- หน้าแรก
- แค่ปลูกผักก็เทพได้ด้วยระบบผูกมัด
- บทที่ 16 - ป้ายคำสั่งเก็บเกี่ยวสารทฤดู
บทที่ 16 - ป้ายคำสั่งเก็บเกี่ยวสารทฤดู
บทที่ 16 - ป้ายคำสั่งเก็บเกี่ยวสารทฤดู
บทที่ 16 - ป้ายคำสั่งเก็บเกี่ยวสารทฤดู
'แค่ชี้แนะไปส่งเดชไม่กี่ประโยคก็ได้รับของขวัญแล้วหรือ'
หลังจากบอกลาสหายนักพรตโจว หลี่เย่นึกถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกว่ามันช่างเหลือเชื่อจริงๆ ตอนนั้นเขาเพียงแค่พูดไปสองสามประโยคด้วยความหวังดีชั่ววูบ คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะกลับมามอบของขวัญตอบแทนให้จริงๆ
แป้งสาลีสิบชั่ง โอสถข้าวสาลีหนึ่งกล่อง
ของขวัญเหล่านี้ไม่ถือว่าแย่เลยจริงๆ
"ดูจากเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว สหายนักพรตโจวผู้นี้นับว่าคบหาได้ อีกสามวันให้หลังหรือ ต้องไปตามนัดหมายให้ตรงเวลาเสียแล้ว"
หลี่เย่ครุ่นคิดพลางก้าวเดินต่อไปไม่หยุด
น่าเสียดายที่ตลอดทางเขาไม่พบพืชวิญญาณประเภทพรรณไม้น้ำที่เหมาะสมเลย
อย่างไรเสียเดี๋ยวก็ต้องไปหาเถาวัลย์สัมผัสวิญญาณอยู่แล้ว ลองไปดูแถวนั้นว่ามีอะไรที่เหมาะสมให้ซื้อหรือไม่ก็แล้วกัน
ผ่านไปราวครึ่งถ้วยชาเขาก็มาถึงหน้าหอคอยเหล็กที่มีรูปลักษณ์แปลกตาแห่งหนึ่ง
หอคอยทั้งหลังตั้งตระหง่านอยู่ตรงมุมหนึ่งของตลาด แม้ว่าหน้าต่างจะมีการประดับด้วยลวดลายแกะสลัก แต่มันกลับให้ความรู้สึก "เป็นระเบียบ" อย่างน่าประหลาด
สี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งตรงราวกับถูกสร้างขึ้นมาโดยคนที่มีอาการย้ำคิดย้ำทำ
เขาพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในหอคอย
ทว่าวินาทีที่ก้าวเข้าไป พื้นใต้เท้าก็สั่นไหวเบาๆ พร้อมกับความรู้สึกเหมือนกำลังร่วงหล่นลงไปทั้งสี่ทิศ ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ในห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายห้องหนึ่ง
ด้านหลังเคาน์เตอร์ตรงหน้ามีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่งนั่งอยู่
นางมองหลี่เย่พร้อมกับยิ้มบางๆ ผายมือเชิญชวนว่า "สหายนักพรตโปรดนั่งลงเถิด เพิ่งเคยมาที่โรงหุ่นกลบ้านสกุลม่อเป็นครั้งแรกใช่หรือไม่ เพื่อความเป็นส่วนตัวของสหายนักพรตทุกท่าน กลไกจะส่งทุกคนไปยังห้องส่วนตัว ข้าน้อยม่อติงลิ่ว ขอคารวะสหายนักพรต"
หลี่เย่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย สมแล้วที่เป็นของจากบ้านสกุลม่อ คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ ความเป็นส่วนตัวนับว่าตอบโจทย์ความต้องการของผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี
เขาเผยรอยยิ้มออกมาเช่นกันและนั่งลง "ที่ข้ามาในครั้งนี้ก็เพื่อซื้อกล่องเก็บเมล็ดเพลิง แบบที่สามารถบรรจุเมล็ดเพลิงได้ห้าดวงน่ะ"
"เมล็ดเพลิงห้าดวงงั้นหรือ" ม่อติงลิ่วพยักหน้า นางหยิบกล่องที่ทำจากไม้จันทน์ม่วงออกมาใบหนึ่งทันที นำมาวางตรงหน้าหลี่เย่แล้วเปิดออก
"นี่คือกล่องเก็บเมล็ดเพลิงที่ขายดีที่สุดของโรงหุ่นกลบ้านสกุลม่อ ภายในสามารถบรรจุเมล็ดเพลิงได้ห้าดวง หากมีความจำเป็นก็สามารถใช้กลไกเติมเชื้อเพลิงให้กับเมล็ดเพลิงได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะนำไปใช้หลอมอาวุธเวทหรือปรุงยาลูกกลอนก็มีความเสถียรเป็นอย่างยิ่ง"
กล่องใบนั้นมีความยาวประมาณหนึ่งฉื่อ ภายในมีร่องบุ๋มอยู่ห้าช่อง
