เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 - ผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้คือถ่าน

บทที่ 18 - ผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้คือถ่าน

บทที่ 18 - ผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้คือถ่าน


บทที่ 18 - ผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้คือถ่าน

ณ สวนซ่างหลิน ประตูมิติขนาดกว้างหนึ่งร้อยเมตรสูงห้าเมตรได้ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบภายในฐานลับที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา พื้นที่รอบด้านถูกโอบล้อมด้วยกองทัพนับหมื่นนายที่ทำหน้าที่เฝ้าอารักขาอย่างเข้มงวด

นอกจากทหารกล้าแล้วยังมีองครักษ์ปราบมาร องครักษ์ทานตะวัน และยอดฝีมือจากหน่วยเขม่าดำคอยคุ้มกันอยู่ทุุกหนแห่ง อย่าว่าแต่ผู้คนเลยแม้แต่เจ้านกกระจอกเพียงตัวเดียวก็มิได้รับอนุญาตให้บินผ่านน่านฟ้าแห่งนี้

ในยามนี้ อิ่งเจิ้งได้นำพาหลวี่บู๋เหวยและเหล่าวีรบุรุษทั้งสองร้อยยี่สิบหกคนที่ผ่านการสัมภาษณ์และฝึกฝนมานานกว่าสองเดือนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูมิติ

“ทุกท่าน การเดินทางครั้งนี้อาจกินเวลานับสิบหรือยี่สิบปี อย่างน้อยก่อนที่แคว้นฉินจะรวบรวมใต้หล้าได้สำเร็จ พวกท่านย่อมยากที่จะได้กลับมา พวกท่านทุกคนคือวีรบุรุษของฉิน!”

ประตูมิติที่ดูหนามั่นคงถูกเปิดออก แสงสีดำสลัวแผ่ออกมาจากประตูดูแล้วมิเหมือนสิ่งของฝ่ายธรรมะเลยแม้แต่น้อย

ทว่าผู้คนที่ผ่านการคัดเลือกมาถึงจุดนี้ล้วนเตรียมใจพบกับความตายไว้เรียบร้อยแล้ว แม้แต่พินัยกรรมก็เขียนทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว ในเมื่อมิเกรงกลัวความตายแล้วจะมีสิ่งใดให้น่าหวาดหวั่นอีก?

เมื่อก้าวข้ามประตูมิติไป พวกเขาก็พบว่าเบื้องหน้าคือหุบเขาที่ถูกปิดล้อมด้วยภูเขาสูงทั้งสี่ด้านนับว่าเป็นชัยภูมิที่ลี้ลับยิ่งนัก

เมื่อทั้งสองร้อยกว่าคนข้ามมาจนครบ แสงบนประตูมิติก็เลือนหายไป บางคนเริ่มสำรวจประตูมิติด้วยความฉงน บางคนถึงกับนั่งลงเคาะดินบนพื้นเพื่อตรวจสอบสภาพดินราวกับพบสิ่งอัศจรรย์ ส่วนหลวี่บู๋เหวยนั้นจ้องมองทัศนียภาพรอบด้านด้วยความตั้งใจ เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไปจากเดิม

“ทุกท่าน ที่นี่คือโลกใบใหม่ โลกที่แตกต่างจากแคว้นฉินอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่ปกครองแผ่นดินแห่งนี้คือราชวงศ์หมิงที่มีฮ่องเต้แซ่จู...”

“กล่าวโดยสรุปคือโลกใบนี้มีทุกอย่างที่ต่างจากฉิน มีประชากรนับร้อยล้านคนและมีทรัพย์สินมหาศาลมิอาจประเมินได้”

“และพวกท่านคือทัพหน้าของฉินที่จะเข้ามายึดครองโลกใบนี้ ภารกิจของพวกท่านนั้นหนักอึ้งยิ่งนัก ในช่วงแรกจงรวบรวมข่าวสารอย่างละเอียดและทั่วถึง เมื่อใดที่ฉินรวบรวมใต้หล้าสำเร็จ เมื่อนั้นเราจะเริ่มแผนการยึดครองและปฏิรูปโลกใบนี้อย่างเต็มรูปแบบ”

“ในช่วงสิบปีต่อจากนี้ พวกท่านต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ ในระหว่างนี้พวกท่านจะได้รับการสนับสนุนเสบียงกรังจากแคว้นฉิน สิ่งใดที่ท่านขาดเหลือตราบเท่าที่ฉินมีให้ได้เราจะส่งผ่านประตูบานนี้มาให้ท่าน”

