- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 28 เลือกคู่ครอง
บทที่ 28 เลือกคู่ครอง
บทที่ 28 เลือกคู่ครอง
นี่คือบุตรสาวของน้าชาย หากนับตามความใกล้ชิดทางสายเลือด ในบรรดาพี่น้องเหล่านี้ นางกับคุณหนูหกผู้นี้ควรจะสนิทสนมกันที่สุด
แต่ทว่าเจ้าของร่างเดิมกลับทำเรื่องเหลวไหลเกินไป และคุณหนูหกแห่งจวนกั๋วกงผู้นี้ก็ไม่ใช่คนที่จะอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ
ทุกครั้งที่เจอกัน อีกฝ่ายมักจะทำหน้า ‘รังเกียจที่จะเสวนาด้วย’ อยู่เสมอ
อย่าว่าแต่จะให้สนิทสนมเลย… แทบจะเดินบีบจมูกหนีพร้อมถ่มน้ำลายไล่หลังเสียด้วยซ้ำ
ฝ่ายเจ้าของร่างเดิมเองก็ถูกมารดาตามใจจนเสียนิสัยแต่เล็ก มีหรือจะทนถูกรังเกียจเหยียดหยามเช่นนี้ได้
สองพี่น้องจึงไม่ถูกชะตากันไปโดยปริยาย…
เมื่อรู้ว่าท่านอาหญิงป่วยหนัก และอาจจะสิ้นใจจากไปเมื่อไหร่ก็ได้ เสิ่นหานอวิ๋นจึงไม่ได้เอ่ยคำพูดถากถางออกมา
แต่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเอ่ยปากปลอบโยนญาติผู้พี่คนนี้เช่นกัน
ชุยลิ่งเหยาก็ไม่ใช่คนประเภทชอบเอาหน้าไปรับฝ่าเท้า มีหรือที่จะลดตัวไปประจบประแจงคนที่เคยทำเย็นชาใส่
ทั้งสองคนจึงเอาแต่ยืนจ้องตากันไปมาอยู่หน้าเรือน…
ในตอนนั้นเอง, นอกเรือนก็พลันมีเสียงฝีเท้าอึกทึกดังขึ้น ที่หน้าประตูก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามาเป็นพรวน
ผู้นำหน้าขบวนมาก็คือท่านป้าใหญ่ของเผยซูเหยา ฮูหยินซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกง... ‘หลิวซื่อ’
แม้อายุจะใกล้สี่สิบแล้ว แต่ใบหน้าได้รับการบำรุงดูแลอย่างดี ดูผิวเผินเหมือนคนอายุเพิ่งจะสามสิบต้นๆ
นางสวมชุดกระโปรงสีน้ำเงินไพลิน เกล้าผมมวยอย่างประณีตเรียบร้อยไร้ที่ติ เดินก้าวย่างเข้ามาในเรือนโดยมีบ่าวไพร่ล้อมหน้าล้อมหลัง
ท่วงท่าสง่างามสมฐานะนายหญิง ไม่เสียทีที่มีความน่าเกรงขามแผ่ซ่าน
“คารวะท่านป้าใหญ่”
“คารวะท่านป้าใหญ่เจ้าค่ะ”
ชุยลิ่งเหยาและเสิ่นหานอวิ๋นรีบย่อตัวลงทำความเคารพ
หลิวซื่อปรายตามองพวกนาง แววตาหยุดพิจารณาอยู่ที่ชุยลิ่งเหยาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า
“มารดาป่วยหนัก คนเป็นลูกไม่คิดจะคอยปรนนิบัติอยู่ข้างเตียง กลับแต่งตัวสีสันฉูดฉาดออกมายืนเสนอหน้า ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย”
ชุยลิ่งเหยาชะงักไป ก้มมองเสื้อผ้าการแต่งกายของตนเองโดยสัญชาตญาณ
วันนี้นางไม่ได้ตั้งใจจะออกไปไหน จึงไม่ได้แต่งตัวพิถีพิถัน บนร่างสวมเพียงชุดกระโปรงสีแอปริคอทเรียบๆ บนศีรษะปักเพียงปิ่นหยกหนึ่งอัน ซ้ำยังเป็นหยกขาวมันแกะธรรมดา
สีที่ดูจะฉูดฉาดที่สุด ทั่วทั้งร่างกายก็มีเพียงลวดลายใบบัวที่ปักอยู่บนถุงหอมตรงเอวเท่านั้น
แบบนี้เรียกว่า ‘แต่งตัวสีสันฉูดฉาด’ หรือ?
