- หน้าแรก
- เสียงกระซิบจากแดนดารา
- บทที่ 14 - ความห่วงใย
บทที่ 14 - ความห่วงใย
บทที่ 14 - ความห่วงใย
บทที่ 14 - ความห่วงใย
เมื่อเซี่ยจวงฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็เห็นเพดานห้องพักผู้ป่วยที่คุ้นตา ทว่ารอบกายกลับมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงเสียงจอแจแว่วมาจากที่ไกลๆ บ่งบอกว่าบัดนี้เข้าสู่ยามค่ำคืนแล้ว
เขาเอียงคอไปมองแสงไฟนีออนหลากสีสันนอกหน้าต่าง ลองสำรวจสภาพร่างกายของตนเองดู ก็พบว่ารู้สึกผ่อนคลายสบายตัว แม้แต่สมองก็ยังปลอดโปร่งโล่งสบาย ราวกับเพิ่งตื่นนอนแล้วมีสายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านอย่างไรอย่างนั้น
"ทำไมรู้สึกว่าตอนนี้โรงพยาบาลเหมือนเป็นบ้านของข้าไปแล้วล่ะเนี่ย" เซี่ยจวงบ่นอุบอิบพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ ตั้งแต่ข้ามมิติมา เวลาแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของเขาล้วนหมดไปกับการนอนโรงพยาบาล แถมยังเป็นห้องพักผู้ป่วยห้องเดิมเสียด้วย
เซี่ยจวงรู้ดีว่าเขาคงได้รับการรักษาจากเฉินเซียวเซียวมาก่อนแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าตนเองพลาดท่าตรงไหนจนต้องถูกหามส่งโรงพยาบาล แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ถูกฆ่าตายทันทีโทษฐานที่ไปละเมิดข้อห้ามในการเพ่งจิตถึงเทพโบราณ แค่นี้ก็นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว
"อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว เยาวชนคนรุ่นใหม่ผู้เปี่ยมด้วยพลังบวกที่เพียบพร้อมทั้งคุณธรรม สติปัญญา ร่างกาย สุนทรียภาพ และการงานอย่างข้า หน่วยควบคุมเองก็คงไม่กล้าหาเรื่องข้าหรอกมั้ง" เซี่ยจวงพึมพำกับตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้สึกว่าสภาพร่างกายและจิตใจของตนเองกำลังอยู่ในจุดที่ดีเยี่ยม ไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับผลกระทบจากมลทินแปดเปื้อนใดๆ ทว่าตอนนี้เมื่อนึกถึงเปลวเพลิงที่ล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่านั้น เขาก็ไม่รู้สึกหวาดผวาหรือร้อนรนอีกต่อไป มันเหมือนกับประโยคที่เขาเคยพูดไว้ว่า "ก็แค่นี้เอง ข้าสามารถแทนที่มันได้!"
เซี่ยจวงจินตนาการไปถึงตอนที่เขาบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นเซียน ตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียวก็ทำลายดวงอาทิตย์ได้ ช่างหล่อเหลาและสง่างามเหนือใคร เปลวเพลิงที่มีชีวิตงั้นหรือ น่าขันสิ้นดี!
แต่หลังจากเพ้อฝันไปได้ครู่หนึ่ง เขาก็พลันขมวดคิ้ว นึกขึ้นได้ว่าโลกใบนี้ไม่มีการบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติทำได้เพียงพึ่งพาอักขระปีศาจเข่นฆ่ากันเองเหมือนโปรแกรมเมอร์ที่ถือคีย์บอร์ดไล่ทุบกัน แถมยังต้องคอยกังวลเรื่องมลทินแปดเปื้อนอยู่ตลอดเวลา แม้แต่พลังวิญญาณก็ยังไม่ใช่ของตนเอง ต้องไปขอยืมมาจากเทพเจ้าในแดนดารา และตอนที่ยืมก็ต้องคอยระวังไม่ให้ยืมมามากเกินไปอีก!
ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน! ช่างยากลำบากอะไรเช่นนี้! พลังวิญญาณนี่มันเป็นสิ่งที่ไม่สะดวกเอาเสียเลย!
เซี่ยจวงรู้สึกว่าผู้คนในโลกนี้เหมือนกับซุนหงอคงที่กำลังเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก เมื่อก่อนอาจจะเคยถือกระบองไล่ตีเทพเจ้าบนสวรรค์จนแตกพ่ายราบคาบ แต่ตอนนี้เวลาจะปราบปีศาจสักตัวก็ต้องคอยอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ วิ่งไปหาพระยูไลที พระแม่กวนอิมที ช่างอึดอัดขัดใจเสียจริง!