“และความดีความชอบที่พวกท่านสร้างขึ้นจะถูกบันทึกเป็นความชอบทางการทหารเพื่อเลื่อนบรรดาศักดิ์ หรือจะแลกเป็นเคล็ดวิชาก็ย่อมได้ หรือแม้แต่จะส่งต่อรางวัลให้แก่ครอบครัวและสหายในแคว้นฉินก็ได้เช่นกัน แม้พวกท่านจะมิอาจพบหน้ากันได้โดยตรง ทว่าญาติพี่น้องของท่านจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดจากราชสำนัก”

“สิ่งที่พวกท่านต้องทำคือการปรับตัวเข้ากับโลกนี้ในฐานะชาวหมู่บ้านสกุลจ้าว เป้าหมายในระยะแรกคือการจัดส่งเสบียงอาหารกลับไปยังฉินให้ได้อย่างน้อยปีละสิบล้านสือผ่านประตูบานนี้ ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”

“และเมื่อกองทัพของฉินยาตราทัพมาถึงเพื่อสยบโลกใบนี้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อนั้นพวกท่านจะได้กลับสู่จักรวรรดิอย่างภาคภูมิในฐานะวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่”

“ภารกิจแรกที่ข้ามอบให้พวกท่านคือการอ่านหนังสือ จงใช้เวลาสามวันสามคืนนี้ในการศึกษาตำราเพื่อทำความเข้าใจโลกใบนี้เบื้องต้นเสียก่อน”

ในฐานะที่นี่เคยเป็นสำนักงานใหญ่ของหอชิงอี พื้นที่จึงกว้างขวางและมีเสบียงอาหารสะสมไว้มิน้อย เพียงพอที่จะเลี้ยงดูคนสองร้อยกว่าคนได้อย่างสบาย

ยิ่งเรื่องการกินการดื่ม ที่นี่มีเครื่องเทศมากมายที่แคว้นฉินมิมี หากวัดกันที่คุณภาพชีวิตแล้วที่นี่นับว่าสุขสบายกว่าแคว้นฉินมิน้อยเลยทีเดียว

ทว่าเหล่าวีรบุรุษทั้งสองร้อยกว่าคนกลับมิมีใครใส่ใจเรื่องอาหารเลิศรสเหล่านั้น พวกเขาต่างมุมานะจมอยู่กับกองตำราเพื่อศึกษาข้อมูลสารพัด

เนื่องจากทุกคนได้เรียนรู้ตัวอักษรข่ายซูมาแล้วจึงมินับว่าเป็นอุปสรรคในการอ่าน ต่อให้พบตัวอักษรที่มิคุ้นเคยบ้างก็พอจะคาดเดาจากบริบทได้มยาก

เมื่อคนเราตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วนัก

สามวันสามคืนผ่านไปไวเหมือนโกหก

“ที่นี่คือต่างโลกจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”

“ท่านอ๋องคงมิว่างพอจะล้อเล่นกับพวกเราหรอกมั้ง? อีกอย่างพวกเราก็มิมีค่าพอให้ท่านอ๋องต้องมาหลอกลวงเสียหน่อย?”

“ก็น่าจะจริง เจ้ามิรู้สึกหรือว่ายามโคจรลมปราณมันมิได้ไหลลื่นเหมือนตอนอยู่ในแคว้นฉิน? พลังวิญญาณที่นี่เจือจางกว่าที่ฉินมากนัก ท่าไม้ตายเดียวกันหากอยู่ที่ฉินมีอานุภาพเต็มสิบ อยู่ที่นี่คงเหลือเพียงสามส่วนเท่านั้น”

“ข้ามิรู้สึกอะไรเลย ข้ายังเป็นเพียงนักสู้ระดับโฮ่วเทียนมิได้เปิดจุดเชื่อมต่อฟ้าดินและมิใช่ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนที่จะสัมผัสถึงพลังธรรมชาติได้ สิ่งที่เจ้าว่ามาข้ามิได้รับรู้เลยสักนิด”

“ทว่าตำราประวัติศาสตร์เหล่านี้น่าจะมิใช่เรื่องโกหก...”

“ข้าก็อ่านตำราประวัติศาสตร์เหล่านั้นแล้ว ทว่ามันมิใช่เรื่องเหลวไหลหรอกหรือ? แคว้นฉินของเราแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ท่านอ๋องก็ทรงปรีชาสามารถ การรวบรวมใต้หล้าข้าย่อมเชื่อมั่นแน่นอน เมื่อสร้างมหาภารกิจสำเร็จแล้วท่านอ๋องจะสถาปนาตนเป็นสื่อหวงตี้หรือมังกรบรรพชนก็นับว่าเหมาะสมยิ่งนัก”

“ทว่าเรื่องราวหลังจากนั้นมันคืออะไรกัน? ดูเจ้านามว่าหูไห่นี่สิ ต่อให้เป็นคนปัญญาอ่อนมาเป็นอ๋องก็คงทำได้ดีกว่านี้ แคว้นฉินที่เกรียงไกรของพวกเราจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะล่มสลายลงในรุ่นที่สอง?”

