- หน้าแรก
- จิ๋นซีเปลี่ยนชะตา ปฏิรูปแคว้นฉินด้วยวิทยาการต่างมิติ
- บทที่ 26 - ปฐพีหล่อเลี้ยงหมื่นสิ่ง
บทที่ 26 - ปฐพีหล่อเลี้ยงหมื่นสิ่ง
บทที่ 26 - ปฐพีหล่อเลี้ยงหมื่นสิ่ง
บทที่ 26 - ปฐพีหล่อเลี้ยงหมื่นสิ่ง
เมื่อมองส่งแผ่นหลังของเว่ยเหลียวที่เดินจากไป อิ่งเจิ้งก็ลุกขึ้นเดินวนไปมาในห้องทรงอักษรหลายรอบก่อนจะนั่งลงอีกครั้ง เขาหยิบกระดาษขาวและดินสอขึ้นมาเขียนคำว่า ‘ศัตรู’ และ ‘มิตร’ ลงไป
ในตอนที่อิ่งเจิ้งข้ามภพไปยังโลกอนาคตเป็นครั้งแรกนั้นคือช่วงปีสองพันต้นๆ ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีการจัดงานโอลิมปิกด้วยซ้ำ
และเมื่อเขากลับมา เขาก็ได้นำหนังสือติดมือกลับมาสองเล่ม
การรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งนั้นอิ่งเจิ้งมิได้กังวลใจ เพราะมันเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการปกครองหลังจากนั้น ในใจของเขาพลันนึกถึงภาพจำจากเรื่องราวในอนาคตที่ชื่อว่า ‘ฉินสือหมิงเยว่’
ในเรื่องราวนั้นมีตัวเขา มีสำนักหยินหยาง และมีสำนักเต๋า ซึ่งสำนักเต๋าก็ยังแบ่งเป็นนิกายฟ้าและนิกายคน โดยที่เจ้าสำนักนิกายคนมีชื่อว่าเสี้ยวเหยาจื่อ
สัญญาณหลายอย่างบ่งชี้ว่าเรื่องราวนั้นกำลังพรรณนาถึงโลกที่เขาอาศัยอยู่ในยามนี้
ทว่าในเรื่องนั้น ศัตรูของจักรวรรดิกลับมีอยู่ทุกหนแห่ง ทั้งตระกูลเซี่ยงแห่งแคว้นฉู่ นิกายคนแห่งสำนักเต๋า สำนักม่อเจียทั้งหมด สำนักหนงเจียทั้งหมด รวมถึงบางส่วนของสำนักหรูเจีย...
หากวิเคราะห์ดูแล้ว หากเขาไม่ได้รับเศษเสี้ยวสวรรค์ต้าหลัวมา ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นอาจจะกลายเป็นเรื่องจริงก็ได้
สำนักหนงเจีย ขุมกำลังอันดับหนึ่งใต้หล้าที่มีสมาชิกนับหมื่น มีออดฝีมือมากมาย และมีแกนนำระดับกลางจำนวนมหาศาล ขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้กลับมิได้เป็นของจักรวรรดิและมิได้ถูกรวบรวมไว้ อิ่งเจิ้งจึงส่ายหัวเบาๆ เมื่อคิดถึงจุดนี้
ในมุมมองของเขา การรวบรวมสำนักหนงเจียนั้นเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง เพียงแค่ให้ตำแหน่งขุนนาง ให้สวัสดิการ ให้เกียรติยศ และให้ทรัพย์สินเงินทอง เพียงเท่านี้สำนักหนงเจียย่อมจะกลายเป็นเขี้ยวเล็บของจักรวรรดิได้เอง
ส่วนสำนักหยินหยางนั้น เมื่อเอี้ยนเฟยแต่งเข้ามาในวัง ย่อมจะกลายเป็นคนของจักรวรรดิในทันที
สำนักเต๋า หากไม่สามารถซื้อใจได้ ก็เพียงแค่สังหารเสี้ยวเหยาจื่อทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง
ส่วนสำนักม่อเจีย เมื่อเขียนชื่อนี้ลงบนกระดาษ อิ่งเจิ้งก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะมีคำตอบในใจ แม้จะเป็นสำนักม่อเจีย แต่หากตัดพวกหัวรั้นเพียงไม่กี่คนออกไป พวกเขาก็สามารถเป็นมิตรกับจักรวรรดิได้เช่นกัน
แล้วเหตุใดในอนาคตพวกเขาเหล่านั้นจึงกลายเป็นศัตรูของจักรวรรดิไปได้เล่า หลังจากครุ่นคิด อิ่งเจิ้งก็เขียนคำสองคำลงไปว่า ‘ผลประโยชน์’
