เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 เขากำลังสงสัยสิ่งใดอยู่?

บทที่ 23 เขากำลังสงสัยสิ่งใดอยู่?

บทที่ 23 เขากำลังสงสัยสิ่งใดอยู่?


“……” เสิ่นหานเยว่นิ่งเงียบ มองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด

“วิธีอันใด?”

ชุยลิ่งเหยาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย

“ถึงอย่างไรข้าก็คอยตามตื๊อท่านพี่มาตั้งหลายปี ย่อมมีวิธีของข้าก็แล้วกัน”

รถม้าแล่นเข้าไปในจวนเสิ่นกั๋วกง

ประโยคนี้คือประโยคสุดท้ายที่นายบ่าวอย่างเซี่ยจิ้นไป๋และหลี่หยงได้ยิน

สรุปแล้ว… มันคือวิธีอันใดกันแน่?

แววตาของเซี่ยจิ้นไป๋ดำมืดลึกล้ำ จ้องเขม็งไปยังประตูใหญ่ของจวนเสิ่นกั๋วกงไม่วางตา

เมื่อครู่นี้, มีจังหวะหนึ่งที่เขาแทบอยากจะบุกเข้าไป กระชากตัวแม่นางผู้นั้นออกมาจากรถม้าเสียให้รู้แล้วรู้รอด

แต่กระชากออกมาแล้วจะทำสิ่งใดเล่า?

เค้นถามงั้นหรือ? เค้นถามนางเรื่องอันใด?

หรือจะพูดอีกอย่างว่า... เขากำลังสงสัยสิ่งใดอยู่กันแน่?

ยามตะวันคล้อยต่ำ เซี่ยจิ้นไป๋นั่งคร่อมอยู่บนหลังม้า มือแกร่งกำบังเหียนแน่น แผ่นหลังเหยียดตรง

ทั่วทั้งร่างถูกอาบย้อมด้วยแสงอัสดง เปล่งประกายสีทองอ่อนจางๆ

แม้ใบหน้าที่หล่อเหลาจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ยากจะหยั่งถึงอารมณ์ของเขา แต่หลี่หยงที่ติดตามรับใช้เขามาหลายปี สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ายามนี้จิตใจของผู้เป็นนายหาได้สงบนิ่งไม่

ไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปรบกวน

จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนาน รถม้าอีกคันหนึ่งก็แล่นเข้าไปในจวนเสิ่นกั๋วกง

รถม้าคันนั้นมีสีดำสนิททั้งคัน ดูเรียบง่ายไม่เตะตา ทว่าตราสัญลักษณ์สกุลเสิ่นที่สลักอยู่บนหลังคา หากมิใช่ทายาทสายตรงของสกุลเสิ่นย่อมไม่มีสิทธิ์ใช้

นี่คือรถม้าของเสิ่นถิงอวี้

บทสนทนาที่ได้ยินเมื่อครู่ ทุกถ้อยคำยังคงวนเวียนก้องอยู่ในหัว

แม่นางคนที่ทำให้จิตใจเขาว้าวุ่นจนยากจะสงบผู้นั้น บอกว่านางหลงรักลูกพี่ลูกน้องของตนมาหลายปี... ดูเหมือนยังคิดจะไปเป็นอนุให้บุรุษผู้นั้นอีกด้วย

เป็น… อนุ!

เซี่ยจิ้นไป๋ที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่นาน ในที่สุดก็ขยับตัว

เขาค่อยๆ หันหน้าไป สั่งการคนสนิทด้านหลัง

“ไปสืบมา… ภายในหนึ่งวัน ข้าต้องการรู้ประวัติและเรื่องราวทั้งหมดในชีวิตของญาติผู้น้องจวนกั๋วกงผู้นี้”

น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า ราวกับกำลังพยายามอดกลั้นอารมณ์บางอย่างไว้อย่างสุดความสามารถ

หลี่หยงใจกระตุกวูบ รีบโค้งคำนับรับคำสั่ง

………

อีกด้านหนึ่ง

เมื่อเห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจของชุยลิ่งเหยา มุมปากของเสิ่นหานเยว่ก็กระตุกเล็กน้อย และไม่ได้เอ่ยสิ่งใด

