- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 26 ไม่มีเรื่องใดที่เขาไม่กล้าทำ
บทที่ 26 ไม่มีเรื่องใดที่เขาไม่กล้าทำ
บทที่ 26 ไม่มีเรื่องใดที่เขาไม่กล้าทำ
เขายืนนิ่งอึ้งราวกับคนโง่งม ร่างกายแข็งทื่อไปทุกสัดส่วน ยืนหยัดไม่ไหวติงอยู่นานแสนนาน
ภายในห้องหนังสือตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า
จนกระทั่งเปลวเทียนวูบไหวเบาๆ ตามแรงลมที่พัดทะลุหน้าต่างเข้ามา เซี่ยจิ้นไป๋ถึงได้สติกลับคืน
เขารีบก้าวอ้อมโต๊ะหนังสือ สาวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหลี่หยง
“เจ้าแน่ใจนะว่าชุยหมิงรุ่ยเพิ่งเคยพบนางเป็นครั้งแรก?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นแฝงความตึงเครียดอย่างหนัก
หลี่หยงใจกระตุกวูบ ตอบกลับอย่างหนักแน่นเด็ดขาด
“กระหม่อมขอเอาชีวิตเป็นประกัน เรื่องนี้ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
แวดวงของคุณหนูในห้องหอกับบุรุษที่ออกเรือนแล้ว เดิมทีก็แบ่งแยกแตกต่างกันอย่างชัดเจน
อีกทั้งเผยซูเหยาเพิ่งจะย้ายมาอยู่เมืองหลวงได้เพียงสามปี ในช่วงสามปีนี้นางออกไปร่วมงานเลี้ยง ไปไหว้พระ หรือแม้แต่ล่องเรือชมทะเลสาบก็นับครั้งได้
ย่อมไม่มีโอกาสได้พานพบกับชุยหมิงรุ่ยเลยแม้แต่น้อย
งานเลี้ยงชมดอกบัวที่โรงน้ำชาวันนี้ ผิงอ๋องและพระชายาจัดขึ้นเพื่อเลือกคู่ครองให้บุตรสาว ท่านหญิงอันหนิงมีความสัมพันธ์อันดีกับน้องสาว จึงตั้งใจพาสามีมาร่วมงานด้วย
มิเช่นนั้นชุยหมิงรุ่ยที่เป็นบุรุษมีภรรยาแล้ว จะมาร่วมงานเลี้ยงดูตัวเช่นนี้ได้อย่างไร
ดังนั้นพวกเขาจึงเพิ่งเคยพบหน้ากันเป็นครั้งแรกจริงๆ
จิตใจของเซี่ยจิ้นไป๋สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เขายกมือกดหว่างคิ้วที่ปวดตุบๆ ไว้แน่น ภาพเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายที่ชุยหมิงรุ่ยช้อนร่างของนางขึ้นอุ้มอย่างคล่องแคล่ว ผุดซ้อนขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในหัว
เขารู้จักพี่ชายของภรรยาคนนี้ดี ภายนอกแม้นจะดูอ่อนโยนดุจหยก และมีนิสัยดีเป็นเลิศ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคนที่เว้นระยะห่างกับผู้อื่นอย่างชัดเจน
ทั้งยังไม่ใช่บุรุษที่มักมากในกามารมณ์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะทำตัวไร้ขอบเขตกับหญิงสาวที่เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรก
ซ้ำนางยังจำคนผิดคิดว่าเขาเป็นพี่ชาย และกำลังโดนพิษยาปลุกกำหนัดเล่นงาน
แล้วมันเป็นเพราะเหตุใดกันเล่า?
ความคิดหนึ่งที่ถูกกดข่มไว้อย่างมิดชิด พลันผุดวาบขึ้นมาในหัวอย่างยากจะระงับ
อารมณ์ความรู้สึกนั้นรุนแรงเกินไป จนร่างกายของเซี่ยจิ้นไป๋แทบหมดแรง
เขาผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว สองมือยันโต๊ะหนังสือเอาไว้แน่น
“ท่านอ๋อง!”
หลี่หยงรีบพุ่งตัวเข้าไปพยุง แต่กลับถูกเซี่ยจิ้นไป๋ยกมือขึ้นปรามไว้
ลูกกระเดือกของเขาขยับเลื่อนขึ้นลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“เรื่องราวบทที่สามในหนังสือ ‘คำเล่าขานตำนานใหม่’ เจ้าเคยอ่านหรือไม่?”
ในฐานะคนสนิทในหมู่คนสนิท หลี่หยงย่อมไม่ใช่พวกดีแต่ใช้กำลัง เขาเองก็อ่านหนังสือมาไม่น้อย
‘คำเล่าขานตำนานใหม่’ เป็นหนังสือต้องห้ามในอดีตราชวงศ์ เนื้อหาล้วนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับในหมู่ชาวบ้านและเรื่องราวประหลาดพิสดารในใต้หล้า
มีทั้งหมดเก้าสิบเก้าบท ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับเรื่องภูตผีปีศาจทั้งสิ้น
บทที่สามเล่าถึงบัณฑิตยากจนในราชวงศ์ก่อน ที่เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อสอบขุนนาง…
หลังจากสอบผ่านเป็นจิ้นสื้ออย่างราบรื่น กลับถูกคนลอบทำร้ายและถูกสวมรอยแย่งชิงตัวตนไป
บัณฑิตผู้นั้นเกิดในครอบครัวชาวนา ไม่สันทัดการพูดจาพาที ซ้ำยังไม่มีสหายร่วมเรียนที่สนิทสนมคุ้นเคย
ส่วนคนที่มาสวมรอยแทนนั้น มาจากตระกูลที่มีอิทธิพลและมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว
พวกเขาลอบสังหารบิดามารดารวมถึงลูกเมียที่สามารถจดจำตัวตนของบัณฑิตได้จนหมดสิ้น แล้วสวมรอยเข้ารับตำแหน่งขุนนางอย่างราบรื่น
ตามหลักการแล้ว… นี่ควรจะเป็นคดีฆาตกรรมอำพรางที่แนบเนียนไร้ที่ติ
แต่ทว่าหลังจากบัณฑิตผู้นั้นตายไป เขากลับได้พานพบปาฏิหาริย์ยืมศพคืนวิญญาณ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในร่างของคุณชายตระกูลสูงศักดิ์
สุดท้ายเขาก็ได้ลงมือแก้แค้น สังหารศัตรูด้วยน้ำมือตนเองอย่างสาสม
ในเวลาเช่นนี้… การที่ผู้เป็นนายจู่ๆ ก็หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด
มันหมายความว่าอย่างไร หลี่หยงย่อมเข้าใจดี…
พระชายาจากไปถึงสามปีแล้ว แต่เจ้านายของเขาก็ยังก้าวข้ามความสูญเสียไปไม่ได้
การชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืน กลายเป็นความหมกมุ่นเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเขา
เพื่อการนี้… ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ใช้ได้ผล หรือจะเป็นวิชามารที่ไม่ควรใช้ เขาล้วนดันทุรังลองมาจนหมดสิ้น
เวลาสามปีที่ผ่านมา องค์ชายผู้สูงศักดิ์กลับใช้ชีวิตประหนึ่งซากศพเดินได้
บัดนี้เมื่อได้พานพบกับแม่นางผู้หนึ่ง ที่มีคำพูดและการกระทำแปลกประหลาด
ปฏิกิริยาแรกของเขา กลับเป็นการคิดเข้าข้างตัวเองว่าพระชายาอาจจะพานพบปาฏิหาริย์ยืมศพคืนวิญญาณ ฟื้นคืนชีพกลับมาแล้วเช่นกัน
นี่ใช่เจ้านายผู้เยือกเย็นและปราดเปรื่องคนเดิมของเขาจริงๆ หรือ?
