เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 เขาไม่เชื่อ!

บทที่ 25 เขาไม่เชื่อ!

บทที่ 25 เขาไม่เชื่อ!


ท่านป้าใหญ่ที่เสิ่นซื่อเอ่ยถึง ก็คือมารดาของเสิ่นถิงอวี้ ภรรยาของซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกงนั่นเอง

ผู้ที่มีฐานะสูงส่งเช่นนี้ยอมออกหน้าเป็นแม่สื่อให้ ย่อมเป็นการประกาศให้รู้ทั่วกันว่าชุยลิ่งเหยาไม่ใช่หญิงกำพร้าที่ไร้ที่พึ่งพิง แต่มีจวนเสิ่นกั๋วกงคอยหนุนหลังอยู่

หากเจ้าของร่างเดิมยอมเชื่อฟังมารดาแต่โดยดี เลือกแต่งงานกับบุรุษที่มีอนาคตไกลสักคน

ด้วยฐานะหลานสาวจวนกั๋วกง ชีวิตความเป็นอยู่ของนางย่อมไม่ตกระกำลำบาก

หากวันหน้าสามีได้ดิบได้ดี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ การจะได้เป็นภรรยาขุนนางใหญ่ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว

น่าเสียดายที่นางเอาแต่ดันทุรังจะเอาชนะใจเสิ่นถิงอวี้ให้ได้

ไม่เพียงแต่ต้องมาตายอย่างกะทันหันเพราะผลจากผงเสน่ห์ยาแฝด ยังดึงดูดวิญญาณของนางให้เข้ามาสวมร่างแทนอีก ทำให้นางต้องมาเผชิญหน้ากับมารดาที่น่าสงสารผู้นี้

ชุยลิ่งเหยารู้สึกอึดอัดใจจนไม่อาจเอ่ยคำโกหกออกไปได้

นางก้มหน้าเงียบไปพักหนึ่ง เสิ่นซื่อก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“หากยังไม่เจอคนที่ถูกใจก็ช่างเถิด… ลูกยังเด็กนัก จะไปดูคนออกทะลุปรุโปร่งได้อย่างไร หากถูกคนเลวหลอกลวงเอา จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่”

นางไม่อยากบีบคั้นบุตรสาว จึงได้แต่ถอนหายใจยาว

ในใจครุ่นคิดว่าถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็คงต้องรบกวนพี่สะใภ้ใหญ่ ช่วยเป็นธุระมองหาให้สักหน่อย

พี่สะใภ้ใหญ่เป็นถึงนายหญิงของจวนซื่อจื่อ กุมอำนาจดูแลความเรียบร้อยในจวนกั๋วกงมาหลายปี สายตาในการมองคนเฉียบแหลมเพียงใด ให้นางมาช่วยเลือกคู่ครองให้บุตรสาว ย่อมทำให้วางใจได้มากกว่า

ชุยลิ่งเหยาขมวดคิ้วแน่น…

เพิ่งจะได้คุยกับเสิ่นซื่อเพียงไม่กี่ประโยค นางก็เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองลึกซึ้งยิ่งขึ้น

กำพร้าทั้งบิดาและพี่ชาย ต้องมาอาศัยพึ่งใบบุญบ้านญาติฝั่งแม่

อายุเพิ่งถึงวัยปักปิ่น สิบหกปีบริบูรณ์

มารดาป่วยหนัก ร้อนใจอยากเห็นลูกสาวได้ที่พึ่งพิงที่ดีก่อนที่ตนจะหลับตาลง

สถานการณ์บีบคั้นเช่นนี้… การแต่งงานแทบจะเป็นเรื่องที่จ่อคอหอยอยู่แล้ว

คงเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง เจ้าของร่างเดิมถึงได้หน้ามืดตามัว ถึงขั้นใจกล้าวางยาเสิ่นถิงอวี้

ตอนนี้เจ้าของร่างเดิมพ้นทุกข์ไปแล้ว เปลี่ยนเป็นชุยลิ่งเหยามาสวมรอยแทน เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ นางเองก็นึกหาเหตุผลที่จะปฏิเสธการแต่งงานไม่ออก

