- หน้าแรก
- แค่ปลูกผักก็เทพได้ด้วยระบบผูกมัด
- บทที่ 3 - ผูกมัดและเก็บเกี่ยว
บทที่ 3 - ผูกมัดและเก็บเกี่ยว
บทที่ 3 - ผูกมัดและเก็บเกี่ยว
บทที่ 3 - ผูกมัดและเก็บเกี่ยว
เสียงอึกทึกครึกโครมของตลาดค่อยๆ ห่างไกลออกไป หลี่เย่กระชับเสื้อคลุมตัวบางให้แน่นขึ้น แหงนหน้ามองหยาดน้ำแข็งที่ห้อยย้อยลงมาจากชายคา
แสงจันทร์สาดส่องกระทบหยาดน้ำแข็ง ทอประกายสีฟ้าหม่น เขารูดลมหายใจออกมาเบาๆ จนกลายเป็นไอสีขาว ก่อนจะผลักบานประตูไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดให้เปิดออก
ความอบอุ่นขุมหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากในตัวบ้าน ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บตามร่างกายของเขาไปในพริบตา
แม้จะกล่าวกันว่าผู้บำเพ็ญเพียรไม่ควรหวั่นเกรงต่อความหนาวเย็นหรือความร้อนรุ่ม แต่นั่นก็จำกัดไว้เฉพาะกับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังสายเลือดเปี่ยมล้นตามปกติเท่านั้น สำหรับคนที่เส้นลมปราณเสียหายอย่างเขา ท้ายที่สุดแล้วก็ยังยากที่จะต้านทานความหนาวเย็นในค่ำคืนของฤดูหนาวได้อยู่ดี
การจะพึ่งพาพลังปราณในร่างกายเพื่อต้านทานความหนาวเย็น ดูเหมือนจะฝืนกำลังตัวเองเกินไปสักหน่อย
โชคดีที่บ้านหลังนี้มีการติดตั้งระบบทำความร้อนใต้ดินเอาไว้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้เคล็ดวิชาเซียนใดในการสร้าง
เขาเพียงแค่โยนถ่านไม้ที่ติดไฟแล้วลงไปในเตาไฟของห้องเผาไหม้ ผ่านไปไม่นาน ทั้งบ้านก็อุ่นสบายขึ้นมาทันตาเห็น ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยอบอวลไปทั่วอากาศอีกด้วย
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลี่เย่ก็พาแมลงคริสตัลอัคคีออกมายังบริเวณที่ปลูกหญ้าจันทราสีเงินในลานบ้าน
ดูเหมือนแมลงวิญญาณในกล่องจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง พวกมันต่างก็หยุดชะงัก หนึ่งในนั้นพยายามโก่งตัวขึ้น ชะโงกหัวเล็กๆ ออกมามองสำรวจภายนอกด้วยความอยากรู้อยากเห็น
[ต้องการผูกมัดแมลงคริสตัลอัคคีกับหญ้าจันทราสีเงินหรือไม่ การผูกมัดต้องใช้แก่นแท้พลังชีวิตยี่สิบแต้ม]
"..."
