เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 เลือกคู่ครอง

บทที่ 28 เลือกคู่ครอง

บทที่ 28 เลือกคู่ครอง


นี่คือบุตรสาวของน้าชาย หากนับตามความใกล้ชิดทางสายเลือด ในบรรดาพี่น้องเหล่านี้ นางกับคุณหนูหกผู้นี้ควรจะสนิทสนมกันที่สุด

แต่ทว่าเจ้าของร่างเดิมกลับทำเรื่องเหลวไหลเกินไป และคุณหนูหกแห่งจวนกั๋วกงผู้นี้ก็ไม่ใช่คนที่จะอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ

ทุกครั้งที่เจอกัน อีกฝ่ายมักจะทำหน้า ‘รังเกียจที่จะเสวนาด้วย’ อยู่เสมอ

อย่าว่าแต่จะให้สนิทสนมเลย… แทบจะเดินบีบจมูกหนีพร้อมถ่มน้ำลายไล่หลังเสียด้วยซ้ำ

ฝ่ายเจ้าของร่างเดิมเองก็ถูกมารดาตามใจจนเสียนิสัยแต่เล็ก มีหรือจะทนถูกรังเกียจเหยียดหยามเช่นนี้ได้

สองพี่น้องจึงไม่ถูกชะตากันไปโดยปริยาย…

เมื่อรู้ว่าท่านอาหญิงป่วยหนัก และอาจจะสิ้นใจจากไปเมื่อไหร่ก็ได้ เสิ่นหานอวิ๋นจึงไม่ได้เอ่ยคำพูดถากถางออกมา

แต่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเอ่ยปากปลอบโยนญาติผู้พี่คนนี้เช่นกัน

ชุยลิ่งเหยาก็ไม่ใช่คนประเภทชอบเอาหน้าไปรับฝ่าเท้า มีหรือที่จะลดตัวไปประจบประแจงคนที่เคยทำเย็นชาใส่

ทั้งสองคนจึงเอาแต่ยืนจ้องตากันไปมาอยู่หน้าเรือน…

ในตอนนั้นเอง, นอกเรือนก็พลันมีเสียงฝีเท้าอึกทึกดังขึ้น ที่หน้าประตูก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามาเป็นพรวน

ผู้นำหน้าขบวนมาก็คือท่านป้าใหญ่ของเผยซูเหยา ฮูหยินซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกง... ‘หลิวซื่อ’

แม้อายุจะใกล้สี่สิบแล้ว แต่ใบหน้าได้รับการบำรุงดูแลอย่างดี ดูผิวเผินเหมือนคนอายุเพิ่งจะสามสิบต้นๆ

นางสวมชุดกระโปรงสีน้ำเงินไพลิน เกล้าผมมวยอย่างประณีตเรียบร้อยไร้ที่ติ เดินก้าวย่างเข้ามาในเรือนโดยมีบ่าวไพร่ล้อมหน้าล้อมหลัง

ท่วงท่าสง่างามสมฐานะนายหญิง ไม่เสียทีที่มีความน่าเกรงขามแผ่ซ่าน

“คารวะท่านป้าใหญ่”

“คารวะท่านป้าใหญ่เจ้าค่ะ”

ชุยลิ่งเหยาและเสิ่นหานอวิ๋นรีบย่อตัวลงทำความเคารพ

หลิวซื่อปรายตามองพวกนาง แววตาหยุดพิจารณาอยู่ที่ชุยลิ่งเหยาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า

“มารดาป่วยหนัก คนเป็นลูกไม่คิดจะคอยปรนนิบัติอยู่ข้างเตียง กลับแต่งตัวสีสันฉูดฉาดออกมายืนเสนอหน้า ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย”

ชุยลิ่งเหยาชะงักไป ก้มมองเสื้อผ้าการแต่งกายของตนเองโดยสัญชาตญาณ

วันนี้นางไม่ได้ตั้งใจจะออกไปไหน จึงไม่ได้แต่งตัวพิถีพิถัน บนร่างสวมเพียงชุดกระโปรงสีแอปริคอทเรียบๆ บนศีรษะปักเพียงปิ่นหยกหนึ่งอัน ซ้ำยังเป็นหยกขาวมันแกะธรรมดา

สีที่ดูจะฉูดฉาดที่สุด ทั่วทั้งร่างกายก็มีเพียงลวดลายใบบัวที่ปักอยู่บนถุงหอมตรงเอวเท่านั้น

แบบนี้เรียกว่า ‘แต่งตัวสีสันฉูดฉาด’ หรือ?