“และพวกเจ้าดูท่านอ๋องสิ ปีนี้พระองค์เพิ่งจะพระชนมายุสิบเจ็ดพรรษา ทว่าพละกำลังกลับสูงส่งเทียมฟ้า อย่างน้อยต้องเป็นระดับจงซือแน่นอน หากดูแลพระวรกายให้ดีย่อมอยู่ได้ถึงร้อยปีหรืออาจจะถึงร้อยห้าสิบปี หากท่านอ๋องรวบรวมใต้หล้าสำเร็จและพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ผู้ใดเล่าจะกล้าคิดกบฏ?”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าวีรบุรุษ หลวี่บู๋เหวยค่อยๆ วางตำราพงศาวดาร (สื่อจี้) ในมือลง เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกที่สับสน ทั้งโศกเศร้าและโกรธแค้นปนเปกันไป

พงศาวดารฉบับนี้เขียนขึ้นโดยซือหม่าเชียนซึ่งนับว่าเป็นบรรทัดฐานให้แก่พงศาวดารรุ่นหลังและมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เหล่านักปราชญ์รุ่นหลังต่างยกย่องตำราเล่มนี้ไว้สูงส่ง ทว่าสิ่งที่หลวี่บู๋เหวยกำลังอ่านอยู่นั้นคือเรื่องราวประวัติของตัวเขาเอง

เนื้อความระบุว่าเมื่อสื่อหวงตี้เติบโตขึ้น ไท่โฮ่วก็ยังมิมักน้อยในกามารมณ์ หลวี่บู๋เหวยเกรงว่าภัยจะมาถึงตัวจึงแอบหาชายที่มีอวัยวะเพศใหญ่โตนามว่าเล่าไอ่มาเป็นคนรับใช้ และให้เล่าไอ่แสดงการใช้กล่องดวงใจหมุนกงล้อไม้ให้ไท่โฮ่วได้ยินเพื่อยั่วยุ เมื่อไท่โฮ่วได้ยินก็ปรารถนาจะได้ตัวเขามา หลวี่บู๋เหวยจึงส่งตัวเล่าไอ่เข้าไปโดยแสร้งทำเป็นว่าเขาถูกลงโทษจนกลายเป็นขันที...

‘พวกเจ้าฟังดูสิ นี่มันใช่คำที่มนุษย์ควรจะพูดออกมาหรือ?’

นี่คือเนื้อหาในบทที่แปดสิบห้าของพงศาวดารสื่อจี้ ซึ่งเป็นบทประวัติของหลวี่บู๋เหวย ส่วนเรื่องที่เล่าไอ่และไท่โฮ่วมีบุตรด้วยกันถึงสองคนนั้นยิ่งทำให้หลวี่บู๋เหวยอ่านไปก็สั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว

นอกจากความหวาดกลัวแล้วก็คือโทสะที่พุ่งพล่าน ในยามนี้เขาอยากจะลากตัวซือหม่าเชียนออกมาจากกระแสน้ำแห่งเวลาแล้วจับตอนซ้ำอีกสักรอบจริงๆ

ทว่าหลวี่บู๋เหวยผู้เคยผ่านการเป็นอัครมหาเสนาบดีมาย่อมเคยพบเจอเหตุการณ์ใหญ่โตมามิน้อย จิตใจของเขาจึงมั่นคงยิ่งนัก เพียงชั่วครู่เขาก็สงบสติอารมณ์และปรับสภาพจิตใจได้อีกครั้ง

“ท่านพ่อรอง อ่านพงศาวดารของโลกนี้แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?” อิ่งเจิ้งเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

“ผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้คือถ่าน! พงศาวดารนับพันปีสรุปได้เพียงประโยคเดียวเท่านั้นคือเรื่องของผู้ชนะและผู้แพ้ หลี่ซื่อหมินสังหารพี่น้องและกักขังบิดาทว่าเมื่อเขาชนะเขาก็กลายเป็นมหาจักรพรรดิที่เคียงคู่กับพระองค์ได้ ฮั่นอู่ตี้บ้าสงครามจนผลาญทรัพย์สินที่สะสมมาสามรุ่นจนหมดสิ้นเพียงเพื่อปราบชาวซงหนูตัวเล็กๆ ก็กลับถูกยกย่องเยินยอเสียจนเกินจริง”

“ส่วนแคว้นฉินล่มสลายในรุ่นที่สอง จึงกลายเป็นฉินทรราช และพระองค์จากมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ก็กลายเป็นทรราชที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์เสียอย่างนั้น”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 18 - ผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้คือถ่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว