- หน้าแรก
- เสียงกระซิบจากแดนดารา
- บทที่ 6 - พี่สาว
บทที่ 6 - พี่สาว
บทที่ 6 - พี่สาว
บทที่ 6 - พี่สาว
เซี่ยจวงทำได้เพียงมองดูผู้ชายสองคนนั้นเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยของเขาไปอย่างสบายอารมณ์และสง่างาม ก็แหม บาดแผลทั่วทั้งร่างของเขามันสาหัสสากรรจ์เกินไปจริงๆ อย่าว่าแต่ลุกจากเตียงเลย แม้แต่โทรศัพท์มือถือเขาก็ยังหยิบไม่ไหวด้วยซ้ำ
ดังนั้น แม้เยี่ยนชิงจะบอกว่าจะส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโลกลี้ลับและสัญญาว่าจ้างมาให้เขาทางอีเมลในภายหลัง และตัวเขาเองก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้ แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงสะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ หลับตาลงแล้วปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย
"เมื่อกี้เยี่ยนชิงพูดถึงครอบครัวของข้างั้นหรือ พวกเขาแจ้งให้พี่สาวของร่างนี้ทราบแล้วสินะ หวังว่าเดี๋ยวข้าคงจะไม่ถูกจับได้หรอกนะว่ามีอะไรผิดปกติ ถ้าถูกสงสัยล่ะก็ โยนความผิดให้สัตว์ประหลาดเวรนั่นก็แล้วกัน ถึงอย่างไรการผ่านความเป็นความตายมาได้ นิสัยใจคอหรือความเคยชินจะเปลี่ยนไปบ้างก็สมเหตุสมผลดีไม่ใช่หรือ"
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เซี่ยจวงก็นึกถึงอักขระโบราณสีแดงแปลกประหลาดนั่นขึ้นมาได้ จากคำพูดของคนจากหน่วยควบคุมสองคนนั้น บวกกับประสบการณ์ของเขาเอง คาดว่าอักขระนี้คงจะสลักอยู่บนกระดูกมือขวาของเขาเป็นแน่ แต่ทำไมเขาถึงสามารถมองเห็นมันในมิติมืดมิดนั้นได้ล่ะ มิติมืดมิดนั่นคือการมองเห็นทะเลความรู้ภายในจิตใจอย่างนั้นหรือ
ในเมื่อสามารถมองเห็นภายในได้ เช่นนั้นที่นี่มีผู้บำเพ็ญเพียรหรือเปล่า หลอมรวมสารัตถะ ให้กลายเป็นพลังปราณ หลอมรวมให้กลายเป็นจิตวิญญาณอย่างนั้นหรือ
เซี่ยจวงขบคิดถึงความเชื่อมโยงระหว่างอักขระนั้นกับสัตว์ประหลาดตัวนั้น สัญชาตญาณบอกเขาว่าอักขระแสงนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่แน่ว่าหากพึ่งพาอักขระตัวนี้ เขาอาจจะสามารถครอบครองพลังแบบเดียวกับที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นมีก็ได้! พล็อตเรื่องทั่วไปก็มักจะเป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ ตีมอนสเตอร์แล้วไอเทมดร็อป ไอเทมมีเอฟเฟกต์พิเศษคล้ายคลึงกับมอนสเตอร์ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลดีนี่นา!
"แต่ว่า ของสิ่งนี้อาจจะไม่ค่อยสะอาดเท่าไรนัก!"
