคะ ว่าควรจะเลือกใครดี”
“ไม่ต้องรีบร้อน… ไปดูหน้าค่าตากันก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเลือกก็ยังไม่สาย” เสิ่นซื่อยิ้มอย่างปลาบปลื้มใจ ตบหลังมือลูกสาวเบาๆ
“แม่ฟังท่านป้าใหญ่ของเจ้าบอกมา ว่าภรรยาซื่อจื่อแห่งจวนจ้าวกั๋วกงล้มป่วยหนัก…”
“เพื่อเป็นการจัดงานมงคลแก้เคล็ดสะเดาะเคราะห์ ตระกูลจ้าวจึงจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ เชิญคุณชายและคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนในเมืองหลวงไปร่วมงานเพื่อเพิ่มความครึกครื้น”
“ถึงตอนนั้นเจ้าก็คอยลอบสังเกตคุณชายสองคนนั้นให้ดีๆ คนที่จะต้องร่วมเรียงเคียงหมอนไปตลอดชีวิต อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนที่เจ้ามองแล้วถูกตาถูกใจเสียก่อน”
การป่วยหนักติดเตียงและมีอาการร่อแร่จวนเจียนจะสิ้นใจ ชาวบ้านมักบอกว่ามีสิ่งอัปมงคลเข้าสิงสู่รังควาน
เมื่อต้องเผชิญกับอาการป่วยเรื้อรัง ที่เพียรใช้วิธีการรักษาสารพัดก็ยังไม่หายขาด คนในยุคนี้จึงมักจะพึ่งพา ‘การแก้เคล็ดแบบพื้นบ้าน’
การเชิญคนหนุ่มสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งมีปราณเลือดลมสมบูรณ์และพลังหยางเปี่ยมล้นมาช่วยขับไล่ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
ด้วยชื่อเสียงและบารมีของจวนจ้าวกั๋วกง หากจวนใดในเมืองหลวงได้รับเทียบเชิญ ย่อมไม่มีทางปฏิเสธหักหน้าพวกเขาแน่
ในเมื่อเป้าหมายหลักคือการจัดงานแก้เคล็ด ข้อเรียกร้องต่อแขกเหรื่อก็มีเพียงต้องเป็นคุณชายหรือคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือน โดยไม่จำกัดฐานะหรือชาติตระกูลเข้มงวดนัก
ดังนั้นงานเลี้ยงครั้งนี้… จึงสามารถใช้เป็นเวทีดูตัวเลือกคู่ครองได้เป็นอย่างดี
เพียงฝากฝังคนให้นำความไปบอกใบ้คุณชายอู๋และคุณชายซุนเสียหน่อย หากพวกเขามีใจให้หลานสาวจวนกั๋วกงผู้นี้ ย่อมต้องมาร่วมงานเป็นแน่
ถึงตอนนั้น… ชุยลิ่งเหยาก็จะได้เห็นหน้าค่าตาพวกเขา
สังคมในยุคนี้ค่อนข้างเปิดกว้าง ดีไม่ดีอาจจะยังได้โอกาสสนทนากันสักสองสามประโยคเสียด้วยซ้ำ
แม้อาการจะย่ำแย่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เสิ่นซื่อก็ยังคงอุตส่าห์คิดเผื่อลูกสาวได้อย่างรอบคอบถี่ถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว
ท่ามกลางความรู้สึกปวดใจ ชุยลิ่งเหยาก็พลันรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
นางยังนึกกังวลอยู่เลยว่า… ด้วยฐานะของนางในตอนนี้ คงไม่มีโอกาสได้ไปพบหน้าเฉินหมิ่นโหรวแล้ว
ผลปรากฏว่าวันนี้จวนจ้าวกั๋วกงกลับจัดงานเลี้ยง ‘แก้เคล็ด’ เสียได้...
หากเมื่อเช้านี้นางไม่ได้ค้นพบกลิ่นอายที่เซี่ยจิ้นไป๋ทิ้งร่องรอยเอาไว้ นางคงจะรู้สึกดีใจเพียงอย่างเดียว
แต่มานึกดูให้ดี… ชุยลิ่งเหยารู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างประจวบเหมาะเกินไป
บังเอิญเสียจนนางขนลุกซู่ไปทั้งตัว!
