- หน้าแรก
- เสียงกระซิบจากแดนดารา
- บทที่ 5 - ทางเลือก
บทที่ 5 - ทางเลือก
บทที่ 5 - ทางเลือก
บทที่ 5 - ทางเลือก
เซี่ยจวงในวัยยี่สิบเก้าปี เป็นผู้นำการวิจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานของคอมพิวเตอร์และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในห้องปฏิบัติการระดับชาติ เขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และได้ทะลุมิติไปยังยุคสงครามที่เจ็ดแคว้นเข่นฆ่ากันขนานใหญ่ ต้องทนใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในฐานะทาสรับใช้ระดับล่าง เคยคิดว่าชีวิตนี้คงสิ้นหวังแล้ว จึงตัดสินใจเสี่ยงดวงเฮือกสุดท้าย ลองขึ้นเขาไปแสวงหาวิถีอมตะดูสักตั้ง
ต้องขอบคุณความช่วยเหลือจากผู้วิเศษชุดเหลือง ดูเหมือนว่าเซี่ยจวงจะได้กลับมาอยู่ในโลกยุคปัจจุบันอีกครั้ง และด้วยความที่เป็นผู้ข้ามมิติผู้มากประสบการณ์ เขาจึงปรับตัวยอมรับและจัดระเบียบความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมได้อย่างรวดเร็ว
เจ้าของร่างนี้มีชื่อว่าเซี่ยจวงเหมือนกัน ปีนี้อายุสิบแปด เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลาย แม้จะสอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขากำลังใช้ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนทำงานพิเศษเป็นนักสืบเอกชน ความใฝ่ฝันสูงสุดของเขาคือการเป็นนักสืบผู้โด่งดัง
เช่นเดียวกับตัวเอกเรื่องอื่นๆ พ่อแม่ของเซี่ยจวงเสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือเพียงพี่สาวที่อายุมากกว่าเขาสามปีครอบครัวมีตึกแถวสองชั้นหนึ่งคูหา ชั้นบนใช้เป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้นล่างเป็นร้านอาหารที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แม้จะไม่ถึงกับร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็มีเงินเก็บอยู่ไม่น้อย
เรื่องนี้ทำให้เซี่ยจวงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถ้าชาติแรกต้องตรากตรำทำงานหามรุ่งหามค่ำไร้วันหยุดพักผ่อนเพื่อไขว่คว้าชื่อเสียงเงินทอง ชาติที่สองก็ถูกสถานะทางสังคมบีบบังคับให้ต้องทำงานเยี่ยงทาส ชาตินี้ยังต้องมาดิ้นรนเพราะไม่มีเงินอีก ชีวิตของเขาก็คงจะบัดซบเกินไปแล้ว
เซี่ยจวงจัดการกับความทรงจำตลอดสิบแปดปีอันแสนจืดชืดของเจ้าของร่างเดิมจนเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ทำให้เขาต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกลับเป็นความรู้รอบตัวพื้นฐานบางอย่างต่างหาก เพราะโชคร้ายที่เขาไม่ได้ข้ามมิติมายังโลกคู่ขนานของโลกมนุษย์ แต่กลับทะลุมิติมายังดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่ชื่อว่าดาวทุ่งร้างอุดร ซึ่งตั้งอยู่ที่ซอกหลืบไหนของจักรวาลก็ไม่อาจทราบได้