"ไม่สิ ต้องมีอะไรที่ข้ายังไม่ค้นพบแน่ๆ!" เซี่ยจวงไม่อยากยอมแพ้ต่อความหวัง "ตามตรรกะปกติแล้ว ผู้วิเศษชุดเหลืองคนนั้นส่งข้ามาที่นี่ แถมยังรับปากว่าจะให้ข้าบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน โลกใบนี้ก็ต้องสามารถบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนได้สิ ไม่อย่างนั้นเขาจะเสียเวลาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรกัน หรือว่าคนของจักรวรรดิชลธีจะโง่เขลาเกินไป หรือว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริงจะซ่อนตัวอยู่ในประวัติศาสตร์ในอดีต หรืออาจจะมีเคล็ดวิชาซ่อนอยู่ตามซากโบราณสถาน"
คิดอยู่นานก็ยังหาเบาะแสไม่เจอ แม้สัญชาตญาณของเซี่ยจวงจะบอกว่าพลังวิญญาณคือกุญแจสำคัญของการเป็นเซียน ทว่าความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับที่เขามีในตอนนี้ยังถือว่างูๆ ปลาๆ มาก การจะให้คนเขียนภาษาซีด้วยภาษาแอสเซมบลีได้ด้วยมือเปล่า คนคนนั้นก็ต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวิทยาการคอมพิวเตอร์เสียก่อน ทว่าความเข้าใจของเซี่ยจวงที่มีต่อสิ่งต่างๆ อย่างอักขระปีศาจในตอนนี้ เปรียบได้กับคนที่ไม่รู้ประสีประสาเรื่องคอมพิวเตอร์ แม้แต่โปรแกรมเวิร์ดก็ยังเปิดไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ
"ฟื้นแล้วหรือ"
เสียงผู้หญิงที่ดังขึ้นข้างกายราวกับภูตผีทำเอาเซี่ยจวงสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นเฉินเซียวเซียวที่มุดออกมาจากหลุมดำที่ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า และทิ้งตัวลงมายืนท่ามกลางความมืดมิดอย่างแผ่วเบา
"นี่คือ?"
"อักขระปีศาจชนิดหนึ่ง เป็นอักขระที่ใช้สำหรับการเคลื่อนย้ายระยะไกลน่ะ" เฉินเซียวเซียวตอบพลางล้วงไฟแช็กและบุหรี่ออกจากเสื้อกาวน์สีขาวตามความเคยชิน "เจ้านอนสลบไสลมาทั้งวันแล้ว ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้างล่ะ ความรู้สึกที่ได้เข้าเฝ้าเทพโบราณน่ะ"
"ข้าในตอนนี้ ดูเหมือนคนมีปัญหาหรือไงล่ะ" เซี่ยจวงกลอกตาบน
"ดูไม่เลวเลยจริงๆ ในฐานะมนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่มีอัตราการปนเปื้อนเป็นศูนย์หลังจากเพ่งจิตถึงเทพโบราณ เจ้าก็นับว่าถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แล้วล่ะ!" เฉินเซียวเซียวจุดไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เมื่อเธอพ่นควันออกมาอย่างเชื่องช้า กลิ่นบุหรี่ก็คละคลุ้งไปทั่วห้องพักผู้ป่วยอันคับแคบ
"เดี๋ยวก่อน แล้วพี่สาวข้าล่ะ พวกคุณได้บอกอะไรเธอหรือเปล่า"
"พวกเราก็แค่หาข้ออ้างส่งเดชไป ถึงอย่างไรวันนี้ถ้าเจ้ากลับไปเธอก็สบายใจเองแหละ ดังนั้น ข้าคิดว่าเจ้าควรจะสนใจเรื่องที่สำคัญกว่านี้จะดีกว่านะ"
"เรื่องอะไรล่ะ"
"หน่วยควบคุมเตรียมจะจัดการกับเจ้าอย่างไรน่ะสิ" เฉินเซียวเซียวปรายตามองเซี่ยจวงพลางกล่าว
"จัดการ เอ่อ ข้าทำอะไรผิดงั้นหรือ ข้าคิดว่าสภาพของข้าตอนนี้ก็ดีมากเลยนี่นา!" เซี่ยจวงเอ่ยถามด้วยความกระวนกระวายใจเล็กน้อย
"ใช่ ไม่ว่าจะตรวจสอบอย่างไร อัตราการปนเปื้อนของเจ้าก็อยู่ที่ศูนย์ ตามหลักแล้วเจ้าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ทว่า พวกเราที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องลี้ลับ สิ่งที่หวาดกลัวที่สุดก็คือความผิดปกติ เจ้ามีความผิดปกติมากเกินไป เพ่งจิตถึงเทพโบราณ ใช้พลังวิญญาณระดับที่แม้แต่ระดับเชื่อมต่อยังไม่อาจเรียกใช้ได้ นอกจากการถูกเผาไหม้อย่างรุนแรงและพลังวิญญาณเหือดแห้งแล้ว ความคิดของเจ้าก็ไม่ได้บิดเบี้ยวไปเลยแม้แต่น้อย เจ้าคิดว่าตัวเองปกติไหมล่ะ"
"ก็มนุษย์ต้นไม้นั่นมันจะฆ่าข้านี่นา จะไม่ให้ข้าสู้กลับเลยหรือไง"
"ถูกต้อง ดังนั้น ถึงแม้ทางสภาเมืองมุกดาจะเสนอให้กำจัดเจ้าทิ้ง แต่เยี่ยนชิงก็เป็นคนรับประกันให้เจ้าเอง"
"เขา..." เซี่ยจวงนึกถึงผู้ชายที่ทำหน้าตาเย็นชา แถมยังเคยเอาปืนจ่อหัวเขาคนนั้น นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือ ไม่สิ ภายนอกเย็นชาแต่ภายในอบอุ่น ดูคนจากภายนอกไม่ได้จริงๆ แฮะ!