รอบๆ หลุมมีลวดลายยันต์เปลวเพลิงแปลกประหลาดวาดเอาไว้
มัน... ให้ความรู้สึกเหมือนเตาแก๊สอย่างบอกไม่ถูก
เหมือนมากจริงๆ
ม่อติงลิ่วเห็นหลี่เย่นิ่งเงียบไม่พูดจา นางก็เข้าใจดีว่าผู้บำเพ็ญเพียรบางคนไม่อยากนำของล้ำค่าของตนออกมาอวดใคร จึงหยิบเมล็ดเพลิงสำหรับจัดแสดงที่เตรียมไว้ออกมา
"สหายนักพรตโปรดดู"
นางนำเมล็ดเพลิงใส่ลงไปในร่องบุ๋มนั้น เมล็ดเพลิงถูกห่อหุ้มด้วยของเหลวสีชมพูที่มีลักษณะคล้ายกาว ค่อยๆ จมลงสู่ก้นบึ้ง
จากนั้นนางก็กดปุ่มที่อยู่ใต้ร่องบุ๋ม
พรึ่บ
เปลวไฟที่เสถียรเป็นอย่างยิ่งลุกโชนขึ้นมาจากภายในร่องบุ๋ม
แม้จะปิดกล่องลงแล้ว เปลวไฟก็ยังคงพวยพุ่งออกมาจากรูบนพื้นผิวของกล่อง ทั้งยังสามารถปรับขนาดของเปลวไฟได้อีกด้วย ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนเตาแก๊สเข้าไปใหญ่
"ของสิ่งนี้ราคาเท่าไหร่" หลี่เย่ตัดสินใจซื้อทันที
"สองร้อยก้อนหินวิญญาณ"
"หากมีจุดใดชำรุดเสียหายหรือมีปัญหา ก็สามารถนำมาซ่อมแซมที่โรงหุ่นกลบ้านสกุลม่อได้ตลอดเวลา สหายนักพรตโปรดวางใจ ของจากโรงหุ่นกลบ้านสกุลม่อเป็นของชั้นเลิศอย่างแน่นอน"
พูดตามตรงราคานี้ถือว่าค่อนข้างแพง
อาวุธเวทระดับหนึ่งโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับสรรพคุณ ราคาก็ตกอยู่ที่ไม่กี่สิบก้อนหินวิญญาณเท่านั้น อาวุธเวทระดับสองขึ้นไปถึงจะมีราคาขายเกินสองร้อยก้อนหินวิญญาณ
แต่ของสิ่งนี้ก็ยากที่จะประเมินค่าได้จริงๆ ท้ายที่สุดแล้วมันก็คืออาวุธเวทเฉพาะทาง
คนที่ต้องการก็คือคนที่จำเป็นต้องใช้มันจริงๆ
"นี่คือหินวิญญาณสองร้อยก้อน"
หลี่เย่ควักหินวิญญาณสองร้อยก้อนออกจากถุงเก็บของแล้วยื่นให้ ม่อติงลิ่วรับหินวิญญาณทั้งหมดไปเก็บไว้ เปลี่ยนกล่องใบใหม่อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ยื่นป้ายคำสั่งให้หนึ่งแผ่น
"ของสิ่งนี้คือใบรับประกันสำหรับการซ่อมแซม"
"สหายนักพรตต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี ต้องนำใบรับประกันนี้มาด้วย โรงหุ่นกลบ้านสกุลม่อถึงจะยอมรับและทำการซ่อมแซมให้"
หลังจากที่นางอธิบายอย่างละเอียดแล้วก็เอ่ยถามอีกครั้ง "สหายนักพรตยังมีความต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่"
"มีกระจกส่องภาพขนาดเล็กกว่านี้หรือไม่"
สิ่งที่เรียกว่ากระจกส่องภาพก็คือกระจกที่หลี่เย่ซื้อมาก่อนหน้านี้เพื่อใช้สังเกตการณ์แมลงคริสตัลอัคคีและหญ้าจันทราสีเงิน เขาอยากจะซื้อเพิ่มอีกสักหน่อยเพื่อนำไปสังเกตการณ์บีเวอร์และพืชวิญญาณกระดูกหิวโหยอันแปลกประหลาดต้นนั้น
"ย่อมต้องมีแน่นอน"
ม่อติงลิ่วนำกระจกส่องภาพหลากหลายขนาดออกมาให้เลือก ที่ขนาดเล็กที่สุดกลับมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารเท่านั้น
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าขนาดเล็กจิ๋วเช่นนี้จะนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง หรือว่านี่จะเป็น "กล้องรูเข็ม" ฉบับโลกบำเพ็ญเพียร
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางซื้ออันที่เล็กขนาดนั้นแน่
จึงซื้อขนาดเท่าฝ่ามือเด็กทารกมาสามบาน หมดหินวิญญาณไปหลายสิบก้อน
จากนั้นก็เดินออกจากโรงหุ่นกลบ้านสกุลม่อภายใต้การน้อมส่งของม่อติงลิ่ว เขาก้าวเดินต่อไปไม่หยุดมุ่งหน้าตรงไปยังร้านค้าของสำนักสี่ฤดูทันที
