- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 27 ตอกย้ำความมั่นใจ
บทที่ 27 ตอกย้ำความมั่นใจ
บทที่ 27 ตอกย้ำความมั่นใจ
ลูกกระเดือกของเซี่ยจิ้นไป๋ขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง
ความบังเอิญมากมายหลายประการประกอบกันเข้า ทำให้เขาแทบจะมั่นใจได้เลยว่าแม่นางที่พักอยู่ข้างในเรือนนั้น… มีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล
เจ้าคือนางใช่หรือไม่?
หากเป็นนางจริงๆ …เช่นนั้นเมื่อฟื้นคืนชีพกลับมาแล้ว เหตุใดจึงไม่ยอมมาหาเขา
เหตุใดถึงต้องไปตามตื๊อขอเป็นอนุของเสิ่นถิงอวี้ด้วย!
ภายในห้อง, ชุยลิ่งเหยาล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง พยายามข่มตาลงเพื่อให้หลับ
เสียงพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมาที่ดังลอดผ่านหน้าต่าง พลันลอยเข้าหูเซี่ยจิ้นไป๋อย่างชัดเจน
…นางกำลังกลัดกลุ้มใจเรื่องอันใดอยู่ เหตุใดจึงนอนไม่หลับ?
เป็นเพราะความรักที่ไม่สมหวังต่อเสิ่นถิงอวี้อย่างนั้นหรือ ที่ทำให้นางกระสับกระส่ายจนข่มตาไม่ลง?
หรือเป็นเพราะเมื่อตอนกลางวันได้พบหน้าเขา?
การที่นางไม่ยอมแสดงตัว เป็นเพราะนางเปลี่ยนใจไปหลงรักเสิ่นถิงอวี้ใช่หรือไม่?
ยอมแม้กระทั่งลดตัวลงไปเป็นอนุภรรยา เพื่อจะได้...
ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่ยากจะบรรยาย แผ่ซ่านจากก้นบึ้งหัวใจจนลุกลามไปทั่วร่าง
เซี่ยจิ้นไป๋แหงนหน้าขึ้น เปลือกตาปิดลงแน่น
เขาแทบอยากจะพังประตูเข้าไปเค้นถามนางให้รู้แล้วรู้รอด
แต่เขาทำไม่ได้…
เขาต้องมั่นใจเสียก่อน มั่นใจอย่างถ่องแท้ว่าคนผู้นี้คือนาง
ต้องมั่นใจว่านางเปลี่ยนใจไปรักชายอื่นแล้วจริงๆ
แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง… แล้วเขาควรจะทำอย่างไร?
...แล้วหากไม่ใช่ จุดประสงค์ที่แท้จริงของนางคืออะไรกันแน่?
เขาต้องสืบเรื่องทั้งหมดนี้ให้กระจ่างแจ้งเสียก่อน
ผ่านไปเนิ่นนาน… จนถึงเพลาที่จันทราลอยเด่นอยู่กลางห้วงหาว
หลังจากพลิกตัวอีกครั้ง เสียงลมหายใจของหญิงสาวในห้องก็ค่อยๆ สม่ำเสมอขึ้น
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ ชุยลิ่งเหยารู้สึกคล้ายว่าหน้าต่างถูกเปิดออกอีกครั้ง
แต่เปลือกตาช่างหนักอึ้ง… นางคิดเพียงว่าตนเองฝันไป จึงพึมพำงึมงำในลำคอ ก่อนที่จะเข้าสู่ห้วงนิทรา
เซี่ยจิ้นไป๋ก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าว ก็มาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง หลุบตามองหญิงสาวที่หลับสนิทอยู่บนนั้น
นางนอนตะแคงหันหลังให้กำแพง และหันหน้ามาทางเขา ท่าทางดูเหมือนจะหลับไม่สนิทนัก หัวคิ้วเรียวงามขมวดมุ่น ราวกับพร้อมจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้ทุกเมื่อ
บนตัวห่มผ้านวมผืนบางเอาไว้ แต่เพราะขี้ร้อน จึงเอาผ้านวมมาก่ายทับไว้ใต้ขา
ขากางเกงนอนถกเลิกขึ้นมาอย่างซุกซน เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนครึ่งท่อนล่าง
เซี่ยจิ้นไป๋ปรายตามองเพียงแวบเดียวก็ไม่ได้จ้องมองต่อ สายตาของเขากลับไปจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของนางเขม็ง
