เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 ร่องรอยผิดสังเกต

บทที่ 24 ร่องรอยผิดสังเกต

บทที่ 24 ร่องรอยผิดสังเกต


แต่นางก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้มากความ

ถึงอย่างไร… ความคลั่งรักที่เจ้าของร่างเดิมมีต่อเสิ่นถิงอวี้ ก็ฝังรากลึกในใจผู้คนเกินไป ลำพังแค่คำพูดแก้ตัวไม่กี่คำของนาง คนอื่นไม่เชื่อถึงจะเรียกว่าปกติ

เอาไว้คราวหน้า หากนางเจอเสิ่นถิงอวี้แล้วเดินอ้อมหนี ใช้การกระทำพิสูจน์คำพูดเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว

การกลับมาต้าเยว่ในครั้งนี้ ชุยลิ่งเหยาไม่ได้กะจะแต่งงาน และไม่ได้กะจะมีความรักกับใคร

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลดตัวไปเป็นอนุ… นางไม่มีวันทำเด็ดขาด!

ขณะกำลังคิดอะไรเพลินๆ แขนเสื้อก็ถูกดึงรั้งเบาๆ

“คุณหนูดูนั่นสิเจ้าคะ!” จือชิวกดเสียงต่ำ สะกดกลั้นความตื่นเต้น นิ้วแอบชี้ไปทางด้านข้างเงียบๆ

ชุยลิ่งเหยาหันไปมองตามทิศทางนั้น…

ทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินสีเขียว สองข้างทางเป็นป่าไผ่ม่วงที่ขึ้นหนาทึบ ภายใต้ความมืดมิดของค่ำคืนในฤดูร้อนเช่นนี้ ภายในจวนจึงดูเงียบสงบเป็นพิเศษ

แม้ทิวทัศน์จะงดงามเป็นเอกลักษณ์ แต่ก็ไม่น่าจะพอที่จะทำให้จือชิวตื่นเต้นจนต้องกระตุกเสื้อเตือนนาง

สาเหตุสำคัญที่สุด น่าจะเป็นร่างสูงโปร่งที่ยืนนิ่งอยู่ข้างป่าไผ่ม่วงนั่นต่างหาก

เสิ่นถิงอวี้!

ชุยลิ่งเหยาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเรือนของคุณชายใหญ่ ดูเหมือนจะตั้งอยู่แถวๆ นี้นี่เอง

จวนเสิ่นกั๋วกงออกจะกว้างใหญ่ มีเพียงเรือนของเสิ่นถิงอวี้เท่านั้นที่ปลูกไผ่ม่วง

แม้สองนายบ่าวจะพยายามทำเสียงเบามากแล้ว แต่ก็ยังไปรบกวนคนที่ยืนนิ่งรับลมอยู่ข้างป่าไผ่เข้าจนได้

เสิ่นถิงอวี้ปรือตาขึ้น เลื่อนสายตามองมาทางนี้

ภายใต้แสงสลัวยามเย็นของฤดูร้อน… ดวงตาอันอ่อนโยนคู่นั้น ช่างดูสุกใสเป็นพิเศษ

แม้จะอยู่ห่างกันไกลโข ชุยลิ่งเหยาก็ยังสังเกตเห็นว่าสายตาของเขาชะงักงันไปชั่วขณะ

หัวใจนางกระตุกวูบ…

ด้วยความกลัวว่าจะถูกเข้าใจผิดว่ามาเดินเตร็ดเตร่ตามตื๊อเขาอีก นางจึงรีบย่อตัวคารวะอย่างลวกๆ ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอะไรให้มากความ รีบกึ่งลากกึ่งจูงจือชิวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ฝีเท้านางเร่งรีบราวกับมีผีสางวิ่งไล่ตามอยู่ข้างหลัง

ทั่วทั้งร่างราวกับเขียนว่า ‘อยากหลีกหนีข้อครหา’ แปะไว้ตัวโตๆ

เสิ่นถิงอวี้เคยเห็นนางในสภาพเช่นนี้เสียที่ไหน… เขาอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะจ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังบอบบางของนาง

เสิ่นเอ้อร์ก็เดาะลิ้นด้วยความแปลกใจจากด้านหลังของเขา

“...นั่นคุณหนูรองหรือขอรับ?”

เปลี่ยนนิสัยใจคอไปแล้วจริงๆ หรือเนี่ย?

เสิ่นถิงอวี้ดึงสายตากลับมา หลุบตามองใบไผ่ตรงหน้าอยู่นาน

“เจ้าคิดว่าคนๆ หนึ่ง… จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตาเดียวได้หรือ?”

ไม่ใช่แค่นิสัยใจคอ… แต่ยังรวมถึงการกระทำ, กิริยามารยาท, จังหวะการพูด, ท่าทางการเดิน, ไปจนถึงความคลั่งรักที่เคยฝังลึกถึงกระดูก

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา

เสิ่นเอ้อร์ไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งในคำพูดของเขา แต่รู้ว่าผู้เป็นนายกำลังพูดถึงชุยลิ่งเหยาอยู่

เมื่อลองไตร่ตรองดูแล้ว เขาจึงตอบว่า

“ครั้งนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา คุณหนูรองคงได้รับบทเรียนจริงๆ แล้วล่ะขอรับ”

สภาพตอนต้องพิษยาปลุกกำหนัด หากถูกบุรุษนอกจวนเห็นเข้าเต็มสองตา สำหรับลูกผู้หญิงคนหนึ่ง ถือเป็นเรื่องใหญ่คอขาดบาดตาย

การที่นางจะจดจำบทเรียนอันเจ็บปวดจากเรื่องนี้ และไม่กล้ามาวุ่นวายกับคุณชายของเขาอีก ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

เสิ่นถิงอวี้ไม่รับคำ เขาหลุบตาต่ำ… ไม่พูดอะไรออกมาอีก

ในหัวพลันนึกถึงภาพหญิงสาวคนนั้น กอดแขนของชุยหมิงรุ่ยแน่น เอาแต่พร่ำเรียก ‘ท่านพี่’ ด้วยท่าทางออดอ้อนน่าเอ็นดู

ตอนนั้นเขาคิดเพียงว่า นางคงโดนพิษยาจนสติเลอะเลือน ทรมานจนจำคนผิด

แต่ตอนนี้… เสิ่นถิงอวี้เริ่มมีข้อสงสัย

ถึงอย่างไร ญาติผู้น้องคนนี้ก็เป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านอาหญิงของเขา ไม่มีพี่ชายร่วมสายเลือดให้นางไว้เนื้อเชื่อใจและพึ่งพิงได้ถึงเพียงนั้น

ส่วนลูกพี่ลูกน้องในจวนกั๋วกงแต่ละคน ก็เอาแต่หลบหน้านางเป็นพัลวัน นางไม่เคยได้รับความรักความเอ็นดูจากผู้เป็นพี่ชายเลยสักครั้ง

ต่อให้สติเลอะเลือนจริงๆ และทำไปตามสัญชาตญาณ เข้าใจผิดว่าชุยหมิงรุ่ยเป็นเขา ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีสนิทสนมไว้วางใจเช่นนั้นออกมา

นางในตอนนั้น… พึ่งพาชุยหมิงรุ่ยก็จริง แต่ไม่ได้มีความยั่วยวนเชิงชู้สาวแบบคนที่ร้อนรนอยากจะพลีกายให้เลยแม้แต่น้อย

ราวกับว่านาง… มองอีกฝ่ายเป็นพี่ชายแท้ๆ

เชื่อใจก็เป็นเรื่องจริง, ไม่มีความปรารถนาทางกามารมณ์ก็เป็นเรื่องจริง

ดังนั้น... นางจะจำคนผิดจริงๆ หรือ?

…………

ชุยลิ่งเหยาคงคาดไม่ถึง…

ตนมาอยู่ในร่างนี้ได้เพียงครึ่งวัน คิดว่าตัวเองระมัดระวังคำพูด รวมถึงสงวนท่าทีและการกระทำได้ดีเยี่ยมแล้ว

แต่กลับถูกคนสองคนจับร่องรอยที่ผิดสังเกตได้!

นางตั้งหน้าตั้งตาเดินจ้ำอ้าวไปข้างหน้า ในที่สุดก็ทิ้งเรือนของเสิ่นถิงอวี้ไว้เป็นภาพเบื้องหลัง

“เมื่อครู่คือคุณชายใหญ่นะเจ้าคะ เขาเห็นพวกเราแล้วด้วย” จือชิวเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

เมื่อก่อนคุณชายใหญ่หลบหน้านางราวกับเห็นงูพิษ คุณหนูของนางยังพยายามสร้างโอกาสเพื่อเดินไปชนเขาให้ได้

แล้วไฉนตอนนี้พอมีวาสนาเจอหน้ากันจริงๆ กลับไม่ส่งเสียงทักทาย แล้วหันหลังเดินหนีเสียล่ะ?

ชุยลิ่งเหยาไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพื่ออธิบาย

จือชิวเป็นหนึ่งในบ่าวไพร่ไม่กี่คน ที่สองแม่ลูกเจ้าของร่างเดิมพามาจากเมืองผิงโจว

ความซื่อสัตย์จงรักภักดีย่อมไม่ต้องพูดถึง…

แต่ความเข้าใจในอารมณ์ ความชอบ ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเจ้าของร่างเดิมนั้น เกรงว่าจะรู้ดีกว่าผู้เป็นมารดาที่นอนป่วยติดเตียงเสียอีก

นางเปลี่ยนวิญญาณภายในไปแล้ว และในฐานะสาวใช้คนสนิทที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายตลอดเวลา ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องมองออกถึงความผิดปกติ

ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนที่สุดของนาง คือการป้องกันไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น

จือชิวไม่สามารถอยู่รับใช้ใกล้ชิดข้างกายนางได้อีกต่อไป ต้องหาเหตุผลดีๆ สักเรื่อง โยกย้ายนางให้พ้นตัว

แต่ด้วยความผูกพันที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทั้งยังเป็นสาวใช้ที่ปรนนิบัติกันมาจนเคยชิน หากไม่ได้ทำความผิดร้ายแรง ย่อมไม่สามารถหาข้ออ้างเปลี่ยนตัวได้ง่ายๆ