แต่ไม่นานนางก็ตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง
อีกฝ่ายก็แค่หาเรื่องอยากจะดุด่าสั่งสอนนางสักสองสามประโยค เลยหยิบยกเหตุผลส่งเดชขึ้นมาอ้างก็เท่านั้น
ท่านป้าใหญ่ผู้นี้ไม่ได้ชอบพอนางเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่ยอมแม้แต่จะเสแสร้งทำดีด้วยซ้ำ
ก็ถูกของเขา…
ใครจะไปนึกชอบ ‘หลานสาว’ ที่มาขอพึ่งพิงอาศัยอยู่ใต้ชายคา ทั้งยังมาคอยตามตื๊อลูกชายของตัวเอง หวังแต่จะปีนเตียงเป็นอนุของเขาให้ได้
ชุยลิ่งเหยาหลุบตาต่ำ เม้มริมฝีปากแน่นไม่ต่อล้อต่อเถียง
เมื่อเห็นดังนั้น หลิวซื่อก็ดึงสายตากลับไป ไม่พูดอะไรให้มากความอีก ก้าวเท้าเดินนำเข้าไปในห้องโถงใหญ่
การตำหนิติเตียนหญิงสาวที่มารดาป่วยหนักและต้องมาพึ่งใบบุญคนอื่น… หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป พาลจะทำให้คนภายนอกนินทาเอาได้ว่านางใจจืดใจดำ รังแกแม้กระทั่งเด็กกำพร้า ทำให้ชื่อเสียงของตนเองมัวหมอง
เรื่องนี้ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย…
คนที่เดินตามหลิวซื่อมา ยังมีเสิ่นหานเยว่รวมอยู่ด้วย
นางเข้าไปข้างในได้ไม่ทันไรก็เดินวกกลับออกมา เมื่อเห็นชุยลิ่งเหยายังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม นางก็เดินเข้ามาหาพลางเอ่ยปลอบประโลม
“อย่ากังวลไปเลย ท่านปู่ได้ยินว่าท่านอาหญิงป่วยหนัก ก็เอาป้ายหยกประจำจวนไปเชิญหมอหลวงมาแล้ว”
ชุยลิ่งเหยาฝืนยิ้มบางๆ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบกลับ
เมื่อสามปีก่อน, กลางฤดูหนาวเดือนสิบสอง ตอนที่เสิ่นซื่อพาลูกสาวระเห็จกลับบ้านเดิม ร่างกายของนางก็ร่อแร่ ดูท่าจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวอยู่แล้ว
ตอนนั้นจวนกั๋วกงก็เคยเอาป้ายหยกไปเชิญหมอหลวงมารักษาบุตรสาวคนนี้แล้วครั้งหนึ่ง
ตลอดสามปีมานี้ อาศัยเทียบยาบำรุงล้ำค่าที่หมอหลวงสั่ง และสมุนไพรชั้นดีของจวนกั๋วกงคอยหล่อเลี้ยง ถึงได้ยื้อชีวิตเสิ่นซื่อมาได้ยาวนานขนาดนี้
แต่สิ่งที่สูญเสียไปคือปราณชีวิตพื้นฐาน บำรุงรักษาด้วยยาดีอย่างไรก็ป่วยการเปล่า
เมื่อเห็นนางเงียบงันไป เสิ่นหานเยว่คิดเอาเองว่านางคงเสียหน้าจากการถูกดุด่าเมื่อครู่ จึงกล่าวสำทับเพิ่ม
“คำพูดของท่านแม่ข้า เจ้าอย่าเก็บไปใส่ใจเลย... นางก็แค่อารมณ์เสียเท่านั้น”
ชุยลิ่งเหยาส่ายหน้าเบาๆ
“ข้าเข้าใจดีเจ้าค่ะ เป็นเพราะข้าทำตัวไม่เหมาะสมในอดีต จะไปโทษท่านป้าใหญ่ไม่ได้”
คำพูดที่ดูรู้ความนี้ ทำเอาคนฟังถึงกับตกตะลึงงัน
ไม่เพียงแค่เสิ่นหานเยว่ที่ตกใจ เสิ่นหานอวิ๋นที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็ตกตะลึงตาค้างเช่นกัน
“นี่เจ้าเปลี่ยนนิสัยใจคอไปแล้วหรือ?”