ดาวเคราะห์ดวงนี้มีขนาดใหญ่กว่าโลกมนุษย์ประมาณสองเท่า ลักษณะทางดาราศาสตร์แตกต่างจากโลกอย่างสิ้นเชิง ส่วนระดับเทคโนโลยีนั้นเทียบเท่ากับช่วงยุคเก้าศูนย์ของโลกมนุษย์
บนดาวทุ่งร้างอุดรมีประเทศต่างๆ มากมาย เซี่ยจวงอาศัยอยู่ในประเทศที่ชื่อว่าจักรวรรดิชลธี ประเทศนี้เคารพนับถือเทพวารี เป็นประเทศทุนนิยมที่มีระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ผู้นำสูงสุดคือองค์จักรพรรดิและนายกรัฐมนตรี ส่วนสถาบันนิติบัญญัติคือวุฒิสภา เมืองที่เขาอาศัยอยู่คือเมืองมุกดา ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจักรวรรดิชลธี นับว่าเป็นเมืองใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศและอยู่ใกล้ชิดติดกับสาธารณรัฐอรุณรุ่งซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน
——————
หลังจากเซี่ยจวงซึมซับและจัดระเบียบความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิมแล้ว เขาก็ไม่ได้กลับไปยังมิติอันมืดมิดที่มีอักขระแสงล่องลอยอยู่นั่นอีก แต่กลับฟื้นคืนสติขึ้นมาเลย
ราวกับโลกทั้งใบพลันฟื้นคืนชีพ เขาสัมผัสได้ถึงแสงและเงาผ่านเปลือกตาที่ปิดสนิท ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยต่างๆ นานา ขณะที่สูดหายใจเขาก็ได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ และสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นจริงได้ดีที่สุด ก็คือความเจ็บปวดรวดร้าวที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายนั่นเอง
ขณะที่เซี่ยจวงกำลังจะลืมตาและพยายามลุกขึ้น ก็มีใครบางคนคว้ามือขวาของเขาเอาไว้
???
พี่สาวงั้นหรือ ไม่ ไม่ใช่สิ มือที่จับเขาอยู่นั้นทั้งหยาบกร้านและแห้งกระด้าง แถมยังออกแรงบีบแน่น ไม่มีความอ่อนโยนต่อคนป่วยเลยสักนิด
"แน่ใจแล้วใช่ไหม" เซี่ยจวงได้ยินเสียงทุ้มต่ำของชายแปลกหน้าคนหนึ่ง
"แน่ใจแล้ว มันอยู่ที่มือเลยล่ะ ข้าเดาว่ามันคงประทับลงไปถึงกระดูกของเขาแล้ว!" เสียงผู้ชายอีกคนที่โทนเสียงสูงกว่าเล็กน้อยแต่ฟังดูแปลกหูไม่แพ้กันตอบกลับมา
"เขายังไม่ถูกปนเปื้อนใช่ไหม"
"ข้าว่าใกล้แล้วล่ะ" ทันทีที่เสียงผู้ชายคนนั้นขาดคำ เซี่ยจวงก็สัมผัสได้ถึงวัตถุแข็งๆ เย็นเฉียบและมีรูกลวงจ่อเข้าที่หน้าผากของตนเอง "เอาเป็นว่าพวกเราจัดการให้จบๆ ไปเลยดีไหม ขืนชักช้าจะต้องอดหลับอดนอนเฝ้าไอ้หมอนี่ทั้งคืนหรือไง"
"อย่าเลยพี่ชิง พวกเราทำตามขั้นตอนกันดีกว่า ไม่อย่างนั้นพี่จะโดนลงโทษอีกนะ!"
"ข้าจะกลัวอะไร วันๆ เอาแต่สั่งให้พวกเราทำโอที ทำโอที วันนี้ข้ายังต้องมาทำโอทีโต้รุ่งอีกงั้นหรือ ข้ากำลังเครียดที่ไม่มีวันหยุดอยู่พอดี!"