นางลำบากใจจนพูดไม่ออกจริงๆ

เรื่องที่ตามตื๊อมาสามปีน่ะเป็นเรื่องจริง แต่ผลลัพธ์นอกจากจะทำให้พี่ชายของนางหลบเลี่ยงราวกับเห็นงูพิษแล้ว ยังจะมีเรื่องอันใดอีก

ไฉนนางถึงได้มั่นใจนักหนา ว่าประสบการณ์ล้มเหลวเหล่านั้นจะช่วยนางพิชิตใจอวี้อ๋องได้

นั่นคืออวี้อ๋องเชียวนะ!

พี่ชายของนางเป็นคนอารมณ์ดีและมีเมตตา ถูกหญิงสาวตามตื๊อพันพัว ต่อให้รังเกียจแค่ไหน ก็แทบจะไม่เคยเอ่ยปากด่าทอทำร้ายจิตใจ

แต่หากเปลี่ยนเป็นอวี้อ๋อง...

ต่อให้ใส่ฟิลเตอร์ความคลั่งรักหนาเป็นพันชั้น เสิ่นหานเยว่ก็ไม่อาจหลอกตัวเอง แล้วอวยว่าอวี้อ๋องนิสัยดีกว่าพี่ชายของนางได้

หลายปีมานี้ ไม่เคยได้ยินว่ามีหญิงสาวใจกล้าคนไหนกล้าไปตามตื๊ออวี้อ๋องเลยสักคน

หากกล้าทำเช่นนั้นจริงๆ ก็คงไม่อยากมีชีวิตรอดแบบครบสามสิบสองแล้วล่ะ

ท่ามกลางความเงียบงัน… รถม้าก็หยุดลง

ทันทีที่ลงจากรถม้า ในฐานะคนเพียงคนเดียวที่ล่วงรู้ความในใจของเสิ่นหานเยว่ ชุยลิ่งเหยาก็ถูกลากตัวไปยังเรือนของนางอย่างรวดเร็ว

ด้วยคิดเพียงว่าอีกฝ่ายต้องการให้นางเสนอแผนการ ชุยลิ่งเหยาจึงรีบทบทวนกระบวนการพิชิตใจเซี่ยจิ้นไป๋ในอดีตอย่างรวดเร็ว

นางกระแอมเบาๆ และกำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสิ่นหานเยว่พูดขึ้นว่า

“เจ้ามีน้ำใจ ข้าซาบซึ้งยิ่งนัก แต่วิธีการพวกนั้นน่ะช่างมันเถอะ”

วีรกรรมอันเหลวไหลที่ญาติผู้น้องคนนี้ทำกับพี่ชายของนางตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ต่อให้ขอยืมความกล้าจากสวรรค์ นางก็ไม่กล้าเอาไปใช้กับอวี้อ๋อง

ในที่สุดชุยลิ่งเหยาก็นึกถึงวีรกรรมอันน่าอับอายของเจ้าของร่างเดิมขึ้นมาได้ ใบหน้าฉายแววเก้อเขินไปชั่ววูบ รีบอธิบายแก้ต่าง

“วิธีของข้า ไม่ใช่วิธีสิ้นคิดที่เคยใช้กับท่านพี่หรอกเจ้าค่ะ”

“เอาล่ะ” เสิ่นหานเยว่ส่ายหน้าเบาๆ

“ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดีอยากจะช่วยข้าจริงๆ แต่ข้าขอรับไว้แค่น้ำใจก็พอ”

“ในเมื่อฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะเลือกพระชายาใหม่ให้อวี้อ๋อง งานเลี้ยงในเมืองหลวงช่วงนี้ เขาอาจจะไปร่วมงานบ้างก็ได้…”

“ถึงตอนนั้นข้าค่อยหาโอกาสไปปรากฏตัวให้เขาเห็นหน้าบ่อยๆ หากเขามองข้าเป็นพิเศษ ข้าค่อยมาดูอีกทีว่าจะสารภาพความในใจดีหรือไม่”