เสิ่นซื่อป่วยหนัก สภาพจิตใจและร่างกายไม่ค่อยสู้ดีนัก ฝืนทนอ้าปากพูดมาได้พักหนึ่ง ก็เอ่ยอย่างเหนื่อยหอบว่า
“ออกไปเดินเล่นเถอะ อย่ามาอุดอู้อยู่กับแม่ในห้องนี้เลย”
ชุยลิ่งเหยาส่ายหน้าปฏิเสธ
“ลูกจะเฝ้าท่านแม่นอนหลับพักผ่อนเจ้าค่ะ”
“ที่นี่มีแต่กลิ่นยาต้ม เจ้าดมแล้วคงไม่ชินจมูก”
เมื่อเห็นลูกสาวเป็นห่วงเป็นใยตน ดื้อรั้นไม่ยอมไป แววตาของเสิ่นซื่อก็ยิ่งทอประกายอ่อนโยน
“แม่นึกอยากกินขนมดอกบัวที่เจ้าทำแล้ว เจ้าไปเข้าครัวทำมาให้แม่สักจานเถิด รอแม่ตื่นขึ้นมาจะได้กินพอดี”
เมื่อเอ่ยปากมาเช่นนี้ ชุยลิ่งเหยาก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะรั้งอยู่ต่อ
เพียงแต่เสิ่นซื่อไม่มีทางรู้ความจริงเลยว่า… สาเหตุที่เผยซูเหยาทำขนมดอกบัวเป็นนั้น ล้วนเป็นเพราะความปรารถนาที่อยากจะเอาใจบุรุษทั้งสิ้น
ได้ยินมาว่าเสิ่นถิงอวี้ชื่นชอบดอกบัวและต้นไผ่
เจ้าของร่างเดิมจึงกระตือรือร้นเข้าครัวไปเรียนทำขนมดอกบัวอยู่นานครึ่งเดือน กว่าจะทำออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้สักจาน ทว่าผลลัพธ์ก็คือถูกเสิ่นถิงอวี้เอ่ยปฏิเสธกลับมาอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะเหตุนั้น เสิ่นซื่อถึงได้มีวาสนาโอกาสลิ้มรสขนมที่ลูกสาวเป็นคนทำ
เพียงแต่เมื่อรู้ว่าเสิ่นถิงอวี้ไม่ชอบ เจ้าของร่างเดิมก็ไม่เคยลงมือทำอีกเลย
ส่วนเสิ่นซื่อที่เคยได้กินไปแค่ครั้งเดียว กลับเฝ้าคิดถึงรสชาตินั้นไม่ลืมเลือน…
เมื่อนึกทบทวนถึงพฤติกรรมต่างๆ นานาของเจ้าของร่าง
พลันรู้สึกยากที่จะทำความเข้าใจในตัวสตรีผู้นี้จริงๆ
…………
สำหรับจวนของชนชั้นสูงตระกูลใหญ่ ทิวทัศน์สระบัวในฤดูร้อนถือเป็นสิ่งพื้นฐานในการประดับจวน
จวนเสิ่นกั๋วกงย่อมต้องมีสระบัวขนาดใหญ่เช่นกัน
ชุยลิ่งเหยาเดินฝ่าแสงแดดร้อนระอุออกจากเรือนเล็ก มุ่งหน้าไปตามทางในความทรงจำ ไม่นานนักบนหน้าผากเนียนก็มีเม็ดเหงื่อผุดซึมออกมา
จือชิวเอ่ยทักท้วงด้วยความสงสาร
“แค่กลีบดอกบัวไม่กี่กลีบ ให้บ่าวไปเดินเก็บมาให้ก็พอแล้ว คุณหนูไม่เห็นต้องทนร้อนไปเก็บเองเลยนี่เจ้าคะ”
“มันไม่เหมือนกัน”
อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ของเจ้าของร่างเดิมยังไม่เลือนหายไป จึงคอยผลักดันให้ชุยลิ่งเหยาอยากจะแสดงความกตัญญูต่อเสิ่นซื่อทุกขณะ
“ท่านแม่อยากกินฝีมือของข้า เช่นนั้นสิ่งใดที่ข้าพอจะลงมือทำได้ ข้าก็ต้องเป็นคนทำเองทุกขั้นตอน”
อากาศภายนอกร้อนอบอ้าว นางอยากจะรีบไปรีบกลับ จึงเร่างฝีเท้าที่ก้าวเดินให้เร็วขึ้น
ระหว่างที่เอ่ยปากพูดคุยกัน ก็เดินมาถึงช่วงหัวมุมพอดี…
ชุยลิ่งเหยาที่กำลังก้มหน้าก้มตาเดินอย่างเร่งรีบ จึงเผลอชนเข้ากับร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งที่เดินสวนมุมมาเข้าอย่างจัง
หน้าผากเนียนยังไม่ทันรับรู้ถึงความเจ็บปวด ไหล่อันบอบบางก็ถูกฝ่ามือหนาของคนผู้นั้นบีบไว้แน่น ก่อนดันตัวนางออกเพื่อรักษาระยะห่างเล็กน้อย
ชุยลิ่งเหยาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ พลันปะทะเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาสง่างามสะกดสายตา
คิ้วเข้มตาคม จมูกโด่งเป็นสัน เส้นสายกรามคมชัดลื่นไหล…
ผิวพรรณของเขาขาวจัดภายใต้แสงแดดที่เจิดจ้า ดูราวกับว่าร่างของเขากำลังเปล่งประกาย
แพขนตาของชุยลิ่งเหยาสั่นไหว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าการเต้นของหัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ
ยังไม่ทันได้ซึมซับความรู้สึกใดๆ ก็เห็นผู้มาเยือนขยับริมฝีปากบาง
“เดินซุ่มซ่ามเช่นนี้ เจ้าจะรีบไปที่ใด?”
น้ำเสียงทุ้มกังวานและนุ่มนวลของชายหนุ่มลอยเข้าหู สีหน้าของชุยลิ่งเหยาเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ในวินาทีนั้นเอง… นางก็เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่าเหตุใดเจ้าของร่างเดิมถึงได้คลั่งรักเขาถึงเพียงนั้น
ในตอนที่เขายังไม่ล่วงรู้ถึงความในใจของญาติผู้น้องคนนี้ เขาก็คงจะปฏิบัติต่อนางอย่างสุภาพชนและเอาใจใส่เป็นอย่างดี
ทั้งอ่อนโยนและช่างเอาใจ อารมณ์ดีมีเมตตา คุณธรรมเลิศล้ำ ซ้ำยังเกิดมามีรูปโฉมงดงามหมดจด
ขนาดนางที่เคยแต่งงานเคียงคู่กับเซี่ยจิ้นไป๋มาถึงสามปี มีไส้ในเป็นสตรีที่เคยผ่านการออกเรือนมาแล้ว มองดูใกล้ๆ ยังรู้สึกตาพร่ามัวไปชั่วขณะ
แล้วเจ้าของร่างเดิมที่เป็นเพียงดรุณีน้อยแรกรุ่นในห้องหอ ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม
จะต้านทานเสน่ห์อันล้นเหลือของบุรุษชั้นยอดระดับนี้ได้อย่างไร?