แค่ต้นเดียวก็ต้องใช้ถึงยี่สิบแต้มเชียวหรือ
หลี่เย่เบิกตากว้าง หลังจากผูกมัดเสร็จ แก่นแท้พลังชีวิตของเขาจะกลายเป็นศูนย์ทันที
ตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าการหาแก่นแท้พลังชีวิตนั้นยากง่ายเพียงใด หากได้มาน้อย เขาก็คงต้องเน้นไปที่คุณภาพ แน่นอนว่าเรื่องปริมาณย่อมไม่สามารถทำควบคู่กันไปได้
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจได้
'ผูกมัด'
ทันทีที่เขาเลือก แสงห้าสีที่ลอยวนอยู่บนหน้าจอก็กะพริบไหวเบาๆ
[ผูกมัดสำเร็จ: แมลงคริสตัลอัคคี·หญ้าจันทราสีเงิน]
หลังจากทำการผูกมัดเสร็จสิ้น
แมลงคริสตัลอัคคีตัวน้อยจู่ๆ ก็กระโดดออกมาจากกล่อง ร่างทั้งร่างจมมิดลงไปในกองหิมะที่หนาทึบ
มันขยับเขยื้อนตัวอย่างยากลำบาก ค่อยๆ คืบคลานแหวกหิมะจนกลายเป็นทางเดินสายเล็กๆ มุ่งตรงไปยังต้นหญ้าจันทราสีเงิน
มันใช้ลำตัวพันรอบหญ้าจันทราสีเงินด้วยความดีใจ ไอร้อนพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของมันเป็นสาย
หลังจากที่หญ้าจันทราสีเงินซึ่งเดิมทีมีสภาพเหี่ยวเฉาได้ดูดซับไอร้อนเหล่านี้เข้าไป สีของใบก็ค่อยๆ เข้มขึ้น ดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
ที่ส่วนยอดของใบหญ้าอ่อนสีเงิน เมล็ดหญ้าที่ดูคล้ายกับดวงจันทร์ดวงน้อยได้ขับของเหลวสีเงินออกมาสองสามหยด มันเหนียวข้นและใสกระจ่าง เปล่งประกายแสงสีเงินอันเย็นเยียบท่ามกลางค่ำคืนที่หนาวเหน็บ
"!!!"
"นี่คือหยดน้ำค้างจันทรางั้นหรือ" เมื่อหลี่เย่เห็นดังนั้นก็รีบควักถ้วยชาออกมา รองรับของเหลวเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง ของเหลวไม่ได้เหนียวติดกัน ในที่สุดก็รวมตัวกันกลายเป็นสามหยด กลมกลึงราวกับไข่มุก ส่องประกายระยิบระยับอยู่ในถ้วยชา
จากนั้นเขาก็หันไปมองแมลงคริสตัลอัคคีตัวนั้น มันพันตัวเกาะอยู่บนใบของหญ้าจันทราสีเงินอย่างวางอำนาจ แล้วผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
เกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาถูกใบของหญ้าจันทราสีเงินบดบังเอาไว้ มันร่วงหล่นลงมาอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังห่มผ้าห่มผืนอุ่นให้กับมัน
พืชวิญญาณธาตุหยินหนึ่งต้น กับแมลงวิญญาณธาตุหยางหนึ่งตัว เดิมทีควรจะเข้ากันไม่ได้ราวกับน้ำและไฟ ทว่าในยามนี้กลับกลมเกลียวกันอย่างน่าประหลาด ราวกับสวรรค์สรรค์สร้างมาให้คู่กันแต่แรกเกิด
การผูกมัดเพียงครั้งเดียว กลับทำให้ชีวิตสองชีวิตที่สมควรจะตายไปแล้วได้กลับมาเกิดใหม่ เปล่งประกายพลังชีวิตอันเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ท่ามกลางค่ำคืนแห่งหิมะอันเงียบสงบ หลี่เย่มองดูพวกมัน ภายในใจก็เกิดความรู้สึกตื้นตันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
จู่ๆ เขาก็นึกถึงบทความหนึ่งที่เคยอ่าน เนื้อหาบรรยายถึงนกน้อยตัวหนึ่งที่ทำรังอยู่ท่ามกลางต้นเศรษฐีเรือนใน กิ่งก้านและใบอันเขียวชอุ่มของต้นไม้ช่วยเป็นที่พักพิงให้กับนกน้อย นกตัวเล็กๆ บินโฉบไปมาอยู่ท่ามกลางหมู่มวลแมกไม้ ภาพอันแสนกลมกลืนนั้นทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ซ้ำยังแอบอิจฉาอยู่นิดๆ ด้วย
"เฮ้อ"
นึกถึงช่วงเวลาก่อนที่จะทะลุมิติมา