หากพูดถึงความใจกล้า เสิ่นหานเยว่ที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กก็ไม่น้อยหน้าใคร

เรื่องสารภาพความในใจกับบุรุษ นางก็กล้าทำเช่นกัน

เพียงแต่… การไปตามตื๊อผู้ชายที่ไม่มีตนอยู่ในใจ ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีและหน้าตาจนหมดสิ้นเหมือนอย่างเผยซูเหยา

เรื่องพรรค์นี้... ด้วยความหยิ่งทะนงของนาง นางทำไม่ลงจริงๆ

เสิ่นหานเยว่กล่าวอย่างเสียดาย

“ได้ยินว่าวันนี้อวี้อ๋องมาที่โรงน้ำชาด้วย ข้ากลับไม่มีวาสนาได้พบ ช่างน่าเสียดายจริงๆ”

นางหารู้ไม่ว่า คนที่นางอยากเจอใจแทบขาดแต่ไม่ได้เจอ กลับไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าญาติผู้น้องที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเลยสักนิด

สามปีที่ไม่ได้พบกัน เซี่ยจิ้นไป๋เปลี่ยนไปมากเสียจนชุยลิ่งเหยาแทบจะไม่กล้าเข้าใกล้

แต่ภารกิจของระบบ อย่างไรก็ต้องทำ โชคดีที่ครั้งนี้นางไม่ต้องลงสนามด้วยตัวเอง

ชุยลิ่งเหยาคิดคำนวณไว้เรียบร้อยแล้ว หากเสิ่นหานเยว่สามารถทำให้เซี่ยจิ้นไป๋ถูกตาต้องใจได้ด้วยตัวเอง นั่นย่อมดีที่สุด

หากไม่ได้ผล… นางก็จะพยายามหาทางจับคู่คนทั้งสองให้ลงเอยให้ได้

ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

อย่างไรเสียคำตอบมาตรฐานก็มีอยู่ในมือแล้ว เพราะสเปคของเซี่ยจิ้นไป๋ก็คือนางไม่ใช่หรือ?

เช่นนั้นนางก็แค่สร้างตัวตายตัวแทนขึ้นมาอีกคน เดินตามรอยเส้นทางการพิชิตใจอีกหนก็สิ้นเรื่อง

จะว่าไปแล้ว… เสิ่นหานเยว่ก็คล้ายคลึงกับนางในตอนนั้นมาก

ล้วนเติบโตมาจากการถูกบิดามารดาและพี่ชายตามใจจนเคยตัว มีนิสัยเย่อหยิ่งทว่าสดใส

หากพูดถึงรูปร่างหน้าตา… เสิ่นหานเยว่ก็งดงามไม่เป็นรองใคร ชาติตระกูลก็ยิ่งเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก

ชุยลิ่งเหยามองเห็นวันที่ภารกิจสำเร็จลุล่วงรำไรอยู่ตรงหน้า

ทั้งสองคุยกันต่ออีกพักใหญ่…

เสิ่นหานเยว่เพิ่งจะค้นพบเป็นครั้งแรก ว่าญาติผู้น้องคนนี้คุยถูกคอกับตนถึงยิ่งนัก

น้ำเสียงยามพูดคุยดูนุ่มนวล แต่ไม่แฝงแววประจบสอพลอเลยแม้แต่น้อย, ไม่เพียงแต่มีสาระ แต่ยังทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจดุจอาบสายลมวสันต์ ปลอดโปร่งสบายใจไปทั้งตัว

จนกระทั่งชุยลิ่งเหยาเอ่ยขึ้นว่าฟ้ามืดแล้ว สมควรแก่เวลากลับ นางยังแอบรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่ในใจลึกๆ

ใจจริงอยากจะรั้งตัวให้อยู่ค้างเป็นเพื่อนตน พูดคุยกันต่ออีกสักคืน แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าท่านอาหญิงกำลังป่วยหนัก หากไม่เห็นลูกสาวกลับไปก็คงจะไม่วางใจ

เสิ่นหานเยว่เดินไปส่งนางถึงหน้าประตูเรือนด้วยตนเอง แล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า