"เขาคงจะเส้นประสาทในสมองตึงเครียดผิดปกติไปแล้วล่ะมั้ง ถึงได้คิดว่าเจ้าเป็นความหวังของมนุษยชาติ เป็นผู้กอบกู้ในอนาคต เขาถึงกับยอมเอาอนาคตของตัวเองมาเป็นเดิมพันเพื่อปกป้องชีวิตของเจ้า ไอ้เด็กเมื่อวานซืนจอมจุ้นจ้านคนนี้ ทำเอาข้าต้องพลอยออกหน้าช่วยรับประกันไปด้วยเลย!" เฉินเซียวเซียวเคาะเถ้าบุหรี่พลางเอ่ยต่อ "ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องอยู่ภายใต้การจับตาดูอย่างเข้มงวดของข้า"
"หา เดี๋ยวก่อน ข้าควรจะกล่าวคำขอบคุณไหมเนี่ย" เซี่ยจวงรู้สึกตะขิดตะขวงใจเล็กน้อยจึงเอ่ยถามออกไป
"ไม่มีใครเคยสอนเจ้าเรื่องมารยาทในการพูดคุยบ้างหรือไง ตั้งแต่วันนี้ข้าจะย้ายไปอยู่บ้านฝั่งตรงข้ามกับเจ้า และจะคอยรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเพื่อนร่วมทีมของเจ้าไปตลอด จนกว่าพวกเราจะเดินทางไปที่นครราตรี มีปัญหาอะไรอีกไหม"
"จริงสิ ข้ามีคำถาม ข้าได้เห็นเปลวเพลิงขนาดยักษ์นั่น..."
"หยุด ห้ามอธิบายรูปลักษณ์ของมันเด็ดขาด!" เฉินเซียวเซียะจับความรู้สึกบางอย่างได้อย่างเฉียบแหลม เธอรีบขัดจังหวะคำพูดของเซี่ยจวงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง "เจ้าได้เห็นเทพโบราณองค์นั้นในการเพ่งจิตแล้ว คำอธิบายของเจ้าจะแฝงไปด้วยพลังลี้ลับ หากเจ้าไม่อยากก่อให้เกิดภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัว จงอย่าพยายามอธิบายรูปลักษณ์ของเทพเจ้าเด็ดขาด และแน่นอน ห้ามไปเพ่งจิตถึงเทพโบราณองค์นั้นอีกเป็นอันขาด!"
