- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 21 ข้าชอบพอเขาจริงๆ
บทที่ 21 ข้าชอบพอเขาจริงๆ
บทที่ 21 ข้าชอบพอเขาจริงๆ
“จนล่วงเลยเทศกาลหยวนเซียวไปแล้ว จวนฉางผิงโหวที่ยังไม่เห็นบุตรสาวกลับมาเยี่ยมบ้านเพื่อคารวะปีใหม่ ชุยซื่อจื่อจึงบุกไปถึงจวนอวี้อ๋อง ข่าวเรื่องพระชายาพลัดตกน้ำสิ้นพระชนม์ถึงได้ปิดไว้ไม่อยู่”
“แต่ถึงกระนั้น คนของจวนฉางผิงโหวก็ยังไม่ได้เห็นศพของพระชายาอยู่ดี อวี้อ๋องไม่ยอมให้ใครดูทั้งสิ้น”
“......”
ชุยลิ่งเหยานิ่งอึ้งไป
ตอนนั้นระบบเพียงแค่บอกว่าเซี่ยจิ้นไป๋อารมณ์แปรปรวนหนัก มีโหงวเฮ้งอายุสั้นไร้ทายาท ให้นางรีบกลับมาทำภารกิจแก้ตัวโดยด่วน แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียดความเปลี่ยนแปลงของเขาให้ฟังมากนัก
ดังนั้นนางจึงไม่รู้เลยจริงๆ ว่าหลังจากตัวเองตายไปเมื่อสามปีก่อน จะเกิดเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้
ข่าวการตายของนางถูกปิดบังไว้ตั้งแต่ต้นเดือนสิบสอง จนล่วงเลยเทศกาลหยวนเซียวไปแล้ว พี่ชายมาบุกถึงจวน จึงเพิ่งจะประกาศให้คนภายนอกได้รับรู้
เวลาล่วงเลยไปเป็นเดือนขนาดนั้น เซี่ยจิ้นไป๋เสียสติไปแล้วหรืออย่างไร?
น้ำเสียงของชุยลิ่งเหยาแฝงความรู้สึกลึกซึ้งที่ยากจะอธิบาย
“ร่างของพระชายาอวี้อ๋อง... คงไม่ใช่ว่ายังไม่ได้ฝังหรอกกระมัง?”
เมื่อเสิ่นหานเยว่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
“มีอะไรหรือเจ้าคะ?” ชุยลิ่งเหยาใจกระตุกวูบ
เสิ่นหานเยว่ขมวดคิ้วจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าแค่รู้สึกแปลกใจ พี่สาวของเฉินเพ่ยโหรวย้ายตามสามีไปรับราชการต่างเมืองมาหลายปี ไม่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง และแทบไม่มีใครพูดถึง แต่เจ้ากลับรู้เรื่องราวของนางเป็นอย่างดี”
“เจ้ารู้กระทั่งว่าเฉินหมิ่นโหรวกับจ้าวซื่อจื่อเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นเรื่องราวที่งดงามในเมืองหลวง แต่เจ้ากลับไม่รู้เลยหรือว่าจวนอวี้อ๋องไม่เคยจัดงานศพเลยสักครั้ง?”
ต้องรู้ว่าเฉินหมิ่นโหรวแต่งงานเมื่อเจ็ดปีก่อน ตอนนั้นญาติผู้น้องคนนี้เพิ่งจะเก้าขวบ และยังอยู่ที่เมืองผิงโจวอยู่เลย
ในขณะที่ข่าวการตายอย่างกะทันหันของพระชายาอวี้อ๋องสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองหลวง ทั่วทุกตรอกซอกซอยไม่มีใครไม่รู้ แต่นางกลับไม่รู้ว่าจวนอวี้อ๋องไม่เคยจัดงานศพ
ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ
หรือว่านางจะเอาแต่หลงใหลคลั่งไคล้พี่ชายของตน จนไม่สนใจเรื่องชายอื่นในโลกหล้าเลยจริงๆ?
แต่ทว่า… นางกลับรู้เรื่องที่พระชายาไปรินสุราให้บ่าวสาวในวันที่อวี้อ๋องรับพระชายารอง
และรู้ด้วยว่าชายาเอกตกน้ำตาย เพียงแค่ไม่รู้เรื่องราวหลังจากที่พระชายาตายไปแล้วเท่านั้น
เป็นไปได้อย่างไร?