ทว่าเมื่อเทียบกับความปวดใจของหลี่หยง แววตาของเซี่ยจิ้นไป๋ในยามนี้กลับสว่างวาบขึ้นมาอย่างน่าตกใจ
“คำทำนายของนักบวชใหญ่เผ่าเชียง มิใช่เรื่องเหลวไหลจริงๆ”
ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงส่งและกุมอำนาจไว้ในมือ ย่อมได้พบเห็นและได้ยินเรื่องราวลี้ลับมากกว่าชาวบ้านธรรมดามากมายนัก
บนโลกใบนี้มีเรื่องราวที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยหลักเหตุผลอยู่อีกมาก และก็ไม่เคยขาดแคลนผู้ที่ได้พานพบกับปาฏิหาริย์
นับตั้งแต่ชุยลิ่งเหยาจากไป เซี่ยจิ้นไป๋ได้เสาะหาเรื่องราวลี้ลับมาอ่านนับไม่ถ้วน
ถึงขั้นดั้นด้นออกเดินทางไปตามหาสถานที่ในเรื่องเล่าเหล่านั้น และได้พบเจอกับตัวเอกในตำนานเหล่านั้นมาแล้วมากมาย
สำหรับเขาในตอนนี้… ไม่ว่าจะเรื่องภูตผีหรือปาฏิหาริย์ เขาล้วนหลงเชื่ออย่างสนิทใจเต็มสิบส่วน
เขาตั้งหน้าตั้งตาทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกวิญญาณของชุยลิ่งเหยากลับมา หวังชุบชีวิตให้นางฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
ผู้มีวิชาอาคมทั่วทั้งราชวงศ์ต้าเยว่เท่าที่จะพลิกแผ่นดินหาได้ ล้วนถูกเขาจับตัวมาจนหมดสิ้น
เขาทั้งข่มขู่ทั้งบังคับ และหลอกล่อด้วยผลประโยชน์มหาศาล
ลับดาบเพชฌฆาตเงื้อรอเล่มแล้วเล่มเล่า บังคับให้เหล่านักพรตร่ายรำทำพิธีเรียกวิญญาณ
ทว่าก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า… ต้องเผชิญกับความสิ้นหวังซ้ำไปซ้ำมา
ท้ายที่สุด, จึงได้ล่วงรู้ความลับจากปากของเจ้าอาวาสเฒ่าแห่งวัดหลิงอิ่น ที่ถูกใช้งานจนแทบจะกระอักเลือดตายว่า…
นักบวชใหญ่เผ่าเชียง เชี่ยวชาญศาสตร์การทำนายดวงชะตา
วิชานับนิ้วผูกดวงของคนผู้นี้ ถือเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า ไร้ผู้เทียมทาน
เขาสามารถทำนายได้ว่าเหตุใดวิญญาณของชุยลิ่งเหยาจึงไม่ยอมหวนคืนร่าง และยังสามารถทำนายได้ว่าบุพเพวาสนาฉันสามีภรรยาของพวกเขาทั้งสอง ขาดสะบั้นลงแล้วจริงๆ หรือไม่
ดังนั้นเซี่ยจิ้นไป๋จึงนำทัพออกรบที่สมรภูมิชายแดนใต้ เพื่อจับเป็นนักบวชใหญ่เผ่าเชียง
บีบบังคับให้อีกฝ่ายใช้เลือดเซ่นสรวง ทำนายดวงชะตาติดกันถึงสามครั้งสามครา
คำตอบของผลทำนายทั้งสามครั้งล้วนเหมือนกันหมด… นั่นคือวาสนายังไม่สิ้นสุด
พวกเขาจะมีวันที่ได้หวนกลับมาสานต่อบุพเพกันอีกครั้งอย่างแน่นอน
เซี่ยจิ้นไป๋เชื่ออย่างสนิทใจ…
หรือพูดให้ถูกก็คือ ที่เขายังมีชีวิตหยัดยืนอยู่ได้ ก็เพราะยึดมั่นในความหวังอันริบหรี่ที่เกิดจากความเชื่อนี้
เหยาเหยาของเขา… สักวันหนึ่งจะต้องกลับมา
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เซี่ยจิ้นไป๋ถึงได้พอจะมีชีวิตชีวาเหมือนมนุษย์มนาขึ้นมาบ้าง
และบัดนี้, หลังจากเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน นานเสียจนแทบจะสิ้นหวัง
ในที่สุดก็มีแม่นางผู้หนึ่ง ที่ดูเหมือนจะเป็น ‘นาง’ ปรากฏตัวขึ้นมาจริงๆ
ตอนที่โดนฤทธิ์ยาจนสติเลอะเลือน นางเรียกชุยหมิงรุ่ยว่าพี่ชาย ทั้งไว้วางใจ ทั้งพึ่งพาอาศัย
แต่สายตาของนางยามที่มองเขากลับเต็มไปด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว
ยามเมื่อเผชิญหน้ากับนาง… หัวใจของเขาก็กลับมาเต้นรัวตามแรงตามสัญชาตญาณ มันกำลังโห่ร้องกู่ก้องด้วยความยินดีปรีดา
เซี่ยจิ้นไป๋ยกมือขึ้นทาบแผ่นอกของตน…
จึงรู้ว่าหัวใจดวงนี้ปรารถนาอยากจะไปพบนางอีกครั้ง
อยากจะไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่าภายใต้รูปลักษณ์เปลือกนอกนั้น วิญญาณที่แท้จริงจะใช่คนที่เขาเฝ้าคะนึงหาอย่างบ้าคลั่งหรือไม่
ขอเพียงเป็นสิ่งที่เซี่ยจิ้นไป๋ปรารถนา ก็ไม่มีเรื่องใดในหล้าที่เขาไม่กล้าลงมือ
เขายืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างฉับพลัน ผลักบานประตูห้องหนังสือให้เปิดออกกว้าง แล้วก้าวยาวๆ ออกไปทันที
………
จวนเสิ่นกั๋วกง
ยามดึกสงัด, ชุยลิ่งเหยานอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมาบนเตียงจนหลับไม่ลง
ทั้งที่เมื่อตอนบ่ายต้องฝืนต้านฤทธิ์ยาจนสิ้นเปลืองแรงกายไปมหาศาล และร่างกายเหนื่อยล้าเต็มทีแล้วแท้ๆ แต่นางกลับไม่รู้สึกง่วงงุนเลยสักนิด
จู่ๆ ก็ได้กลับมายังราชวงศ์ต้าเยว่อีกครั้ง ซ้ำยังต้องเปลี่ยนมาอยู่ในฐานะที่แปลกประหลาด
ฐานะที่ไม่ได้สูงส่งเหมือนตอนเป็นคุณหนูสายตรงของจวนโหว ไม่มีทั้งบิดามารดาและพี่ชายคอยปกป้องทะนุถนอม ซ้ำยังอาจถูกจับคลุมถุงชนให้แต่งงานเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ในใจของนางจึงอดไม่ได้ที่จะกลัดกลุ้มว้าวุ่น มิหนำซ้ำยังได้ฟังเรื่องราวของเฉินหมิ่นโหรวมาอีก
เฉินหมิ่นโหรวกำลังจะตาย…
และสามีที่เคยรักใคร่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ก็ดันวางแผนจะแต่งงานกับน้องสาวคนเล็กของนาง
เหตุใดเรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้... สรุปแล้วเฉินหมิ่นโหรวป่วยเป็นโรคอันใดกันแน่...
และนางจะพอช่วยเหลืออะไรสหายได้บ้าง?
บัดนี้นางเปลี่ยนมาอยู่ในร่างใหม่ ฐานะตระกูลแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แค่คิดจะขอไปเยี่ยมเยียนสหายเก่าก็ยังยากเย็นแสนเข็ญแล้ว
สายลมยามค่ำคืนพัดโชยเข้ามาระลอกหนึ่ง ทำให้บานหน้าต่างขยับไหวเบาๆ
ชุยลิ่งเหยาเงยหน้าขึ้นมองออกไปด้านนอก
คืนนี้นางไม่ได้ให้จือชิวมานอนเฝ้าไข้ แต่สาวใช้ตัวดีถึงขั้นลืมปิดหน้าต่างไปแล้วหรือเนี่ย
ยากันยุงในกระถางนั่น ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกยุงกัดจนเป็นตุ่มแดง ชุยลิ่งเหยาจึงลุกจากเตียง เดินตรงไปที่หน้าต่าง ตั้งใจจะดึงบานหน้าต่างปิดให้สนิท
ถึงอย่างไรก็มีม่านมุ้งลวดขึงกั้นไว้อยู่ ปิดทึบไปก็คงไม่ทำให้ห้องอบอ้าว
มือเรียวขาวผ่องยื่นทะลุออกมาจากในห้อง จับขอบบานหน้าต่างแล้วค่อยๆ ดึงรั้งเข้ามา
ทว่าเซี่ยจิ้นไป๋กลับยืนแนบชิดอยู่กับกำแพงใต้ขอบหน้าต่างบานนั้น!
เขากลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ… สายตาจ้องเขม็งไปยังปลายนิ้วมือสองนิ้วที่กระดกงอขึ้นเล็กน้อยของนางโดยไม่กะพริบ
หัวคิ้วของเขาพลันกระตุกอย่างแรง
สิ้นเสียง ‘แอ๊ด’ บานหน้าต่างก็ถูกดึงปิดจนสนิท
แพขนตาของบุรุษหนุ่มสั่นไหว ร่างกายสูงใหญ่ตั้งตระหง่านราวกับรูปปั้นหยกดำ
เขากลืนหายไปในความมืดมิดโดยไม่ไหวติง
เขาจำได้ดี... ในงานล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น
นางง้างคันธนูแต่ไม่ทันระวัง จึงถูกสายธนูบาดเข้าที่นิ้วชี้
บาดแผลครั้งนั้นลึกมาก จนนางไม่สามารถใช้งานนิ้วนั้นได้นานค่อนครึ่งปี
ภายหลังเมื่อแผลหายดีแล้ว เวลาจะหยิบจับสิ่งของในชีวิตประจำวัน นางจึงติดนิสัยกระดกนิ้วชี้ขึ้นเบาๆ
ไม่ยอมออกแรงที่นิ้วนั้นไปโดยปริยาย…