"พี่ชิง ที่พวกเราต้องทำโอทีก็เพราะคนไม่พอไม่ใช่หรือ แม้โอกาสจะน้อยนิด แต่ไอ้หนุ่มนี่ก็อาจจะรอดไปได้นะ เอ๊ะ ดูเหมือนเขาจะรอดแล้วนะเนี่ย จริงด้วยแฮะ เขาฟื้นแล้ว"
เมื่อได้ยินบทสนทนาของคนแปลกหน้าทั้งสองคนนี้ เซี่ยจวงก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก หลังจากวัตถุแข็งๆ นั้นจ่อเข้าที่หน้าผาก สัมผัสแห่งความตายก็ติดตามมาราวกับเงาตามตัว ทำเอาเขาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
ไม่จริงน่า... นี่ข้าอายุยังน้อยแท้ๆ ทำไมถึงซวยขนาดนี้ เพิ่งหนีรอดจากปากเสือมาได้ ก็ต้องมาตกอยู่ในดงหมาป่าอีกแล้วหรือ
ท่ามกลางความเงียบงันอันหาได้ยากยิ่ง จิตใจของเซี่ยจวงแอบว้าวุ่นเล็กน้อย วินาทีต่อมา เขาก็รู้สึกได้ว่าวัตถุแข็งๆ บนหัวขยับยุกยิกอย่างไม่เกรงใจและกระทุ้งเข้าที่หน้าผากของเขาเบาๆ
"เวรเอ๊ย!" เซี่ยจวงเบิกตากว้างทันที เขามองดูชายในชุดสูทสองคน คนหนึ่งอ้วนคนหนึ่งผอมที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะเหลือบมองปืนพกติดที่เก็บเสียงซึ่งจ่ออยู่ที่หน้าผากของตนเอง ใบหน้าของเขาพลันปรากฏรอยยิ้มเจื่อนๆ "ช้าก่อนพี่ชาย มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถอะ!"
ชายคนที่ถือปืนซึ่งถูกเรียกว่าพี่ชิงตีหน้าขรึม ทำตัวราวกับนักฆ่าไร้ความปรานี เขายังคงเอาปืนจ่อหัวเซี่ยจวงไว้เช่นนั้นพร้อมกับเอ่ยถามว่า "ข้าถามเจ้าตอบ ให้เวลาตอบไม่เกินสามวินาที เจ้าเรียนอยู่ที่ไหน"
"โรงเรียนมัธยมมุกดาลำดับที่สิบสาม แต่เพิ่งเรียนจบนะ"
"อืม สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คะแนนเท่าไร"
"ห้าร้อยหกสิบเจ็ดคะแนน"
"อืม ใช้ได้! สติสัมปชัญญะแจ่มชัด ความคิดมีเสถียรภาพ" พี่ชิงลดปืนลง ท่าทีดูเป็นมิตรขึ้นมานิดหน่อย แต่เซี่ยจวงจับสังเกตการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ตอนที่เขาใช้นิ้วโป้งดันสลักนิรภัยกลับเข้าที่ได้อย่างแม่นยำ เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่นี้ปืนถูกปลดสลักนิรภัยเอาไว้ และเขาก็มีสิทธิ์ถูกยิงทะลุหัวสมองกระจายได้ทุกเมื่อ
"พวกคุณคือ..." เซี่ยจวงถามไปได้ครึ่งประโยคก็หยุดชะงักและเปลี่ยนคำถามเสียเอง "พวกคุณมาเพราะสัตว์ประหลาดตัวนั้นใช่ไหม!"