เมื่อได้พบกับเถาวัลย์สัมผัสวิญญาณ เขากก็หยิบไหที่บรรจุวสันตพิรุณออกมาโดยตรง ภายในนั้นมีน้ำฝนเหนียวข้นที่แฝงประกายสีม่วงเล็กน้อยและมีแสงเรืองรองล้อมรอบอยู่
"นี่คือสิ่งที่ผู้น้อยเคยรับปากเอาไว้"
"วสันตพิรุณ"
"ผู้อาวุโสลองดูเถิดว่าพอจะถูกใจหรือไม่ขอรับ"
เถาวัลย์สัมผัสวิญญาณเห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงว่าหลี่เย่จะสามารถหาวสันตพิรุณมาได้จริงๆ อารมณ์ของมันเปลี่ยนจากความสงบนิ่งกลายเป็นความประหลาดใจและความเบิกบานใจในชั่วพริบตา น้ำเสียงแฝงไปด้วยความพึงพอใจ
"เจ้าเด็กคนนี้ไม่เลวเลยจริงๆ"
มันยื่นเถาวัลย์เส้นหนึ่งค่อยๆ จุ่มลงไปในไห ลำต้นของเถาวัลย์กระตุกสั่น ราวกับว่ารู้สึกสบายจนแทบจะครางออกมา
เมื่อน้ำฝนลดลงจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บนเถาวัลย์เส้นนั้นก็ปรากฏประกายไฟฟ้าดังเปรี๊ยะๆ ขึ้นมา เปลือกนอกแตกออกแล้วงอกขึ้นมาใหม่ ภายในเวลาเพียงชั่วครู่กลิ่นอายของมันก็ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย
"สบายจริงๆ"
เถาวัลย์สัมผัสวิญญาณกล่าวด้วยความพึงพอใจ "ตอนที่ข้าพูดกับเจ้าก่อนหน้านี้ก็ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสามารถหาวสันตพิรุณน้ำมันม่วงมาได้จริงๆ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าใช้วิธีการใด แต่วสันตพิรุณนี้ถือเป็นยารักษาชั้นเลิศสำหรับพืชวิญญาณที่มีจิตวิญญาณอย่างพวกข้า หากเจ้ามีพืชวิญญาณต้นใดที่อยากจะเพาะปลูกอย่างทะนุถนอมเป็นพิเศษ ก็สามารถใช้น้ำนี้รดน้ำได้ แต่ปริมาณต้องไม่มากเกินไป ใช้เพียงครั้งละหนึ่งตำลึงก็เพียงพอแล้ว"
พูดจบมันก็หยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากใต้เคาน์เตอร์แล้ววางลงบนโต๊ะ
"เจ้ามอบของดีเช่นนี้ให้ข้า ข้าเองก็มีของสิ่งหนึ่งจะมอบให้เจ้า ลองเปิดดูสิ"
"เช่นนั้นผู้น้อยก็ไม่เกรงใจแล้วนะขอรับ"
หลี่เย่เปิดกล่องออก
ภายในนั้นมีป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งวางนิ่งอยู่บนผ้าไหมแพรพรรณ บนป้ายเขียนไว้เพียงคำว่า "เก็บเกี่ยวสารทฤดู" นอกจากนั้นก็ว่างเปล่าสะอาดสะอ้าน ไม่มีลวดลายหรือตัวอักษรใดๆ อีก
แต่หลี่เย่กลับรู้สึกสะท้านในใจ เขาหันไปมองเถาวัลย์สัมผัสวิญญาณด้วยสายตาตกตะลึง
อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ "ของสิ่งนี้คือป้ายคำสั่งสำหรับการทดสอบเข้าสำนักสี่ฤดูในช่วงเก็บเกี่ยวสารทฤดู หากถึงตอนนั้นเจ้าสามารถทำภารกิจตามฤดูกาลทั้งสามภารกิจสำเร็จลุล่วงได้ การเข้าสำนักก็ถือเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว"
"เจ้าเด็กน้อยรอเดี๋ยวก่อน วันนี้ช่างบังเอิญนัก มีนักปรุงยาผู้หนึ่งอยู่ที่นี่พอดี ให้เขาช่วยตรวจดูอาการบาดเจ็บของเจ้าเสียหน่อยก็แล้วกัน แม้จะเทียบไม่ได้กับแพทย์ในสำนักของจริง แต่นักปรุงยาก็พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง"
สิ้นเสียงของมัน ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรชายในชุดขาวพลิ้วไหวผลักประตูเดินเข้ามา
ซูหยาในเวลานี้ไม่มีสภาพตาแดงก่ำมุมปากแห้งผากเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เขาจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมจนสะอาดสะอ้านเรียบร้อย คาดว่าต่อให้ไปยืนอยู่ตรงไหนก็ดูมีสง่าราศีตามแบบฉบับของเซียนอย่างแท้จริง
[จบแล้ว]