หากต้องทำไปเพื่อความสบายใจของมารดา ดูเหมือนว่านางก็จำเป็นต้องแต่งงาน

ไม่อาจปฏิเสธได้เลย…

เว้นเสียแต่ว่านางจะทำภารกิจสำเร็จ และหนีออกจากโลกนี้ไปได้ก่อนจะถึงวันแต่งงาน

แต่เห็นได้ชัดว่ายากยิ่งนัก…

ไม่นับเรื่องจุกจิกอื่น เช่นเรื่องการตั้งครรภ์สิบเดือน กว่าลูกของเซี่ยจิ้นไป๋จะคลอดออกมา ก็ต้องใช้เวลาร่วมปีอีก

แต่ดูจากสุขภาพของเสิ่นซื่อ… เกรงว่าจะอยู่ไม่ถึงปี

คืนนั้นชุยลิ่งเหยานอนพลิกไปพลิกมาจนหลับไม่ลง ไม่รู้จะแก้ปัญหาตรงหน้านี้อย่างไรดี

มีวิธีไหนที่จะทำให้นางไม่ต้องแต่งงานบ้างไหมนะ...

หรือหากจะต้องแต่งจริงๆ นางจะสามารถหาการแต่งงานแบบในนาม, ไม่มีความรักมาเกี่ยวข้อง, ไม่ต้องร่วมเตียงเคียงหมอน

งานแต่งแบบนั้นจะมีจริงหรือ?

…………

จวนอวี้อ๋อง

พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่น แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมายังโลกมนุษย์

เสียงแมลงเรไรดังแว่วเข้ามาทางหน้าต่าง พร้อมกับสายลมในค่ำคืนฤดูร้อน

ภายในห้องหนังสือยังคงสว่างไสว เซี่ยจิ้นไป๋อยู่ในชุดลำลอง เสื้อคอไขว้แขนแคบ นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ

ในมือถือม้วนบันทึกคดีที่หน่วยองครักษ์อวี่หลินนำมาถวายเป็นการด่วน

เขาค่อยๆ คลี่ออกดู…

คำสั่งให้สืบประวัติเผยซูเหยาเพิ่งสั่งการไปเมื่อตอนบ่าย ผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม ก็ได้ผลลัพธ์แล้ว

ประวัติชีวิตตลอดสิบหกปีของเผยซูเหยาถูกสืบเสาะมาจนหมดเปลือก บัดนี้กลายเป็นตัวอักษรในม้วนบันทึกที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา

ชีวิตของคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมในห้องหอ ไม่มีเรื่องราวโลดโผนตื่นเต้นอะไรนัก

เกิดมาได้สองปี… บิดาก็เสียชีวิต

สิบเอ็ดปีหลังจากนั้น อาศัยอยู่ที่เมืองผิงโจว โดยมีมารดาที่เป็นม่ายเลี้ยงดูมาเพียงลำพัง

ในช่วงเวลานั้น สองแม่ลูกต้องทนรับการหมางเมินจากคนในตระกูลเผยไม่น้อย แต่เพราะเกรงใจที่เสิ่นซื่อมีพื้นเพมาจากจวนกั๋วกง คนตระกูลเผยจึงไม่กล้าทำอะไรเกินเลยนัก

ต่อมาร่างกายของเสิ่นซื่อเริ่มทรุดโทรมลงทุกวัน ด้วยเกรงว่าหากตนตายไป ลูกสาวจะถูกคนตระกูลเผยทำลายอนาคต จึงยืนกรานพาลูกสาวและสินเดิมของตนกลับมายังเมืองหลวง

เดือนสิบสองกลางฤดูหนาวเมื่อสามปีก่อน เผยซูเหยาในวัยสิบสามปี ก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในจวนกั๋วกง

สีหน้าของบุรุษที่สงบนิ่งมาตลอดพลันเคร่งเครียด อารมณ์ในแววตาสั่นไหวอย่างรุนแรง แฝงไว้ด้วยความตายด้านอันแดงก่ำ

เขาจ้องเขม็งไปยังตัวอักษรสีดำที่เขียนว่า…

‘เดือนสิบสองกลางฤดูหนาวเมื่อสามปีก่อน’

‘นาง’ มาถึงเมืองหลวงเมื่อสามปีก่อน

…หรือนี่จะเป็นแค่ความบังเอิญ?