ถึงแม้เขาจะเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อความทรงจำหวนกลับมา ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าหมอง หลังจากถอนหายใจออกมาสั้นๆ เขาก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ดึงความสนใจกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
เขามองดูแมลงคริสตัลอัคคีและหญ้าจันทราสีเงินที่เหลืออยู่ ความคิดบ้าบิ่นบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว
"ลองดูดีไหม"
ทว่าเมื่อเขาลองวางแมลงคริสตัลอัคคีลงข้างๆ หญ้าจันทราสีเงินโดยไม่ผ่านการผูกมัด แมลงตัวนั้นก็วิ่งชนสะเปะสะปะไปทั่ว เกือบจะพุ่งชนหญ้าจันทราสีเงินจนล้มคว่ำ
เมื่อหลี่เย่เห็นเช่นนั้นก็รีบหยิบมันออกมา ไม่กล้าบุ่มบ่ามทดลองอะไรอีก
"ดูเหมือนว่าจะเหลือแค่ต้นเดียวแล้วล่ะ"
'แต่การผูกมัดนี่ก็ไม่มีคำอธิบายอะไรเลยแฮะ หรือว่าจะต้องให้ข้ามานั่งคลำทางเอาเอง ระบบตัวช่วยนี่มันไม่ฉลาดเอาเสียเลย'
เขาบ่นพึมพำอยู่สองสามประโยคก็ไม่พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น ดูท่าทางมันจะไม่ฉลาดอย่างที่คิดจริงๆ นั่นแหละ
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
ในสายตาของเขา ระบบตัวช่วยก็เป็นแค่เครื่องมืออย่างหนึ่ง วันข้างหน้าค่อยๆ คลำทางศึกษามันไปก็แล้วกัน
การผูกมัดเสร็จสมบูรณ์แล้ว ลมหนาวภายนอกยังคงพัดกระหน่ำ เขาปรายตามองหญ้าจันทราสีเงินที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเป็นรอบสุดท้าย ก่อนจะถือถ้วยชากลับเข้าไปในบ้าน
ไข่มุกสีเงินสองสามเม็ดในถ้วยชาแผ่กลิ่นอายประหลาดออกมา ราวกับกำลังเร่งเร้าให้เขารีบลิ้มรสพวกมันโดยเร็ว
"หยดน้ำค้างจันทรา..."
ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม น้ำเลี้ยงของพืชวิญญาณเหล่านี้คือวัตถุดิบหลักในการปรุงยาลูกกลอนบางชนิด
ในขณะเดียวกันมันก็เป็นภารกิจขั้นแรกในการทดสอบเข้าสำนักสี่ฤดู หากส่งมอบหยดน้ำค้างจันทราได้ครบห้าสิบหยดก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก็จะถือว่าทำภารกิจสำเร็จ
"ตามหลักแล้ว หญ้าจันทราสีเงินหนึ่งต้นจะสามารถผลิตหยดน้ำค้างจันทราได้เพียงครั้งละหนึ่งหยดเท่านั้น... แล้วทำไมคราวนี้ถึงผลิตออกมาได้ถึงสามหยดล่ะ"
"ในป้ายหยกภารกิจระบุไว้ว่า หยดน้ำค้างจันทราสามารถนำมากินได้โดยตรง"
หลี่เย่เลียริมฝีปาก หยดน้ำค้างจันทราพวกนี้ก็น่าจะมีแก่นแท้พลังชีวิตแฝงอยู่ด้วยสินะ
เขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับผลผลิตจากพืชวิญญาณในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ประกอบกับตอนนี้ร่างกายกำลังอ่อนแอและต้องการการเสริมพลังวิญญาณอย่างเร่งด่วน
จึงไม่ได้ลังเลอะไรให้มากความ เขาค่อยๆ หยิบหยดน้ำค้างจันทราขึ้นมาหนึ่งหยดอย่างระมัดระวัง
สัมผัสของมันคล้ายกับไข่มุกในชานมไม่มีผิด ทว่าเมื่อเข้าปากกลับละลายในทันที ของเหลวรสหวานปะแล่มไหลลื่นผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหาร
จากนั้นก็แผ่ซ่านกลิ่นอายความเย็นสดชื่นออกมา ให้ความรู้สึกเย็นฉ่ำราวกับได้ดื่มน้ำแข็งเย็นๆ ในฤดูร้อนก็ไม่ปาน
ตามมาติดๆ ด้วยกลิ่นอายขุมนี้ที่หลั่งไหลเข้าสู่เส้นลมปราณของเขาโดยอัตโนมัติ ช่วยระงับความเจ็บปวดจากเส้นลมปราณที่เสียหายได้ชั่วคราว พร้อมกับช่วยยกระดับพลังวิญญาณในร่างกายของเขาไปในตัว
หยดน้ำค้างจันทราเพียงหยดเดียว กลับช่วยเพิ่มพูนพลังวิญญาณได้เทียบเท่ากับการนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม!