สายตาของเขาดีเลิศ อาศัยเพียงแสงจันทร์ทอประกายที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ก็สามารถมองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน
เมื่อดวงตาผลซิ่งคู่สวยนั้นหลับพริ้มลง ใบหน้านี้ก็ไม่มีส่วนใดที่คล้ายคลึงกับเหยาเหยาของเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่เขากลับรู้สึกว่าไม่ว่าจะมองจากมุมไหน… ก็เหมือนมีนางอยู่ในนั้นไปเสียหมด
เป็นสามีภรรยากันมาสามปี รักใคร่ผูกพันกันลึกซึ้ง เขารู้จักนิสัยใจคอของนางดียิ่งกว่าตัวนางเองเสียอีก
ปฏิกิริยาตอบสนองที่หลีกเลี่ยงการใช้นิ้วชี้โดยสัญชาตญาณ... ใช่
ท่านอนก่ายขา เอียงหน้าซุกครึ่งหนึ่งลงกับหมอน… ใช่
มือซุกซ่อนอยู่ในผ้านวม… ใช่
แม้กระทั่งองศาการขมวดคิ้ว ก็ยังเหมือนมากเสียจนน่าตกใจ!
อาจจะเป็นเพราะสายตาของเขาร้อนแรงและดุดันเกินไป จนทำให้สตรีในห้วงนิทรารู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง
คนที่เดิมทีก็หลับไม่ค่อยสนิทอยู่แล้ว ลมหายใจจึงสะดุดไปชั่วจังหวะ คล้ายกับกำลังจะตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน
เซี่ยจิ้นไป๋ค้อมตัวลงเล็กน้อย ยื่นนิ้วไปสกัดจุดที่ลำคอของนางเบาๆ …จากนั้นปลายนิ้วของเขาเลื่อนขึ้นมา บีบคางของนางให้เชิดขึ้นอย่างไม่ลังเล
ผิวพรรณใต้ปลายนิ้วละเอียดอ่อนนุ่มนวล ใบหน้าของดรุณีน้อยปรากฏแก่สายตาของเขาอย่างชัดแจ้ง
คิ้วโก่งงอน, จมูกเชิดรั้น, รูปปากสวยงาม, มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยราวกับอมยิ้มอยู่ตลอดเวลา
เป็นใบหน้าที่แปลกตาโดยสิ้นเชิง…
ทว่าหัวใจของเซี่ยจิ้นไป๋กลับเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับตอกย้ำความมั่นใจบางอย่าง
เขาอยากจะสวมกอดนาง… กอดไว้ให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
เซี่ยจิ้นไป๋กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน ก่อนค่อยๆ โน้มใบหน้าลงที่ซอกคอขาวผ่องของนาง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก…
หญิงสาวไม่ได้ประทินโฉมด้วยแป้งหอมจนฉุนจมูก กลิ่นที่ลอยมามีเพียงกลิ่นหอมสดชื่นหลังจากการอาบน้ำเท่านั้น
และยังมีกลิ่น… ที่หอมหวานบางอย่าง…
ขนตาของเซี่ยจิ้นไป๋สั่นไหว ริมฝีปากพึมพำแผ่วเบาราวกับคนละเมอ
“เหยาเหยา...”
…………
บานหน้าต่างค่อยๆ ปิดสนิทลงตามเดิม
ร่องรอยการมาเยือนทั้งหมดถูกลบเลือนจนหมดสิ้น เซี่ยจิ้นไป๋เร้นกายออกมาจากจวนเสิ่นกั๋วกง แล้วหันไปสั่งการผู้ติดตามด้านหลัง
“ส่งคนไปจับตาดูนางไว้ให้ดี… แต่ละวันนางพูดอะไร ไปที่ไหน ทำอะไร...”
“ไม่ว่าจะเรื่องเสื้อผ้าหรืออาหารการกิน ทั้งของใช้ และนิสัยส่วนตัว ให้รายงานมาตามความจริงทุกกระเบียดนิ้ว ห้ามตกหล่นแม้แต่อย่างเดียว”
ในใจของเขานั่น… มั่นใจแล้วว่านางคือใคร
แต่เขาต้องการหลักฐานที่แน่ชัด หลักฐานมัดตัวที่ทำให้นางไม่อาจหาข้ออ้างปฏิเสธได้
และยังต้องสืบให้รู้แน่ชัดด้วยว่า… เหตุใดนางจึงไม่ยอมแสดงตัว เป็นเพราะอะไรกันแน่?