ตามนิสัยเดิมของญาติผู้พี่คนนี้ ไม่ใช่ว่าควรจะปิดหน้าร้องไห้วิ่งกระเจิงหนีไป หรือไม่ก็เถียงคอเป็นเอ็นหรอกหรือ?
ถึงกับยอมรับผิดง่ายๆ แบบนี้เชียว?
ชุยลิ่งเหยายิ้มบางๆ อย่างขมขื่น
“คนเราย่อมต้องเติบโตขึ้น พวกเจ้าก็คิดเสียว่าข้าหูตาสว่าง และรู้จักคิดอ่านขึ้นมาบ้างก็แล้วกัน”
ยามที่เสิ่นซื่อยังมีชีวิตอยู่ ยังสามารถเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรคุ้มแดดคุ้มฝนให้ลูกสาวได้
แต่หากวันใดเสิ่นซื่อจากโลกนี้ไป ด้วยชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่เจ้าของร่างเดิมสั่งสมมา จุดยืนในจวนกั๋วกงก็คงจะย่ำแย่ลงยิ่งกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า
เรื่องนี้ชุยลิ่งเหยามองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองเอง… พวกนางก็มองออกเช่นเดียวกัน
แววตาของเสิ่นหานอวิ๋นดูซับซ้อนขึ้นมา
“เจ้าควรจะเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เชื่อฟังคำจัดการของท่านอาหญิง แต่งกับบุรุษที่ดีสักคน นางจะได้วางใจหลับตาลงได้”
ไม่ใช่เอาแต่มุ่งมั่นหน้ามืดตามัวจะอยู่ในจวนกั๋วกงเพื่อเป็นอนุ
“วันนี้ที่ท่านแม่ข้ามา นอกจากจะมาเยี่ยมดูอาการท่านอาหญิงแล้ว ยังมีธุระอีกเรื่องหนึ่ง...” เสิ่นหานเยว่ปรายตามองเข้าไปในห้องโถงด้านใน ก่อนลดเสียงลงต่ำกระซิบ
“นางช่วยเลือกดูครอบครัวให้เจ้าไว้สองสามแห่ง ตั้งใจจะเอาเทียบมาปรึกษากับท่านอาหญิงน่ะ”
ชุยลิ่งเหยาตกใจ เบิกตากว้างมองนาง
“...มีจวนใดบ้างหรือเจ้าคะ?”
“เรื่องลึกซึ้งขนาดนี้ข้าก็ไม่รู้หรอก” เสิ่นหานเยว่โบกมือปฏิเสธ
“ถึงข้าจะเรียนรู้เรื่องการดูแลงานเรือนจากท่านแม่มาบ้าง แต่เรื่องพรรค์นี้… นางไม่เคยเอามาบอกข้าหรอก”
ตัวนางเองก็ยังเป็นสตรีที่ยังไม่ได้หมั้นหมาย จะไปก้าวก่ายล่วงรู้เรื่องการเลือกคู่ครองของญาติผู้น้องได้อย่างไร
ชุยลิ่งเหยาขมวดคิ้วแน่น รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างรับมือยากนัก
สตรีในยุคโบราณ เรื่องสำคัญอย่างการแต่งงานออกเรือน ส่วนใหญ่ล้วนตกอยู่ภายใต้การบงการของผู้อื่น
ในเมื่อนางมาอาศัยร่างเจ้าของเดิม ก็ต้องยอมรับข้อผูกมัดของฐานะนี้อย่างหลีกไม่พ้น
เสิ่นซื่อดูท่าทางจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อ ความปรารถนาสูงสุดก่อนตายก็คือการได้เห็นลูกสาวออกเรือนเป็นฝั่งเป็นฝา
ในสถานการณ์เช่นนี้… นางจะงัดเอาเหตุผลอันใดไปปฏิเสธได้?
เสิ่นหานเยว่เห็นสีหน้านางย่ำแย่ลง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปลอบใจ
“หากได้เป็นภรรยาเอก ต่อให้ชาติตระกูลของฝ่ายชายจะต่ำต้อยไปบ้าง แต่วันหน้าหากข้าออกเรือนไป ก็ยังชวนเจ้าออกมาเที่ยวเล่นพบปะสังสรรค์ได้… แต่หากเป็นเพียงอนุ...”
ก็คือบ่าวไพร่ดีๆ นี่เอง…
ต่อให้เป็นอนุที่มีหน้ามีตา หากนายหญิงไม่พยักหน้าอนุญาต การจะก้าวเท้าออกไปร่วมงานเลี้ยงก็เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน
และก็คงไม่มีฮูหยินตระกูลสูงศักดิ์บ้านไหน ยอมลดตัวลงมาคบค้าสมาคมกับอนุอย่างเท่าเทียม
รู้อยู่เต็มอกว่านางหวังดี ชุยลิ่งเหยาจึงกล่าวขอบคุณ แล้วอธิบายย้ำ
“ข้าไม่ได้มีความอาลัยอาวรณ์ในตัวท่านพี่หรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่... การต้องแต่งงานฝากชีวิตไว้กับชายแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน ในใจย่อมอดที่จะหวาดหวั่นมิได้”
ในฐานะหญิงสาววัยออกเรือนเหมือนกัน เสิ่นหานเยว่และเสิ่นหานอวิ๋นต่างก็เข้าใจความรู้สึกนี้ของนางดี
เสิ่นหานเยว่บังเกิดความสงสารจับใจ จึงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
“เช่นนั้นข้าจะลองหาทางสืบดูให้ อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าคนที่ท่านแม่เลือกมา มีนิสัยใจคอ ความรู้ความสามารถ และชาติตระกูลเบื้องลึกเป็นอย่างไร จะปล่อยให้เจ้าถูกมัดมือชกแต่งงานไปแบบมืดแปดด้านไม่ได้เด็ดขาด!”
แต่นางเองก็เป็นเพียงคุณหนูในห้องหอ จะไปมีเส้นสายอะไรมากมายเพื่อสืบเรื่องของบุรุษภายนอกกัน
ชุยลิ่งเหยารู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อย และกำลังจะเอ่ยปากพูด…
แต่พลันนั้นประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออก น้าชายและน้าสะใภ้ประคองยายของนาง... หรือ ‘หลี่ซื่อ’ เดินออกมา
หลี่ซื่อเป็นอนุที่มีหน้ามีตาที่สุดของท่านเสิ่นกั๋วกง ในอดีตตอนที่ท่านกั๋วกงไปรับราชการต่างเมือง ขุนนางท้องถิ่นเป็นคนจัดหามอบนางให้
นางเกิดในตระกูลขุนนาง บิดาและพี่ชายก็รับราชการอยู่ในราชสำนักเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังนัก และไม่ได้ประจำการอยู่ในเมืองหลวง
บุตรสายรองเพียงสองคนของท่านเสิ่นกั๋วกง ล้วนถือกำเนิดจากอนุเพียงคนเดียว เท่านี้ก็เพียงพอจะแสดงให้เห็นแล้วว่านางเป็นที่โปรดปรานมากเพียงใด
ในยามนี้, แม้อายุจะล่วงเลยวัยห้าสิบไปแล้ว แต่ผิวพรรณยังคงเต่งตึงเรียบเนียน ไม่เห็นริ้วรอยแห่งวัยเลย
ดูเผินๆ แล้วสุขภาพยังจะแข็งแรงกว่าเสิ่นซื่อผู้เป็นลูกสาวเสียด้วยซ้ำ
เพียงแต่เมื่อครู่คงเพิ่งจะผ่านการร้องไห้มา ดวงตาจึงยังคงแดงก่ำและบวมเป่ง
เมื่อเห็นหลานสาวสวมชุดสีเรียบๆ รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม สีหน้าของหลี่ซื่อก็ดูซับซ้อนขึ้น
นางกวักมือเรียกชุยลิ่งเหยาให้มาหา แล้วกำชับเสียงเบาว่า
“เหยาเหยาเอ๊ย อย่าได้ทำตัวให้แม่ของเจ้าต้องเหนื่อยใจอีกเลยนะ”