หลี่เย่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่พอคิดดูอีกที มันก็ดูสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน
ท้ายที่สุดนี่ก็คือระบบตัวช่วยของเขา หากแม้แต่ปัญหาตรงหน้ายังไม่สามารถแก้ไขได้ เขาก็คงต้องกลับไปพิจารณาเรื่องการหาทางทะลุมิติกลับไปแล้วล่ะ...
เมื่อเทียบกับบรรดาตัวเอกที่ทะลุมิติมาเป็นปรมาจารย์ ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นมหายาน หรือพวกที่มีระบบโกงคอยช่วยให้ระดับพลังพุ่งพรวดพราดในชั่วข้ามคืนแล้ว ระบบตัวช่วยของเขาดูจะ "แสนธรรมดา" ไปสักหน่อย
แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ หยดน้ำค้างจันทราพวกนี้ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะผลิตออกมาได้หนึ่งหยด
มันจะยังเหมือนเดิมหรือเปล่า ที่หลังจากเติบโตเต็มที่แล้วจะผลิตออกมาหนึ่งหยดในทุกๆ สามวัน สรรพคุณจะยังคงโดดเด่นเช่นนี้ต่อไปหรือไม่ และ... แก่นแท้พลังชีวิตของเขาเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่แล้ว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ในใจของเขาก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมา: [5]
ตัวเลขตัวหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขา
"..."
หยดน้ำค้างจันทราหนึ่งหยดเพิ่มแก่นแท้พลังชีวิตให้แค่ห้าแต้มเองงั้นหรือ
หากนี่เป็นผลผลิตที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว การผูกมัดหนึ่งครั้งต้องเสียไปยี่สิบแต้ม แต่หยดน้ำค้างจันทราหนึ่งหยดกลับเพิ่มให้แค่ห้าแต้ม แบบนี้มีแต่ขาดทุนย่อยยับแน่ๆ โชคดีที่มันเป็นสิ่งที่สามารถผลิตออกมาได้อย่างต่อเนื่อง
แล้วในเมื่อแค่กินของพวกนี้ก็สามารถเพิ่มแต้มได้... การกินข้าวก็ก็น่าจะเพิ่มแต้มได้เหมือนกันสิ อย่างมากก็แค่วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารอาจจะต้องหาให้ดีหน่อยก็เท่านั้น
เขามองไข่มุกสีเงินสองเม็ดที่เหลืออยู่ในถ้วยชา ก่อนจะหยิบฝามาปิดไว้ลวกๆ แม้ว่าพืชวิญญาณที่ปลูกเองจะสามารถเก็บกินเองได้ตามสมควร แต่ยังไงก็ต้องเก็บสำรองเอาไว้บ้าง
หลังจากเก็บถ้วยชาไว้เป็นอย่างดี เขาก็กลับไปนอนบนเตียง ห่มผ้าห่มผืนบางแต่ให้ความอบอุ่นได้ดี เสียงถ่านไม้แตกปะทุ "เปรี๊ยะๆ" ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
ฟังแล้วก็รู้สึกสบายใจดีจริงๆ
ก่อนจะผล็อยหลับไป จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการทะลุมิติมาก็มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ก่อนเขาต้องคอยเปิดเสียงไวท์นอยส์จากโทรศัพท์มือถือเพื่อช่วยให้หลับ แต่ตอนนี้กลับได้ฟังของจริงซะแล้ว
หรือบางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าการปล่อยวางและยอมรับในโชคชะตาก็ได้ เขาผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว นอนหลับสนิทโดยไม่ฝันถึงสิ่งใดไปจนกระทั่งรุ่งสาง
[จบแล้ว]