เมื่อตอนกลางวันบนรถม้า นางยังคิดจะเสนอหน้าช่วยคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่น ‘พิชิตใจ’ เขาอยู่เลย...
พิ-ชิต-ใจ-เขา!
จู่ๆ ความรู้สึกป่าเถื่อนโหดเหี้ยมก็พวยพุ่งขึ้นมาในใจลึกๆ ของเซี่ยจิ้นไป๋
หากนางกล้าเปลี่ยนใจไปรักเสิ่นถิงอวี้จริงๆ ซ้ำยังจะใจกว้างยกเขาใส่พานไปประเคนให้หญิงอื่นอีก
ก็อย่ามาหาว่าเขาลงมือฆ่าคนอย่างไร้ปรานีก็แล้วกัน!
เริ่มจากฆ่าเสิ่นถิงอวี้ทิ้งก่อน… แล้วตามด้วยเสิ่นหานเยว่…
หลี่หยงค้อมตัวรับคำสั่ง
เมื่อเห็นเจ้านายยืนตัวตรงแหน่ว รังสีอำมหิตแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จึงแข็งใจเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
“หมอหลวงกำชับสั่งไว้ว่า อาการบาดเจ็บของท่านอ๋องต้องได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ นี่ก็ยามสามแล้ว...”
คำพูดที่เหลือถูกเซี่ยจิ้นไป๋ยกมือขึ้นห้ามไว้
“ส่งคนไปบอกจ้าวสื้อเจี๋ย, ภรรยาของเขาป่วยหนัก ในเมื่อการเพียรเสาะหาหมอและยาไม่ได้ผล การจัดงานเลี้ยงใหญ่โตเพื่อแก้เคล็ดสะเดาะเคราะห์อาจจะได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง”
หลี่หยงโค้งคำนับรับคำสั่ง
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“อีกอย่างหนึ่ง...” เซี่ยจิ้นไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสั่งการเพิ่มเติมอีกสองสามประการ
ทุกเรื่องล้วนเกี่ยวข้องกับคนเก่าคนแก่ในอดีตทั้งสิ้น หลี่หยงจึงพอจะเดาเจตนาที่ซ่อนอยู่ของเจ้านายออก…
เหตุใดเจ้านายผู้ปราดเปรื่องและเฉียบแหลมของเขา ถึงได้มั่นใจนักหนาว่าคุณหนูสายรองแห่งจวนกั๋วกงผู้นี้ คือพระชายาที่ยืมศพคืนวิญญาณ และกลับมาเกิดใหม่ได้จริงๆ
นอกจากความปวดใจที่มีต่อความยึดติดของเจ้านายแล้ว หลี่หยงก็ยังแอบมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน
หวังว่าเจ้านายของเขา… จะไม่ต้องเผชิญกับความผิดหวังซ้ำสองอีก
…………
เช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อชุยลิ่งเหยาลืมตาตื่นนอนขึ้นมา พลันได้กลิ่นอายบุรุษที่แสนคุ้นเคยลอยอวลเจือจางอยู่ในอากาศ
แต่นางก็คิดว่าตนอาจจะตาฝาดจมูกเพี้ยนไปเอง…
นี่คือห้องนอนของคุณหนูสายรองจวนกั๋วกง เซี่ยจิ้นไป๋จะมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร
นางลุกขึ้นแต่งตัวแต่งหน้าจนเสร็จเรียบร้อย ก่อนเดินตรงไปที่เรือนหลัก เพื่อจะกินมื้อเช้าเป็นเพื่อนเสิ่นซื่อ
แต่นางกลับพบว่ามารดาของเจ้าของร่างยังไม่ตื่นนอน…
แม่นมคนสนิทที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย มีรอยแดงช้ำจากการอดนอนที่หางตา
เมื่อเห็นนางเดินเข้ามา ก็รีบกระซิบเสียงเบา
“เมื่อคืนนี้ฮูหยินอาเจียนไปถึงสองรอบ ไม่ได้นอนพักเลยทั้งคืน เพิ่งจะหลับไปเมื่อครู่นี้เองเจ้าค่ะ”
เสิ่นซื่อเป็นมารดาที่รักลูกสุดหัวใจ ทุกครั้งที่อาการป่วยกำเริบหนักในตอนกลางคืน นางไม่เคยยอมให้บ่าวไพร่ไปรบกวนการนอนของลูกสาวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ชุยลิ่งเหยาขมวดคิ้วมุ่น
“ได้ให้คนไปตามหมอมาหรือยัง?”