จะมีเรื่องบังเอิญมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

หัวใจที่เคยแห้งผากตายด้านมาเนิ่นนาน กลับเต้นนะรัวสั่นไหว ราวกับว่ากำลังจะมีน้ำพุแห่งความหวังสายใหม่ผุดขึ้น

ลูกกระเดือกของเซี่ยจิ้นไป๋ขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง เขาหลับตาลงแน่น พยายามอย่างหนักที่จะระงับจังหวะการเต้นของหัวใจไว้

เขาก้มหน้าอ่านต่อไป…

ปัจจุบัน, เผยซูเหยาอายุสิบหกปี อยู่เมืองหลวงมาสามปี นางก็หลงรักญาติผู้พี่คนโตของนางมาสามปีเช่นกัน

เนื้อหาส่วนใหญ่ในม้วนบันทึก ล้วนเป็นเรื่องโง่เขลาที่นางทำเพื่อเสิ่นถิงอวี้

มอบถุงหอม, มอบขนม, มอบน้ำแกงบำรุง

ไปดักรอระหว่างทาง, แกล้งทำเป็นยืนไม่อยู่, หวังจะล้มพับเข้าไปในอ้อมกอดของเขา

ได้ยินมาว่าเสิ่นถิงอวี้ชอบฟังเสียงพิณ ก็อุ้มพิณเหยาฉินบุกเข้าไปในห้องหนังสือของเขาในยามวิกาล หมายจะบรรเลงเพลงให้ฟัง

เมื่อถูกปฏิเสธก็ยอมทิ้งศักดิ์ศรี สารภาพความในใจออกไปตรงๆ

วางตัวต่ำต้อยถึงขีดสุด ไม่คิดอาจเอื้อมถึงตำแหน่งภรรยาเอก แม้แต่อนุภรรยาที่มีหน้ามีตาก็ไม่กล้าหวัง

ขอเพียงแค่ได้ชื่อว่าเป็นอนุทั่วไป… นางก็พอใจแล้ว

อวี่หลินเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของเซี่ยจิ้นไป๋ มีวิธีการสืบข่าวที่ลี้ลับและเข้าถึงได้ทุกซอกทุกมุม

ประกอบกับเพื่อป้องกันข้อครหา ในคืนนั้นที่หน้าห้องหนังสือของเสิ่นถิงอวี้ ก็มีบ่าวไพร่รับใช้เฝ้าอยู่หลายคน เรื่องนี้จึงไม่ใช่ความลับ ม้วนบันทึกจึงจดรายละเอียดไว้ถี่ยิบ

การกระทำของเผยซูเหยาในคืนนั้น ที่ไม่เพียงแต่เสนอตัวเป็นอนุ แต่ยังถึงขั้น ‘ตั้งใจจะเปลื้องผ้า เสนอตัวร่วมเตียง’ เอาไว้อย่างชัดเจน

อ่านถึงตรงนี้… เซี่ยจิ้นไป๋ก็ขบกรามแน่นจนปวดขมับ เส้นเลือดเต้นตุบๆ

เขาข่มความขุ่นเคืองใจและหึงหวงเอาไว้ ก่อนกวาดสายตาอ่านต่อไป

ไม่นาน… บันทึกก็เล่ามาถึงเรื่องราวในวันนี้

ช่วงบ่าย, ตอนที่เขาพบนาง นางก็โดนพิษยาปลุกกำหนัดจริงๆ

มันคือผงเสน่ห์ยาแฝด

นางเป็นคนเตรียมมา ตั้งใจจะวางยาเสิ่นถิงอวี้ แต่กลับพลาดท่ากินเข้าไปเอง

เรื่องราวทั้งหมดเต็มไปด้วยความโง่เขลาและไร้สาระ

เซี่ยจิ้นไป๋อดไม่ได้ที่จะสงสัย ว่าตัวเองคาดเดาผิดไปหรือเปล่า…

เพราะเหยาเหยาของเขา ภายนอกดูเหมือนจะหัวอ่อนว่าง่าย แต่แท้จริงแล้วเป็นคนใจดำ เย่อหยิ่งจองหอง และขี้งกเป็นที่สุด