เมื่อเซี่ยจวงนึกถึงทะเลเพลิงและภาพที่มีวิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วนมาห้อมล้อมส่งเสียงหวีดหวิวอยู่ข้างหูที่เขาเพิ่งเผชิญมา สัญชาตญาณก็บอกเขาว่านั่นเป็นฝีมือของอักขระนั่น เป็นไปได้สูงมากว่ากลิ่นอายสีเทาที่เกาะติดอยู่บนอักขระนั่นเป็นตัวการ แม้เขาจะไม่รู้ว่าตอนนั้นถ้าเขาทนไม่ไหวแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร แต่ดูจากการที่เยี่ยนชิงและเยว่เหวินปิงชักปืนออกมาราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจแล้ว จุดจบจะต้องเป็นการดวลปืนที่ดุเดือดตื่นเต้นอย่างแน่นอน
"โชคดีที่ชายชุดเหลืองที่ทำตัวลึกลับซับซ้อนคนนั้นน่ากลัวกว่าเยอะ!" เซี่ยจวงเบ้ปาก ทว่าในใจกลับรู้สึกลุกลนเล็กน้อย อุตส่าห์ดิ้นรนแทบตาย สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ถูกส่งมาอยู่ในโลกที่สงบสุขรุ่งเรืองที่มีคอมพิวเตอร์และน้ำอัดลมให้ดื่ม แต่กลับเป็นโลกลี้ลับที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแปลกประหลาดมากมายโผล่มาไม่หยุดหย่อน แถมยังชอบเอาชีวิตคนมาเป็นเครื่องสังเวยอีก
"แค่ตอบตกลงไปคำเดียว มันจะไปมีประโยชน์อะไรวะ ให้ตัวช่วยสุดโกงมาบ้างสิ ขอแค่คัมภีร์ฝึกวิชาเซียนสักเล่มก็ยังดี แค่ให้ทะลุมิติมาเฉยๆ มันจะไปมีประโยชน์อะไร" เซี่ยจวงอดไม่ได้ที่จะพึมพำในใจ อันที่จริงเมื่อได้กลับมาสู่โลกยุคปัจจุบันนี้ ความคิดอยากบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนของเขาก็จางหายไปมากแล้ว แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้านแบบนี้ ขนาดเจ้าหน้าที่ทางการที่รับมือกับเรื่องลี้ลับยังต้องทำโอที แล้วถ้าเขาไม่มีพลังอำนาจ ชีวิตของเขาจะอยู่ในกำมือของตัวเองได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ
แต่ทำไมผู้มีพลังเหนือธรรมชาติพวกนี้ถึงใช้ปืนกันหมดเลยล่ะ
ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วอย่างนั้นหรือ
"เสี่ยวจวง!"
ในขณะที่เซี่ยจวงกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น เสียงอ่อนหวานของหญิงสาวที่เจือไปด้วยเสียงสะอื้นก็ดังขึ้นข้างหู เขาอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมอง ภาพที่เห็นคือหญิงสาวแสนสวยสวมเสื้อสเวตเตอร์รัดรูปสีสว่าง กระโปรงยาวคลุมเข่าสีเทา และถุงน่องสีดำ
บนใบหน้ารูปไข่ของเธอมีดวงตากลมโตชุ่มฉ่ำ เส้นผมสีดำขลับยาวเหยียดตรงสยายลงมาราวกับน้ำตก แนบชิดไปกับส่วนเว้าส่วนโค้งอันเย้ายวนชวนมองบริเวณเอว
ใหญ่โตอะไรขนาดนี้!!!