“หมอประจำจวนมาตรวจเมื่อเช้าตรู่แล้วเจ้าค่ะ บอกว่าเป็นแค่โรคเก่ากำเริบ สั่งเทียบยาบำรุงให้แล้ว”
ปากก็บอกว่ายาบำรุง แต่ทุกคนในจวนกั๋วกงต่างก็รู้ดีแก่ใจว่าร่างกายของเสิ่นซื่อมาถึงจุดที่น้ำมันตะเกียงใกล้เหือดแห้งแล้ว
ตอนนี้ก็ทำได้แค่ยื้อเวลาออกไปวันๆ เท่านั้น ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
เมื่อวานยังพูดจาปลอบโยนนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอยู่เลย แต่วันนี้กลับล้มป่วยจนลุกไม่ขึ้นเสียแล้ว
ชุยลิ่งเหยาอธิบายความรู้สึกโหวงเหวงในใจของตัวเองไม่ถูก
ระหว่างพวกนางไม่มีความผูกพันฉันสายเลือดโดยแท้จริง หากไม่ใช่เพราะร่างกายของเจ้าของร่างเดิมดึงดูดวิญญาณของนางเข้ามาสวมรอย
ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอของเสิ่นซื่อ… ย่อมทนรับความเสียใจที่ต้องสูญเสียลูกสาวไม่ได้แน่ ดีไม่ดีเมื่อวานก็คงตรอมใจตายตามลูกสาวไปแล้ว
แม้นางไม่รู้สึกว่าตนติดค้างบุญคุณของมารดาผู้นี้ แต่อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกที่ตกค้างจาดเจ้าของร่างเดิม ในใจของนางจึงรู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก…
ชุยลิ่งเหยาไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวเลยสักคำ
ข่าวที่ว่าหมอประจำจวนถูกเรียกตัวมาแต่เช้าตรู่ และอาการป่วยของเสิ่นซื่อทรุดหนักลง
คนที่สมควรจะรู้ ก็ได้รับรู้กันอย่างรวดเร็ว
ถึงอย่างไรนางก็เป็นถึงบุตรสาวของเจ้าจวน ยิ่งไปกว่านั้นท่านกั๋วกงก็ยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็คือบิดาแท้ๆ ของเสิ่นซื่อ
ต่อให้เป็นเพียงลูกสายรอง แต่ก็เป็นสายเลือดเดียวกัน
หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นมา ก็คงเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดที่คนผมขาวต้องมาส่งคนผมดำ
ไม่มีใครในจวนกล้านิ่งนอนใจ วันนี้เรือนเล็กที่เคยเงียบเหงาของสองแม่ลูก จึงคึกคักจอแจขึ้นมาถนัดตา
เริ่มจากอนุเสิ่น… ผู้เป็นมารดาของเสิ่นซื่อ มาร้องไห้สะอึกสะอื้นกอดลูกสาวอยู่ยกใหญ่
นางร้องไห้คร่ำครวญยังไม่ทันจบ นายท่านสี่แห่งจวนกั๋วกง ซึ่งเป็นน้องชายร่วมมารดาของเสิ่นซื่อ ก็พาลูกเมียมาเยี่ยมอาการพี่สาว
บรรดาผู้ใหญ่จับกลุ่มคุยกันหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ข้างใน ส่วนชุยลิ่งเหยากับลูกพี่ลูกน้องหญิงอีกคน ก็นั่งจ้องหน้ากันไปมาอยู่ในลานด้านนอก
หากจะถามว่าในจวนกั๋วกงแห่งนี้ เจ้าของร่างเดิมไม่ถูกชะตากับใครที่สุด
ก็คงเป็นญาติผู้น้องคนนี้นี่แหละ…