…
ภายนอกรถม้า
เซี่ยจิ้นไป๋ที่ควบม้าเลยรถจนเกือบจะทิ้งห่างไปแล้ว มือที่กุมบังเหียนพลันเกร็งแน่น ดึงรั้งม้าให้ชะลอความเร็วลงโดยสัญชาตญาณ
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงทำเช่นนี้…
ทั้งๆ ที่เพิ่งออกมาจากวัง และยังมีภารกิจอีกมากมายต้องไปจัดการ
ส่วนคุณหนูสองคนที่แอบนินทาเรื่องส่วนตัวของเขาลับหลังนั้น ปล่อยให้ลูกน้องจัดการลงโทษเอาก็ได้
แต่เขากลับ... ลดความเร็วลงตามสัญชาตญาณ เขาอยากฟังคำแก้ตัวของแม่นางที่ตอนแรกเอ่ยปากล่วงเกินเขาผู้นั้น
ภายในรถม้าก็ตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าประหลาด
ชุยลิ่งเหยากะพริบตาอย่างแข็งทื่อ ฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา
“ข้าเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง แต่ก็ลืมไปแล้ว พี่หญิงก็รู้นี่นา ว่าจิตใจของข้าจดจ่ออยู่แต่กับท่านพี่ ในหัวคิดแต่จะทำอย่างไรให้เขาหันมาชอบข้า จะเอาเวลาไปจำเรื่องอื่นได้อย่างไรกันเจ้าคะ”
สตรีที่ยังไม่ออกเรือนแต่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ออกมา ช่างน่าอายเสียจริง
เสิ่นหานเยว่เชื่อคำแก้ตัวนี้อย่างง่ายดาย ถึงขั้นนับถือในความหน้าหนาของนาง จนอดไม่ได้ที่จะตักเตือน
“เป็นหญิงสาว ควรจะสงวนท่าทีไว้บ้าง”
เมื่อการอธิบายผ่านพ้นไปได้ ชุยลิ่งเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ
“เวลาตามจีบชายในดวงใจ… ใครดีใครได้ ใครช้าคนนั้นก็อด สงวนท่าทีจะมีประโยชน์อันใดเล่าเจ้าคะ”
ประโยคที่แสนคุ้นเคย ลอยเข้าหูทุกตัวอักษรไม่ผิดเพี้ยน!
ร่างกายของเซี่ยจิ้นไป๋แข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า สีหน้าเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะหันขวับกลับไปมองอย่างรวดเร็ว
สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังรถม้าคันที่อยู่ด้านหลัง ราวกับจะมองทะลุผนังรถม้าที่หนาทึบ เข้าไปให้เห็นคนข้างใน
“ท่านอ๋อง?” หลี่หยงสะดุ้งตกใจ
เขารีบยกมือทำสัญญาณ เตรียมจะสั่งให้หยุดรถม้าคันนั้น
แต่ก็ถูกเซี่ยจิ้นไป๋ยกมือขึ้นห้ามไว้
ถนนกว้างขวาง แต่ปฏิกิริยาของคนกลุ่มนี้ทำให้คนขับรถม้าต้องหันมอง… เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เข้ามาขวาง รถม้าจึงแล่นต่อไปตามปกติ
…
ภายในรถม้า
หญิงสาวทั้งสองไม่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวภายนอกเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เสิ่นหานเยว่ก็แค่นหัวเราะ
“ใครดีใครได้ ใครช้าคนนั้นก็อด… เจ้าตามตื๊อท่านพี่ข้ามาตั้งหลายปี สงวนท่าทีก็ไม่เอา เสียหน้าก็ไม่เกี่บง แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร ได้สิ่งที่ต้องการหรือยังเล่า?”
คำพูดนี้ช่างไร้ความปรานีเสียจริง
ชุยลิ่งเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า
“ท่านพี่ของท่านเป็นวิญญูชนที่แท้จริง ข้าเป็นญาติผู้น้องของเขา หากรับข้าเป็นอนุ วันหน้าภรรยาเอกแต่งเข้ามาคงจะวางตัวลำบาก ภรรยาเอกกับอนุผิดใจกัน บ้านเรือนคงไม่สงบสุข”
มีฐานะลูกพี่ลูกน้องก่อนมาเป็นอนุ และตระกูลของนางไม่ใช่ตระกูลชั้นต่ำ
ในเมื่อเป็นอนุที่มีเกียรติ ภรรยาเอกก็ไม่สามารถจับไปขายได้ตามใจชอบ
แถมยังมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดผูกพันอยู่ หากวันหน้าให้กำเนิดบุตร ฐานะย่อมแตกต่างจากลูกอนุทั่วไป
ถือเป็นหนามยอกอกภรรยาเอกโดยแท้ ยิ่งทำให้การปกครองจวนเป็นไปอย่างยากลำบาก
อย่าว่าแต่เสิ่นถิงอวี้ไม่มีความสนใจในตัวเจ้าของร่างเดิมเลย เพราะต่อให้มี… เขาก็คงต้องคิดทบทวนผลที่ตามมาหากรับนางเป็นอนุ
บ้านที่ไม่สงบสุข อาจทำลายวงศ์ตระกูลไปถึงสามชั่วอายุคน
“วันนี้ข้าตัดใจจากท่านพี่แล้ว นับจากนี้ไป จะไม่มีความคิดที่จะเป็นอนุของเขาอีกเป็นอันขาด” ชุยลิ่งเหยากล่าวต่อ
เสิ่นหานเยว่มีหรือจะยอมเชื่อ แต่เมื่อเห็นนางพูดจาจริงจัง ก็ยอมพยักหน้าเออออ
“หากทำได้อย่างที่พูด เจ้าก็พอนับว่ามีความเด็ดเดี่ยวอยู่บ้าง”
ชุยลิ่งเหยาค้นพบว่าญาติผู้พี่คนนี้ มีนิสัยใจคอแตกต่างจากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอยู่มาก
หยิ่งยโสน่ะใช่ และอาจจะพูดจาขวานผ่าซากและปากคอเลาะร้ายไปบ้าง
แต่เนื้อแท้แล้วไม่ได้เป็นคนเลวร้าย
นางยิ้มบางๆ ก่อนเอ่ยต่อ
“พี่หญิงวางใจเถอะ ข้าน่ะมีความเด็ดเดี่ยวเต็มเปี่ยม, พูดว่าจะไม่เป็นอนุ ก็คือไม่เป็นเด็ดขาด”
ขนาดเซี่ยจิ้นไป๋ที่เป็นถึงองค์ชายสายตรง และอนาคตยังจะได้เป็นถึงฮ่องเต้ นางยังสามารถได้เป็นพระชายาเอกของเขา
ไฉนเลยจะลดตัวไปเป็นอนุให้เสิ่นถิงอวี้เล่า!