แม้ในความทรงจำจะมีภาพของเธออยู่แล้ว แต่เมื่อได้มาพบเจอกันในชีวิตจริงเป็นครั้งแรก เซี่ยจวงก็ยังอดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความตกตะลึงในใจ
หญิงสาวแสนสวยที่ดูเป็นผู้ใหญ่และพึ่งพาตัวเองได้ ทว่ายังคงแฝงไว้ด้วยความไร้เดียงสาคนนี้ ก็คือพี่สาวร่วมสายเลือดของเซี่ยจวง เธอชื่อ เซี่ยหมิงปี้
"...พี่" แม้ความหยิ่งยโสในฐานะผู้ข้ามมิติจะทำให้เซี่ยจวงไม่อยากเอ่ยปากเรียกเธอว่าพี่ แต่ช่วยไม่ได้ที่หน้าอกหน้าใจของเธอจะใหญ่โตขนาดนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความน่าสงสัย เขาจึงยอมเรียกเธอว่าพี่อย่างว่าง่าย
เซี่ยหมิงปี้ทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงของเซี่ยจวง คิ้วเรียวงามของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เส้นผมสีดำขลับทิ้งตัวลงมาราวกับม่านบังตา สีหน้าที่เดิมทีดูเข้มแข็ง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความอ่อนโยน
"ยังเจ็บอยู่ไหม เสี่ยวจวง" เซี่ยหมิงปี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับเกลียวคลื่นที่คอยปลอบประโลมผืนทราย
"ไม่ค่อยเจ็บแล้วล่ะ!" แม้จะรู้สึกทรมานอยู่ทุกวินาที แต่เซี่ยจวงก็ยังฝืนฉีกยิ้มปั้นหน้ายากส่งไปให้ อย่างน้อยเขาก็ยังมีไหวพริบเรื่องความฉลาดทางอารมณ์อยู่บ้างล่ะนะ
"หมอบอกว่าตอนนี้เธอกินอะไรได้บ้างแล้ว พี่รีบมาก็เลยทำอาหารมาจากบ้านไม่ทัน พี่ก็เลยซื้อโจ๊กหมูมาฝาก จะกินตอนนี้เลยไหม" เซี่ยหมิงปี้หิ้วถุงโจ๊กหมูที่ซื้อมาจากร้านซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาโชว์ให้เซี่ยจวงดู
"เอ่อ ไม่เป็นไร ข้ายังไม่หิว" ความจริงเซี่ยจวงก็รู้สึกหิวอยู่นิดหน่อย แต่ตอนนี้แขนขาของเขาขยับไม่สะดวก วิธีเดียวที่จะกินได้ก็คือต้องให้เซี่ยหมิงปี้ป้อนให้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ได้เตรียมใจสำหรับการทำอะไรแบบนี้
"งั้นก็ไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าหิวเมื่อไหร่ต้องบอกพี่นะ คืนนี้พี่จะอยู่เฝ้าเธอที่นี่ตลอดเลย!" เซี่ยหมิงปี้ดูเหมือนไม่อยากให้เซี่ยจวงรู้สึกหดหู่ไปด้วย เธอจึงเผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนออกมา
"แล้วร้านที่บ้านล่ะ" เซี่ยจวงถาม
"ปิดสักพักคงไม่เป็นไรหรอก ถึงอย่างไรปกติก็ไม่ค่อยมีคนเข้าร้านอยู่แล้ว" เซี่ยหมิงปี้พูดไปก็ก้มหน้าลง ซ่อนสีหน้าเอาไว้ในมุมที่เซี่ยจวงมองไม่เห็น "เห็นเธอร่าเริงแบบนี้ พี่รู้สึกโชคดีจริงๆ ฮึก เป็นเพราะพี่ เป็นเพราะพี่ดูแลเธอไม่ดีเอง"
เซี่ยจวงได้ยินเสียงสะอื้นของเซี่ยหมิงปี้ แม้พี่สาวได้เปล่าคนนี้จะเป็นเพียงคนแปลกหน้าสำหรับเขา แต่ทว่าเจ้าของร่างเดิมก็คือครอบครัวเพียงคนเดียวของหญิงสาวคนนี้ ดังนั้นความห่วงใยนี้จึงไม่ใช่เรื่องเสแสร้งแต่อย่างใด ทำให้เซี่ยจวงถึงกับเงียบไป
"พี่..." เสียงเรียกครั้งนี้ฟังดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ความรู้สึกห่างเหินและโดดเดี่ยวที่เซี่ยจวงเคยมีก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าจางหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่
"ขอโทษนะ... เสี่ยวจวง!" เซี่ยหมิงปี้เงยหน้าขึ้นมา เช็ดหางตาที่บวมแดงเล็กน้อย "พี่แค่คิดถึงพ่อกับแม่ ถ้าเธอจากพี่ไปอีกคน แล้วพี่จะทำยังไงล่ะ!"