เมื่อสามปีก่อน, เขาทะนุถนอมเอาอกเอาใจ มอบหัวใจที่แท้จริงให้นางจนหมดสิ้น

นางกลับทำเป็นมองไม่เห็น ไม่เคยคิดจะตอบแทนความรู้สึกที่เท่าเทียมกันให้แก่เขาเลยสักนิด

พอเปลี่ยนเป็นเสิ่นถิงอวี้ นางกลับเสนอตัวเป็นเพียงอนุจริงหรือ?

เขาไม่เชื่อ!

แต่เมื่อตอนบ่าย ปฏิกิริยาของนางตอนที่โดนยาและได้พบเขานั้น มันดูผิดปกติจริงๆ

โดยเฉพาะสายตาคู่นั้น...

เมื่อนึกถึงดวงตาผลซิ่งที่พร่ามัวอีกครั้ง เซี่ยจิ้นไป๋ก็รู้สึกราวกับวิญญาณกำลังสั่นสะท้าน

เขากำม้วนบันทึกในมือแน่น หลุบตามองหลี่หยงที่คุกเข่าอยู่ด้านล่าง

“ทางฝั่งชุยหมิงรุ่ยสืบได้ความว่าอย่างไร?” น้ำเสียงของเขาแหบแห้งและฝืดเฝื่อน

หลี่หยงโค้งตัวลงต่ำยิ่งขึ้น ก่อนรายงานว่า

“สืบได้ความแน่ชัดแล้วพ่ะย่ะค่ะ วันนี้เป็นครั้งแรกที่ชุยซื่อจื่อและแม่นางเผยพบกัน ตอนนั้นแม่นางเผยต้องพิษผงเสน่ห์ยาแฝด บังเอิญชุยซื่อจื่อเดินผ่านหน้าห้องรับรองพอดี… เมื่อนางเห็นเข้า ก็ฝ่าการขัดขวางของคุณชายเสิ่น พุ่งตรงเข้าไปหา...”

พูดถึงตรงนี้ เสียงของหลี่หยงก็ชะงักไป น้ำเสียงแฝงความตระหนก

“นางเรียกชุยซื่อจื่อว่า... ‘ท่านพี่’ พ่ะย่ะค่ะ”

ท่านพี่!

คำเพียงสองคำที่เบาหวิว แต่สำหรับเซี่ยจิ้นไป๋มันกลับหนักอึ้งดั่งขุนเขา

เขาลุกพรวดขึ้นยืน ตวาดเสียงกร้าว

“เจ้าว่ากระไรนะ!”

“กระหม่อมมิกล้ากล่าวคำเท็จแม้เพียงครึ่งคำพ่ะย่ะค่ะ แม่นางเผยเรียกชุยซื่อจื่อว่าท่านพี่ ทั้งที่เพิ่งเคยพบหน้ากันครั้งแรก... เพียงแต่...”

“เพียงแต่อะไร?”

แรงกดดันอันหนักอึ้งแผ่ซ่านเข้ามา หลี่หยงเข่าอ่อนทรุดลงกระแทกพื้นดัง ‘ตุบ’

“เพียงแต่ตอนนั้นแม่นางเผยต้องพิษผงเสน่ห์ยาแฝด เป็นไปได้อย่างยิ่งว่านางอาจจะจำคนผิดพ่ะย่ะค่ะ”

เซี่ยจิ้นไป๋ “……”

เขายืนนิ่งงันราวกับคนโง่งม ร่างกายแข็งทื่อไปทุกสัดส่วน

จบบทที่ บทที่ 25 เขาไม่เชื่อ!

คัดลอกลิงก์แล้ว