พอคิดถึงเซี่ยจิ้นไป๋ ชุยลิ่งเหยาก็นิ่งเงียบไปอีกครั้ง
“พระชายาอวี้อ๋องสิ้นพระชนม์มาสามปีแล้วแต่ยังไม่ได้ฝัง... แล้วพระศพเล่า?”
“ปีนั้นอวี้อ๋องสั่งให้คนไปเสาะหาน้ำแข็งหมื่นปีจากแดนเหนือมาสร้างเป็นโลง ได้ยินว่าสามารถรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อยได้”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเสิ่นหานเยว่ก็ดูซับซ้อนขึ้นมา
“ข้ายังได้ยินมาอีกว่า… แม้แต่ยามออกไปทำศึก เขาก็ยังนำโลงน้ำแข็งนั้นติดตัวไปด้วย”
ชุยลิ่งเหยาเบิกตาค้าง
“เขาบ้าไปแล้วหรือ?”
“อย่าบังอาจ!” เสิ่นหานเยว่ยืดตัวนั่งตรงทันที ตวาดเสียงเข้ม
“เจ้ากล่าววาจาล่วงเกินอวี้อ๋องเกินไปแล้ว หลายปีมานี้เขารบพุ่งไปทั่วสารทิศ ไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่ครั้งเดียว เป็นวีรบุรุษผู้ปกป้องบ้านเมือง ทั้งยังรักมั่นและทะนุถนอมภรรยาเอกยิ่งนัก สตรีในเรือนหลังเช่นเจ้าจะมาล่วงเกินด้วยวาจาเช่นนี้ไม่ได้!”
คำพูดเป็นชุดที่สาดใส่หน้า ทำเอาชุยลิ่งเหยาชะงักไปชั่วครู่
ไม่นานก็จับสังเกตอะไรบางอย่างได้ ดวงตาจึงเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิม
“...หรือว่าท่าน?”
ใบหน้าของเสิ่นหานเยว่แดงซ่าน
สัญชาตญาณแรกคืออยากจะอธิบายอะไรสักอย่าง แต่เมื่อตระหนักได้ว่าบนรถม้ามีเพียงพวกนางสองคน จึงเชิดหน้าขึ้น ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
“ข้าก็ชอบพอเขาจริงๆ”
“......” ชุยลิ่งเหยาเงียบกริบ
มิน่าเล่า… พอพูดถึงเซี่ยจิ้นไป๋ทีไร ญาติผู้พี่คนนี้ถึงมีปฏิกิริยาเหมือนแมวถูกเหยียบหาง
ที่แท้ก็เป็นแม่ยกตัวยงนี่เอง! แถมดูท่าทางแล้ว จะเป็นแม่ยกสายปกป้องซะด้วย
เมื่อเห็นนางไม่ปริปาก เสิ่นหานเยว่จึงกล่าวต่อ
“เขาเป็นวีรบุรุษ และเป็นสามีที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า… ในสายตาของข้า บรรดาคุณชายที่ถูกยกย่องนักหนาในเมืองหลวง ไม่มีใครเทียบเขาได้เลยสักคน”
ชุยลิ่งเหยากระแอมในลำคอเบาๆ
“...แล้วเขาทราบความในใจของท่านหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่อยู่แล้ว” เสิ่นหานเยว่เม้มริมฝีปาก กำชับเสียงเบา
“ข้าเคยพบเขาแค่สามครั้งเท่านั้น เจ้าอย่าได้เอาไปบอกใครเชียวนะ!”