"เอ่อ เข้าใจแล้ว ข้าก็แค่อยากรู้ว่า ถ้าพวกเทพโบราณยังไม่ตาย แล้วทำไมพวกเขาถึงทอดทิ้งมนุษย์ แล้วหนีไปอยู่แดนดาราล่ะ"
"ไม่รู้สิ เรื่องนี้ต่อให้เป็นในหมู่พวกเราเอง ก็เป็นความลับที่รู้กันแค่คนกลุ่มน้อยเท่านั้น หรือบางทีอาจจะไม่มีใครรู้เลยก็ได้ อย่างน้อยข้าก็ไม่รู้ แต่นั่นมันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ" เฉินเซียวเซียวถอนหายใจ น้ำเสียงเจือไปด้วยความเศร้าโศก "ตั้งแต่วินาทีที่ข้าลืมตา โลกก็เป็นแบบนี้มาตลอด ตอนนี้ก็เป็น อนาคตก็จะเป็น"
เซี่ยจวงไม่อาจซึมซับและเข้าใจถึงความโศกเศร้านี้ได้ เขาทำได้เพียงหุบปากเงียบ พยายามใช้ความเงียบกลบเกลื่อนให้ผ่านพ้นไป
"เอาล่ะ นี่คือรางวัลของเจ้า!" เฉินเซียวเซียวโยนของสามชิ้นลงบนผ้าห่มของเซี่ยจวง ชิ้นหนึ่งคือนาฬิกาข้อมือเงิน อีกชิ้นคือโทรศัพท์มือถือของเซี่ยจวง และชิ้นสุดท้ายคือปึกบัตรประจำตัว
"นี่ ก่อนที่เจ้าจะได้รับบัตรประจำตัวของหน่วยควบคุม พวกเราได้จัดการทำบัตรประจำตัวที่ทำได้ง่ายๆ ให้เจ้าก่อน อย่างเช่นบัตรตำรวจ ใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน อะไรพวกนั้น อยู่ในปึกนั้นแหละ!"
"แล้วบัตรของหน่วยควบคุมล่ะ"
"บัตรใบนั้นเจ้าต้องไปทำด้วยตัวเองในตอนที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เพราะเจ้าต้องผ่านการทดสอบแกนกลางเสียก่อน แต่ไม่ต้องรีบหรอก ตอนนี้เจ้าก็ยังไม่มีธุระอะไรที่ต้องใช้บัตรหน่วยควบคุมอยู่แล้ว ไว้สักพักข้าค่อยพาเจ้าไปทำ"
"โอเค แล้วนาฬิกาเรือนนี้ล่ะ คืออะไร"
"นี่คืออักขระปีศาจหญ้าซากศพ ตอนนี้มันกลายเป็นพาหะแล้ว แค่ใช้พลังวิญญาณห่อหุ้มมัน เจ้าก็จะสามารถรับรู้ถึงตัวมันในมิติสมาธิได้ แต่ข้าขอแนะนำว่าก่อนที่เจ้าจะสวมมัน เจ้าควรอ่านอีเมลที่พวกเราส่งไปให้ละเอียดเสียก่อน เพื่อเสริมสร้างความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับด้านมืดของโลกให้แน่นขึ้น จะได้ไม่ต้องไปทำเรื่องโง่ๆ อย่างการเพ่งจิตถึงเทพโบราณโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้แบบนั้นอีก ตกลงไหม"
"เอ่อ ตกลง!"
"แล้วก็ คนของกลุ่มเซินหลัวที่เจ้าฆ่าตายน่ะ เป็นพวกที่ข้ามทะเลสาบวงแหวนมาจากจักรวรรดิทัวซาน อำนาจของพวกมันยังแผ่มาไม่ถึงจักรวรรดิชลธี เจ้าไม่ต้องกังวลว่าพวกมันจะมาแก้แค้นหรอกนะ ทว่าอักขระปีศาจของหมอนั่นมันอันตรายมาก แถมยังซ้อนทับด้วยมลทินแปดเปื้อนระดับรองหลายชั้น ถึงขั้นมีพลังวิญญาณตกค้างอยู่ด้วย พวกเราได้ทำการผนึกมันไว้แล้ว เอาให้เจ้าใช้ไม่ได้หรอก แต่หลังจากที่ส่งมอบให้เบื้องบนแล้ว เจ้าก็จะได้รับแต้มผลงานสองร้อยแต้ม รอจนเจ้าได้บัตรประจำตัวมา แต้มพวกนั้นก็จะเป็นของเจ้า"
"สรุปว่าหญ้าซากศพต้นนั้นมันเกิดความผิดปกติอะไรขึ้นกันแน่" เซี่ยจวงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ก็แค่วิวัฒนาการเลื่อนระดับหลังจากแพร่พันธุ์มาหลายต่อหลายครั้งเท่านั้นแหละ ทว่ากระบวนการนั้นก็ถูกข้าขัดจังหวะเสียก่อน สิ่งลี้ลับดาดๆ แบบนี้มีจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดเจนมาก! เจ้าพักผ่อนให้สบายเถอะ ข้าไปล่ะ!"
เซี่ยจวงมองดูเฉินเซียวเซียวโบกมือลาอย่างเท่ๆ ก่อนจะทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นอย่างไร้มารยาท จากนั้นเธอก็ก้มตัวมุดหายเข้าไปในหลุมดำที่ว่างเปล่า
นี่คือความห่วงใยใช่ไหม ใช่แหละมั้ง
[จบแล้ว]