แต่ไม่นานนางก็ตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง

อีกฝ่ายก็แค่หาเรื่องอยากจะดุด่าสั่งสอนนางสักสองสามประโยค เลยหยิบยกเหตุผลส่งเดชขึ้นมาอ้างก็เท่านั้น

ท่านป้าใหญ่ผู้นี้ไม่ได้ชอบพอนางเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่ยอมแม้แต่จะเสแสร้งทำดีด้วยซ้ำ

ก็ถูกของเขา…

ใครจะไปนึกชอบ ‘หลานสาว’ ที่มาขอพึ่งพิงอาศัยอยู่ใต้ชายคา ทั้งยังมาคอยตามตื๊อลูกชายของตัวเอง หวังแต่จะปีนเตียงเป็นอนุของเขาให้ได้

ชุยลิ่งเหยาหลุบตาต่ำ เม้มริมฝีปากแน่นไม่ต่อล้อต่อเถียง

เมื่อเห็นดังนั้น หลิวซื่อก็ดึงสายตากลับไป ไม่พูดอะไรให้มากความอีก ก้าวเท้าเดินนำเข้าไปในห้องโถงใหญ่

การตำหนิติเตียนหญิงสาวที่มารดาป่วยหนักและต้องมาพึ่งใบบุญคนอื่น… หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป พาลจะทำให้คนภายนอกนินทาเอาได้ว่านางใจจืดใจดำ รังแกแม้กระทั่งเด็กกำพร้า ทำให้ชื่อเสียงของตนเองมัวหมอง

เรื่องนี้ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย…

คนที่เดินตามหลิวซื่อมา ยังมีเสิ่นหานเยว่รวมอยู่ด้วย

นางเข้าไปข้างในได้ไม่ทันไรก็เดินวกกลับออกมา เมื่อเห็นชุยลิ่งเหยายังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม นางก็เดินเข้ามาหาพลางเอ่ยปลอบประโลม

“อย่ากังวลไปเลย ท่านปู่ได้ยินว่าท่านอาหญิงป่วยหนัก ก็เอาป้ายหยกประจำจวนไปเชิญหมอหลวงมาแล้ว”

ชุยลิ่งเหยาฝืนยิ้มบางๆ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบกลับ

เมื่อสามปีก่อน, กลางฤดูหนาวเดือนสิบสอง ตอนที่เสิ่นซื่อพาลูกสาวระเห็จกลับบ้านเดิม ร่างกายของนางก็ร่อแร่ ดูท่าจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวอยู่แล้ว

ตอนนั้นจวนกั๋วกงก็เคยเอาป้ายหยกไปเชิญหมอหลวงมารักษาบุตรสาวคนนี้แล้วครั้งหนึ่ง

ตลอดสามปีมานี้ อาศัยเทียบยาบำรุงล้ำค่าที่หมอหลวงสั่ง และสมุนไพรชั้นดีของจวนกั๋วกงคอยหล่อเลี้ยง ถึงได้ยื้อชีวิตเสิ่นซื่อมาได้ยาวนานขนาดนี้

แต่สิ่งที่สูญเสียไปคือปราณชีวิตพื้นฐาน บำรุงรักษาด้วยยาดีอย่างไรก็ป่วยการเปล่า

เมื่อเห็นนางเงียบงันไป เสิ่นหานเยว่คิดเอาเองว่านางคงเสียหน้าจากการถูกดุด่าเมื่อครู่ จึงกล่าวสำทับเพิ่ม

“คำพูดของท่านแม่ข้า เจ้าอย่าเก็บไปใส่ใจเลย... นางก็แค่อารมณ์เสียเท่านั้น”

ชุยลิ่งเหยาส่ายหน้าเบาๆ

“ข้าเข้าใจดีเจ้าค่ะ เป็นเพราะข้าทำตัวไม่เหมาะสมในอดีต จะไปโทษท่านป้าใหญ่ไม่ได้”

คำพูดที่ดูรู้ความนี้ ทำเอาคนฟังถึงกับตกตะลึงงัน

ไม่เพียงแค่เสิ่นหานเยว่ที่ตกใจ เสิ่นหานอวิ๋นที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็ตกตะลึงตาค้างเช่นกัน

“นี่เจ้าเปลี่ยนนิสัยใจคอไปแล้วหรือ?”

ตามนิสัยเดิมของญาติผู้พี่คนนี้ ไม่ใช่ว่าควรจะปิดหน้าร้องไห้วิ่งกระเจิงหนีไป หรือไม่ก็เถียงคอเป็นเอ็นหรอกหรือ?

ถึงกับยอมรับผิดง่ายๆ แบบนี้เชียว?

ชุยลิ่งเหยายิ้มบางๆ อย่างขมขื่น

“คนเราย่อมต้องเติบโตขึ้น พวกเจ้าก็คิดเสียว่าข้าหูตาสว่าง และรู้จักคิดอ่านขึ้นมาบ้างก็แล้วกัน”

ยามที่เสิ่นซื่อยังมีชีวิตอยู่ ยังสามารถเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรคุ้มแดดคุ้มฝนให้ลูกสาวได้

แต่หากวันใดเสิ่นซื่อจากโลกนี้ไป ด้วยชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่เจ้าของร่างเดิมสั่งสมมา จุดยืนในจวนกั๋วกงก็คงจะย่ำแย่ลงยิ่งกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า

เรื่องนี้ชุยลิ่งเหยามองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง

ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองเอง… พวกนางก็มองออกเช่นเดียวกัน

แววตาของเสิ่นหานอวิ๋นดูซับซ้อนขึ้นมา

“เจ้าควรจะเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เชื่อฟังคำจัดการของท่านอาหญิง แต่งกับบุรุษที่ดีสักคน นางจะได้วางใจหลับตาลงได้”

ไม่ใช่เอาแต่มุ่งมั่นหน้ามืดตามัวจะอยู่ในจวนกั๋วกงเพื่อเป็นอนุ

“วันนี้ที่ท่านแม่ข้ามา นอกจากจะมาเยี่ยมดูอาการท่านอาหญิงแล้ว ยังมีธุระอีกเรื่องหนึ่ง...” เสิ่นหานเยว่ปรายตามองเข้าไปในห้องโถงด้านใน ก่อนลดเสียงลงต่ำกระซิบ

“นางช่วยเลือกดูครอบครัวให้เจ้าไว้สองสามแห่ง ตั้งใจจะเอาเทียบมาปรึกษากับท่านอาหญิงน่ะ”

ชุยลิ่งเหยาตกใจ เบิกตากว้างมองนาง

“...มีจวนใดบ้างหรือเจ้าคะ?”

“เรื่องลึกซึ้งขนาดนี้ข้าก็ไม่รู้หรอก” เสิ่นหานเยว่โบกมือปฏิเสธ

“ถึงข้าจะเรียนรู้เรื่องการดูแลงานเรือนจากท่านแม่มาบ้าง แต่เรื่องพรรค์นี้… นางไม่เคยเอามาบอกข้าหรอก”

ตัวนางเองก็ยังเป็นสตรีที่ยังไม่ได้หมั้นหมาย จะไปก้าวก่ายล่วงรู้เรื่องการเลือกคู่ครองของญาติผู้น้องได้อย่างไร

ชุยลิ่งเหยาขมวดคิ้วแน่น รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างรับมือยากนัก

สตรีในยุคโบราณ เรื่องสำคัญอย่างการแต่งงานออกเรือน ส่วนใหญ่ล้วนตกอยู่ภายใต้การบงการของผู้อื่น

ในเมื่อนางมาอาศัยร่างเจ้าของเดิม ก็ต้องยอมรับข้อผูกมัดของฐานะนี้อย่างหลีกไม่พ้น

เสิ่นซื่อดูท่าทางจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อ ความปรารถนาสูงสุดก่อนตายก็คือการได้เห็นลูกสาวออกเรือนเป็นฝั่งเป็นฝา

ในสถานการณ์เช่นนี้… นางจะงัดเอาเหตุผลอันใดไปปฏิเสธได้?

เสิ่นหานเยว่เห็นสีหน้านางย่ำแย่ลง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปลอบใจ

“หากได้เป็นภรรยาเอก ต่อให้ชาติตระกูลของฝ่ายชายจะต่ำต้อยไปบ้าง แต่วันหน้าหากข้าออกเรือนไป ก็ยังชวนเจ้าออกมาเที่ยวเล่นพบปะสังสรรค์ได้… แต่หากเป็นเพียงอนุ...”

ก็คือบ่าวไพร่ดีๆ นี่เอง…

ต่อให้เป็นอนุที่มีหน้ามีตา หากนายหญิงไม่พยักหน้าอนุญาต การจะก้าวเท้าออกไปร่วมงานเลี้ยงก็เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน

และก็คงไม่มีฮูหยินตระกูลสูงศักดิ์บ้านไหน ยอมลดตัวลงมาคบค้าสมาคมกับอนุอย่างเท่าเทียม

รู้อยู่เต็มอกว่านางหวังดี ชุยลิ่งเหยาจึงกล่าวขอบคุณ แล้วอธิบายย้ำ

“ข้าไม่ได้มีความอาลัยอาวรณ์ในตัวท่านพี่หรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่... การต้องแต่งงานฝากชีวิตไว้กับชายแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน ในใจย่อมอดที่จะหวาดหวั่นมิได้”

ในฐานะหญิงสาววัยออกเรือนเหมือนกัน เสิ่นหานเยว่และเสิ่นหานอวิ๋นต่างก็เข้าใจความรู้สึกนี้ของนางดี

เสิ่นหานเยว่บังเกิดความสงสารจับใจ จึงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ

“เช่นนั้นข้าจะลองหาทางสืบดูให้ อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าคนที่ท่านแม่เลือกมา มีนิสัยใจคอ ความรู้ความสามารถ และชาติตระกูลเบื้องลึกเป็นอย่างไร จะปล่อยให้เจ้าถูกมัดมือชกแต่งงานไปแบบมืดแปดด้านไม่ได้เด็ดขาด!”

แต่นางเองก็เป็นเพียงคุณหนูในห้องหอ จะไปมีเส้นสายอะไรมากมายเพื่อสืบเรื่องของบุรุษภายนอกกัน

ชุยลิ่งเหยารู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อย และกำลังจะเอ่ยปากพูด…

แต่พลันนั้นประตูห้องโถงก็ถูกเปิดออก น้าชายและน้าสะใภ้ประคองยายของนาง... หรือ ‘หลี่ซื่อ’ เดินออกมา

หลี่ซื่อเป็นอนุที่มีหน้ามีตาที่สุดของท่านเสิ่นกั๋วกง ในอดีตตอนที่ท่านกั๋วกงไปรับราชการต่างเมือง ขุนนางท้องถิ่นเป็นคนจัดหามอบนางให้

นางเกิดในตระกูลขุนนาง บิดาและพี่ชายก็รับราชการอยู่ในราชสำนักเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังนัก และไม่ได้ประจำการอยู่ในเมืองหลวง

บุตรสายรองเพียงสองคนของท่านเสิ่นกั๋วกง ล้วนถือกำเนิดจากอนุเพียงคนเดียว เท่านี้ก็เพียงพอจะแสดงให้เห็นแล้วว่านางเป็นที่โปรดปรานมากเพียงใด

ในยามนี้, แม้อายุจะล่วงเลยวัยห้าสิบไปแล้ว แต่ผิวพรรณยังคงเต่งตึงเรียบเนียน ไม่เห็นริ้วรอยแห่งวัยเลย

ดูเผินๆ แล้วสุขภาพยังจะแข็งแรงกว่าเสิ่นซื่อผู้เป็นลูกสาวเสียด้วยซ้ำ

เพียงแต่เมื่อครู่คงเพิ่งจะผ่านการร้องไห้มา ดวงตาจึงยังคงแดงก่ำและบวมเป่ง

เมื่อเห็นหลานสาวสวมชุดสีเรียบๆ รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม สีหน้าของหลี่ซื่อก็ดูซับซ้อนขึ้น

นางกวักมือเรียกชุยลิ่งเหยาให้มาหา แล้วกำชับเสียงเบาว่า

“เหยาเหยาเอ๊ย อย่าได้ทำตัวให้แม่ของเจ้าต้องเหนื่อยใจอีกเลยนะ”

จบบทที่ บทที่ 28 เลือกคู่ครอง

คัดลอกลิงก์แล้ว