"ถูกต้อง ฉลาดมาก สมแล้วที่รอดชีวิตมาจากเงื้อมมือของวิญญาณเพลิง แถมยังจัดการมันได้อีกด้วย" ชายร่างท้วมที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่ชิงมีรอยยิ้มซื่อๆ ปรากฏบนใบหน้า "ข้าชื่อเยว่เหวินปิง เรียกข้าว่าพี่ปิงก็ได้ ส่วนคนนี้คือเยี่ยนชิงหรือพี่ชิง พวกเรามาจากหน่วยควบคุมสิ่งลี้ลับแห่งจักรวรรดิ เป็นชื่อหน่วยงานที่เจ้าไม่น่าจะเคยได้ยินหรอกนะ"
"เอ่อ วิญญาณเพลิงก็คือสัตว์ประหลาดตัวนั้นหรือ ข้าสังเกตว่าพวกคุณระแวงข้ามาก ทำไมหรือ" เมื่อเห็นว่าเยว่เหวินปิงมีท่าทีที่เป็นมิตร เซี่ยจวงจึงหันไปมองชายที่กำลังยิ้มแย้มคนนี้และเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"เจ้านี่เก่งจริงๆ นะ" เยว่เหวินปิงกล่าวชม รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายิ่งดูอ่อนโยนมากขึ้น ทำให้เซี่ยจวงรู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วย
เยว่เหวินปิงกล่าวต่อว่า "คนที่เพิ่งเคยเผชิญกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเป็นครั้งแรกที่ข้าเคยพบเห็นมา น้อยคนนักที่จะมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งยอดเยี่ยมแบบเจ้า อีกทั้งเจ้ายังสามารถจับประเด็นสำคัญของเรื่องราวได้ในทันที นี่แหละที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า มิน่าล่ะเจ้าถึงรอดมาได้ แต่ตามกฎแล้ว ข้าไม่อาจให้คำตอบแก่เจ้าได้หรอกนะ"
"พอได้แล้วเจ้าอ้วน เลิกพล่ามไร้สาระยืดยื้อเสียที ไอ้หนุ่ม ตอนนี้เจ้ามีทางเลือกแค่สองทางเท่านั้น" เยี่ยนชิงจ้องมองเซี่ยจวงเขม็ง นัยน์ตาลึกล้ำราวกับเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อ "ทางเลือกแรกคือเข้าร่วมกับพวกเรา ทางเลือกที่สองคือพวกเราจะสับมือขวาของเจ้าทิ้ง จากนั้นเจ้าก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เสีย แล้วกลับไปใช้ชีวิตตามปกติของเจ้าต่อไป"
บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เซี่ยจวงแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าทัศนคติในการทำงานของเจ้าหน้าที่พวกนี้จะย่ำแย่ขนาดนี้ เขาเพิ่งจะมาถึงโลกใบใหม่นี้ได้เพียงวันเดียว ก็ต้องมายืนอยู่บนทางแยกแห่งโชคชะตาเพื่อตัดสินใจเลือกแล้วอย่างนั้นหรือ
"เดี๋ยวก่อน ข้ามีคำถาม" เซี่ยจวงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะถามว่า "ถ้าข้าเลือกทางเลือกที่สอง จะมีค่าชดเชยให้ไหม จะรับประกันได้ไหมว่าครอบครัวของพวกเราจะมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต"
"น้องชาย จะมีหรือไม่มีมันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ ถึงอย่างไรเมื่อถึงตอนนั้นเจ้าก็ต้องลืมทุกอย่างอยู่ดี สำหรับความเห็นส่วนตัวของข้านะ ข้าแนะนำให้เจ้าเลือกทางเลือกแรกดีกว่า!" เยว่เหวินปิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยบอกใบ้ข้อมูลสำคัญให้
เซี่ยจวงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เดิมทีเขานึกว่าจุดประสงค์ของหน่วยควบคุมสิ่งลี้ลับแห่งจักรวรรดินี้คือการปกป้องประชาชน ใครจะไปคิดว่าองค์กรนี้จะทำตัวเป็นอันธพาลขนาดนี้ มิน่าล่ะในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมถึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องลี้ลับพวกนี้เลยแม้แต่น้อย ต่อให้มีก็เป็นเพียงแค่ตำนานพื้นบ้านเท่านั้น!
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องลังเลแล้ว!
"ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงต้องเลือกทางเลือกแรกแล้วล่ะ! การได้เข้าร่วมกับองค์กรใหญ่ น่าจะถือว่ามีที่พึ่งพิงกระมัง!"
"หึ แน่นอน เจ้าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีเลยล่ะ เด็กใหม่! ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไม่รบกวนเวลาที่เจ้าจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวแล้วล่ะ" เยี่ยนชิงเผยรอยยิ้มแข็งทื่อ พลางตบไหล่ของเซี่ยจวงเบาๆ
[จบแล้ว]