“เมื่อก่อนข้ามีอคติเกินไป คิดแต่ว่าวันๆ เจ้าเอาแต่วิ่งตามผู้ชาย ไม่รักนวลสงวนตัว รังเกียจที่จะเสวนาด้วย”

“มาตอนนี้ข้าถึงเพิ่งรู้ว่า ญาติผู้น้องนั้นเพียบพร้อมไปด้วยความสามารถ หาใช่คนไร้หัวคิด หากท่านพี่ยอมเปิดใจทำความรู้จักเจ้าจริงๆ ย่อมไม่มีทางปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้แน่”

จู่ๆ นางก็วกพูดถึงเสิ่นถิงอวี้ขึ้นมา ชุยลิ่งเหยาจึงรู้สึกงุนงง แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

เสิ่นหานเยว่ยิ้มบางๆ กล่าวทิ้งท้ายว่า

“เจ้าจงวางใจเถิด” พูดจบก็โบกมือลา

กว่าที่ชุยลิ่งเหยาจะเดินออกมาจากเรือนของเสิ่นหานเยว่ แสงสุดท้ายของตะวันก็ริบหรี่ลงมากแล้ว

สีแดงระเรื่อบนฟากฟ้าค่อยๆ เลือนหายไป…

จวนเสิ่นกั๋วกงกว้างใหญ่มาก เรือนที่เจ้าของร่างเดิมกับมารดาอาศัยอยู่นั้นค่อนข้างห่างไกล

ชุยลิ่งเหยาเดินกลับไปตามความทรงจำ ไม่ลืมที่จะเอี้ยวตัวไปกำชับสาวใช้ด้านหลัง

“เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโรงน้ำชาวันนี้ ห้ามแพร่งพรายให้ท่านแม่ฟังเด็ดขาด”

“เจ้าค่ะ… บ่าวทราบแล้ว”

สองนายบ่าวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ลับหลังจึงไม่เคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบมากนัก

จือชิวรับคำเสร็จก็ยิ้มแฉ่งพลางกล่าวว่า

“ตอนนี้คุณหนูใหญ่สนิทสนมกับท่านถึงเพียงนี้ วันหน้าย่อมต้องช่วยพูดจาชื่นชมท่านต่อหน้าคุณชายใหญ่แน่เจ้าค่ะ”

ได้ยินดังนั้น ชุยลิ่งเหยาก็ชะงักฝีเท้าไป

จือชิวเป็นสาวใช้คนสนิทของนางแท้ๆ ยังคิดว่าที่วันนี้นางลงทุนสนิทสนมกับเสิ่นหานเยว่ ก็เพื่อจะได้ไปเป็นอนุของเสิ่นถิงอวี้

เช่นนั้นเสิ่นหานเยว่ก็คงจะคิดเป็นตุเป็นตะแบบนั้นเหมือนกันใช่หรือไม่?

มิน่าเล่า… เมื่อครู่ตอนที่เดินมาส่งนาง ความหมายแฝงของเสิ่นหานเยว่ถึงได้ฟังดูทะแม่งๆ ชอบกล

คงไม่ได้ตั้งใจจะไป ‘พูดจาชื่นชม’ นางต่อหน้าเสิ่นถิงอวี้จริงๆ เพื่อเบิกทางให้นางได้เป็นอนุของคุณชายใหญ่แห่งจวนกั๋วกงหรอกนะ?

หากเป็นเช่นนั้น… ในสายตาของเสิ่นถิงอวี้ นางจะกลายเป็นคนหน้าไม่อายน่ะสิ!

เพิ่งจะประกาศกร้าวไปหยกๆ ว่าตัดใจแล้ว จะไม่ทำเรื่องโง่ๆ อีก

ผลคือวางยาไม่สำเร็จ คล้อยหลังก็หันไปใช้เส้นทางอ้อม ไปเข้าทางฝั่งน้องสาวของเขาแทนเสียได้

ชุยลิ่งเหยารู้สึกปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาทันที

จบบทที่ บทที่ 23 เขากำลังสงสัยสิ่งใดอยู่?

คัดลอกลิงก์แล้ว