ปัญหาทุกอย่างล้วนมีรากฐานมาจากเรื่องผลประโยชน์ เรื่องจุดยืน และเรื่องตำแหน่งหน้าที่ทั้งสิ้น
เมื่อจักรวรรดิรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง เหล่า ‘จอมยุทธ์’ ที่โลดแล่นไปทั่วยุทธภพเหล่านี้กลับมิได้รับผลประโยชน์ใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เมื่อแผ่นดินสงบ จำนวนชนชั้นสูงลดน้อยลง ราษฎรอาจจะอยู่อย่างเป็นสุข ทว่าเหล่าคนในยุทธภพกลับมิได้รับผลดีเลย ในทางกลับกันเพราะกฎหมายฉินที่เข้มงวด พวกเขาจึงถูกควบคุมและผลประโยชน์ถูกจำกัด
ไม่มีสิทธิพิเศษ ไม่มีตำแหน่งขุนนาง ไม่มีบรรดาศักดิ์ แม้แต่เกียรติยศที่มอบให้ได้โดยไม่ต้องเสียเงินก็ยังไม่มี เมื่อผลประโยชน์ขัดแย้งกับสถานะ คนสิบคนย่อมมีความไม่พอใจต่อจักรวรรดิไปเสียเก้าคน!
ประกอบกับคนในยุทธภพเหล่านี้ต่างก็มีพลัง มีพลังที่เหนือกว่าคนธรรมดาสามัญ ย่อมย่อมเกิดความไม่พอใจเป็นธรรมดา
หากจะบอกว่าสำนักม่อเจียต่อต้านฉินเพราะอุดมการณ์หรือเพราะความแค้นส่วนตัวของเยี่ยนตัน เช่นนั้นสำนักหนงเจียก็ต่อต้านเพราะเรื่องผลประโยชน์ล้วนๆ
ครู่ต่อมา อิ่งเจิ้งก็ออกจากห้องทรงอักษรพลางเงยหน้ามองฟ้าก่อนจะตรงไปยังสวนซ่างหลิน ที่นี่คือสถานที่ที่มีความลับมากที่สุดของแคว้นฉินในยามนี้
ฐานลับของตระกูลกงซูตั้งอยู่ที่นี่ ฐานบัญชาการของหน่วยเจิ้งฝาสื่อและค่ายฝึกของหน่วยอวี่หลินเว่ยก็ตั้งอยู่ที่นี่เช่นกัน
แม้แต่กู่เสิน ผู้อาวุโสสำนักหนงเจียที่อิ่งเจิ้งดึงตัวมา ก็มีฐานลับอยู่ที่นี่หลายแห่ง ที่นี่มีทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ล้ำสมัยที่สุด เทคโนโลยีการเพาะปลูก เทคนิคการเลี้ยงสุกร การตอนหมู ไปจนถึงการดูแลแม่หมูหลังคลอด และยังมีงานวิจัยเรื่องปุ๋ยเคมีรวมถึงข้าวผสมข้ามสายพันธุ์ที่กำลังดำเนินการอยู่...
หุบเขาเสินหนง คือหนึ่งในฐานลับของสำนักหนงเจียที่ตั้งอยู่ที่นี่
ฐานแห่งนี้มีทั้งพื้นที่ราบ หุบเขา และแม่น้ำ รอบด้านรายล้อมด้วยป่าไม้และทุ่งพืชพรรณ เมื่อมองไปไกลๆ จะเห็นพื้นที่สีเขียวขจีเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาจนทำให้รู้สึกสดชื่นยิ่งนัก
ในยามนี้ เหล่าศิษย์สำนักหนงเจียต่างมาล้อมวงกันอยู่ โดยมีศูนย์กลางคือผู้ดูแลฐานแห่งนี้ เขาคือหนึ่งในหกผู้อาวุโสของสำนักหนงเจียนามว่า กู่เสิน
ในมือของเขามีต้นกล้าที่แสนพิเศษต้นหนึ่ง มันมีความสูงเพียงหนึ่งฉื่อ ทว่าถูกปลูกไว้ในอ่างขนาดใหญ่กว้างหนึ่งจั้ง อ่างนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งจั้ง สูงสามฉื่อ ชั้นบนสุดหนึ่งนิ้วเป็นผิวน้ำ ส่วนด้านล่างคือดินที่อุดมสมบูรณ์
ตัวต้นกล้าเองก็ประหลาดนัก เพราะมันมีสีดำสนิท ดำตั้งแต่ยอดจรดราก อิ่งเจิ้งเองก็ไม่เคยเห็นต้นกล้าแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต
ทว่าเมื่อเห็นทุกคนกำลังจดจ่ออยู่อย่างมีสมาธิ เขาก็ไม่ได้เอ่ยขัดจังหวะ แต่กลับยืนรออย่างเงียบๆ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ย้าก!