"ข้าก็ปลอดภัยดีอยู่นี่ไง! รอดตายมาได้ ต่อไปต้องมีโชคลาภวาสนาแน่นอน ฮี่ๆ!" เซี่ยจวงกลับเป็นฝ่ายหัวเราะและพูดจาอย่างไม่ยี่หระ ท่าทีที่ดูร่าเริงของเขาส่งผลไปถึงเซี่ยหมิงปี้ ทำให้หญิงสาวเผยรอยยิ้มออกมาได้ในที่สุด
"เสี่ยวจวง เธอดูแปลกไปนิดหน่อยนะ!"
ซี๊ดดด—
เซี่ยจวงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก แต่ภายนอกเขายังคงพยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้เปลี่ยนไป สมแล้วที่เป็นสายเลือดเดียวกันที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เช้าจรดเย็น นี่เพิ่งจะคุยกันไปได้ไม่กี่ประโยค เซี่ยหมิงปี้ก็เริ่มระแคะระคายเสียแล้ว
ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวชะมัด!
"แปลกไปตรงไหนกัน พี่เลิกพูดจาเลี่ยนๆ ได้แล้วน่า! ทำดีกับคนป่วยหน่อยได้ไหม" เซี่ยจวงรีบดึงสติกลับมา เลียนแบบกระบวนการความคิดของเจ้าของร่างเดิม และโต้ตอบกลับไปอย่างตรงจุด
"จ้ะ!" เซี่ยหมิงปี้ทำเพียงยิ้มอย่างอ่อนโยน เธอใช้มือช่วยจัดทรงผมให้เซี่ยจวง "พูดถึงเรื่องนี้ พวกเราเลิกเป็นนักสืบกันเถอะนะ"
"เรื่องนี้ไม่มีทางเจรจาได้!" แม้เซี่ยจวงจะไม่แคร์ว่าจะได้เป็นนักสืบหรือไม่ แต่นี่คือความใฝ่ฝันของเจ้าของร่างเดิม แน่นอนว่าเขาต้องแสดงท่าทีดื้อดึงเอาไว้ เพื่อให้ดูสมจริงมากขึ้น เขาถึงขั้นยอมทนเจ็บ กัดฟันกรอด หันหน้าหนีและไม่มองเซี่ยหมิงปี้อีก
"คราวนี้เธอแค่ออกไปพบลูกค้า ก็ต้องมาเจอกับฆาตกรต่อเนื่อง มันไม่ตรายเกินไปหน่อยหรือ พี่เป็นห่วงเธอจริงๆ นะเสี่ยวจวง อาชีพเสี่ยงตายอย่างนักสืบไม่เหมาะกับเธอหรอกนะ ทั้งเหนื่อย ทั้งลำบาก แถมยังอันตรายอีก เรียนจบมหาลัยแล้วก็หางานดีๆ ทำ นั่งทำงานในออฟฟิศ ตากแอร์เย็นๆ สบายจะตายไป!"
"ข้าก็แค่อยากเป็นนักสืบ นั่นคือความฝันของข้านะ ถ้าพี่ยังพูดอีก ข้าจะไม่ไปเรียนมหาลัยแล้วด้วย!" เซี่ยจวงโต้กลับไปอย่างเด็ดขาดตามนิสัยของเจ้าของร่างเดิม นี่คือพฤติกรรมต่อต้านสุดคลาสสิกของเด็กหนุ่มวัยรุ่น หากไม่ได้รับสืบทอดความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมมา เซี่ยจวงคงคิดหาคำตอบที่เป็นธรรมชาติขนาดนี้ไม่ออกแน่ๆ ต้องยอมรับเลยว่าเจ้าของร่างเดิมก็มีหัวคิดไม่เบาเหมือนกัน
เดี๋ยวก่อน... ฆาตกรต่อเนื่องงั้นหรือ
เซี่ยจวงสังเกตเห็นข้อมูลนี้ เห็นได้ชัดว่าเซี่ยหมิงปี้ไม่รู้เรื่องที่เขาเผชิญหน้ากับวิญญาณเพลิง คนพวกนั้นไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเธอ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนนี้เซี่ยจวงรู้แล้วว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยอันตรายลี้ลับมากมาย เขาจำเป็นต้องบอกความจริงทั้งหมดกับเธอหรือไม่นะ
[จบแล้ว]