ชุยลิ่งเหยาครุ่นคิดไปตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงเรือนเล็กที่สองแม่ลูกเจ้าของร่างอาศัยอยู่

มองไปแต่ไกล ก็เห็นร่างผอมบางร่างหนึ่งยืนรออยู่ใต้ชายคา

นั่นคือมารดาของเจ้าของร่างเดิม... ‘เสิ่นซื่อ’

คงเป็นเพราะเห็นว่าฟ้ามืดป่านนี้แล้ว แต่ลูกสาวยังไม่กลับมา จึงนึกเป็นห่วงและออกมายืนรอ

น่าเสียดาย… ลูกสาวของนางไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะที่อารมณ์ตกค้างของเจ้าของร่างเดิมกำเริบขึ้นมา หรือเพราะความสงสารหลังจากที่นางนึกขึ้นได้

ชุยลิ่งเหยาพลันรู้สึกแน่นในอกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

นางรีบก้าวเท้าเข้าไปหา เลียนแบบความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

“ท่านแม่…”

เสิ่นซื่อมีสีหน้าเมตตาอารี กุมมือลูกสาวไว้พลางถาม

“วันนี้เหตุใดถึงกลับดึกนักล่ะ งานเลี้ยงชมดอกไม้นั่นสนุกหรือไม่?”

“สนุกเจ้าค่ะ คนเยอะครึกครื้นมาก”

แม้จะร้างมาหลายปี ทว่าเรือนที่เดิมทีเงียบเหงาแห่งนี้ กลับถูกปัดกวาดเช็ดถูจนดูอบอุ่นน่าอยู่

ชุยลิ่งเหยาประคองนางเดินเข้าไปข้างใน พลางเลือกหยิบยกเรื่องราวสนุกๆ ในงานเลี้ยงมาแต่งเติมเล่าให้นางฟัง

เสิ่นซื่อฟังแล้วก็ยิ้มตาม เอ่ยถามลูกสาวด้วยเสียงนุ่ม

“แล้วมีคุณชายคนไหนถูกใจลูกบ้างหรือไม่?”

“ท่านแม่!” ชุยลิ่งเหยาทำทีเป็นขัดเขิน

“กับแม่มีเรื่องอะไรที่พูดไม่ได้กัน”

เมื่อเข้ามาในห้อง เสิ่นซื่อก็ดึงลูกสาวให้นั่งลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เหยาเอ๋อร์… แม่รู้ว่าลูกเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง แต่บุตรชายสายตรงของตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงน่ะ ฐานะอย่างเราๆ ไม่คู่ควรหรอก”

หากชาติตระกูลสูงส่งเกินไป หญิงกำพร้าไร้บิดาไร้พี่ชายอย่างนาง คงเอื้อมไม่ถึงหรอก

หากเป็นบุตรชายสายรองก็ยังพอมีความเป็นไปได้ แต่การต้องไปใช้ชีวิตอยู่ใต้จมูกของภรรยาเอก หากแต่งเข้าไปจริงๆ ก็คงมีแต่ความคับแค้นใจรออยู่

นับตั้งแต่สูญเสียสามี เสิ่นซื่อก็ล้มป่วยหนัก ร่างกายมีโรคเก่ารุมเร้า พลังชีวิตค่อยๆ เหือดแห้ง

เป็นม่ายมาหลายปี และอุตส่าห์กัดฟันทนกลับมายังเมืองหลวงได้ ทั้งหมดก็ล้วนเพื่ออนาคตของลูกสาวทั้งสิ้น

แต่นางสุขภาพไม่ดี เดินสามก้าวก็ไอสามหน แทบจะไม่ออกจากห้อง และน้อยครั้งนักที่จะก้าวเท้าออกจากเรือนแห่งนี้

ดังนั้น, นางจึงไม่เคยล่วงรู้เรื่องที่ลูกสาววิ่งเต้นหน้าไม่อาย อยากจะไปเป็นอนุของญาติผู้พี่เลยสักนิด

ต่อให้ทั่วทั้งจวนกั๋วกงจะมีคนรู้เห็นเป็นใจมากมาย แต่ด้วยความเกรงใจในสุขภาพของท่านอาหญิง จึงไม่มีใครเอาเรื่องบัดสีไปฟ้องถึงหน้าตัก

เสิ่นซื่อถูกปิดหูปิดตาจนมืดแปดด้าน เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาหาคู่ครองที่ดีให้ลูกสาว

นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก ไอเบาๆ สองสามที

“พวกบัณฑิตยากจนน่ะ หากมีการศึกษาและความสามารถดี อนาคตข้างหน้าก็ใช่ว่าจะด้อยไปกว่าพวกลูกหลานขุนนาง… ขอแค่เจ้าถูกใจ แม่ก็จะไปขอร้องให้ท่านป้าใหญ่ของเจ้าออกหน้าเป็นเถ้าแก่จัดงานให้เอง”

จบบทที่ บทที่ 24 ร่องรอยผิดสังเกต

คัดลอกลิงก์แล้ว