สิ้นเสียงตะโกน รัศมีรอบกายของผู้อาวุโสกู่เสินก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ พลังชีวิตที่มหาศาลเริ่มแผ่ออกจากตัวเขากระจายไปทั่วทุกทิศทาง
หญ้าป่าบนพื้นดินใต้เท้าเขาเริ่มงอกเงยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ส่วนต้นกล้าสีดำในอ่างใบใหญ่นั้นก็เจริญเติบโตขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
“เริ่มแล้ว เริ่มแล้ว!”
“ปฐพีหล่อเลี้ยงหมื่นสิ่ง เทพอุดรไม่ดับสูญ นี่คือสุดยอดวิชาของสำนักหนงเจียเรา สามารถดึงพลังจากฟ้าดินมาสร้างพลังชีวิตที่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด!”
“จากการเป็นต้นกล้าไปจนถึงรวงข้าวที่สุกงอม เดิมทีต้องใช้เวลาหลายเดือน ทว่าในมือของพวกเราสำนักหนงเจีย กลับใช้เวลาเพียงชั่วครู่ นี่คืออานุภาพของปฐพีหล่อเลี้ยงหมื่นสิ่งนั่นเอง”
ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นของเหล่าศิษย์ เพียงไม่นานต้นกล้าก็เติบโตเป็นต้นข้าวสูงห้าฉื่อที่มีรวงข้าวมากกว่าห้าร้อยรวง แต่ละเมล็ดต่างอิ่มเอิบและกลมกลึงดูเป็นข้าวชั้นดี
แม้ว่าอิ่งเจิ้งจะมิได้ทำนาเอง แต่เขาก็รู้ว่าต้นข้าวปกติจะมีรวงข้าวประมาณสองร้อยถึงสามร้อยรวง ทว่าต้นที่อยู่ตรงหน้ากลับมีมากกว่าห้าร้อยรวง ดูท่าจะเป็นข้าวสายพันธุ์พิเศษบางอย่าง แต่ก็ยังไม่อาจทราบถึงผลลัพธ์ที่แท้จริงได้
ทว่าเพียงแค่ความสามารถในการเพาะปลูกเช่นนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะต้องรวบรวมสำนักหนงเจียมาให้ได้ หากมีคนนับหมื่นที่ใช้งานได้ดี ย่อมจะได้ขุนนางเกษตรนับหมื่นคนที่จะส่งไปประจำตามหมู่บ้านต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งนับเป็นขุมทรัพย์มหาศาลยิ่งนัก
เพียงไม่กี่อึดใจ กู่เสินก็เด็ดรวงข้าวมาสองสามเมล็ดพลางแกะเปลือกออกแล้วใส่เข้าปากทันที “แก่นพลังในข้าวต้นนี้มีมากกว่าข้าวปกติถึงสิบเท่า สำหรับผู้ฝึกวรยุทธ์แล้ว นี่คือน้ำทิพย์ชั้นดีที่สุดสำหรับการปูพื้นฐานในช่วงเริ่มแรกเลยทีเดียว”
“จดไว้ เร็วเข้า จดไว้ให้หมด! นี่มันเพาะเลี้ยงอย่างไร!”
“ผลผลิตต่อพื้นที่เป็นอย่างไร”
“ความต้องการสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร”
“ต้นทุนจินละเท่าใด”
“การทดสอบเปรียบเทียบถูกตั้งค่าไว้อย่างไร”
ในขณะที่เหล่าศิษย์กำลังถกเถียงข้อมูลเหล่านี้อย่างกระตือรือร้น ผู้อาวุโสสำนักหนงเจียคนนี้ก็เดินมาหาอิ่งเจิ้ง เมื่อมองดูอิ่งเจิ้งในยามนี้เขาก็รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก
“นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเพียงเวลาสั้นๆ สามปีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้มหาศาลขนาดนี้ พลังของอาณาจักรเพียงหนึ่งเดียวนั้น สำนักหนงเจียไม่อาจนำมาเปรียบเทียบได้เลยจริงๆ”
[จบแล้ว]