- หน้าแรก
- ลมหายใจของข้า คือพลังไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 4 ข้ามีพละกำลังแต่กำเนิด ตบะก้าวล้ำสิบปี
บทที่ 4 ข้ามีพละกำลังแต่กำเนิด ตบะก้าวล้ำสิบปี
บทที่ 4 ข้ามีพละกำลังแต่กำเนิด ตบะก้าวล้ำสิบปี
บทที่ 4 ข้ามีพละกำลังแต่กำเนิด ตบะก้าวล้ำสิบปี
"อ๊าก เจ็บเหลือเกิน"
"หยุดตีข้าได้แล้ว หยุดตีข้าเสียที"
เมื่อได้ยินเสียงโหยหวนของจางหู่ สือเล่ยก็รู้สึกถึงความพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก
วิชากรงเล็บอินทรีชุดเหล็กที่บ่มเพาะมาเทียบเท่าเวลาสองปีนั้นไม่ใช่ของเล่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสมรรถภาพทางกายหรือพละกำลัง คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจทนรับการโจมตีจากเขาได้แม้เพียงกระบวนท่าเดียว แม้แต่จางหู่ที่ฝึกฝนวิชานี้มานานถึงหนึ่งปีเต็ม ก็ยังถูกเขาสยบได้อย่างง่ายดาย
สือเล่ยฟาดฝ่ามือใส่ไปอีกสิบกว่าครั้ง จนหน้าของจางหู่บวมฉึ่งแทบจะกลายเป็นหัวหมู และฟันร่วงไปหลายซี่ เขาจึงยอมหยุดมือแล้วเอ่ยถามเสียงเย็นว่า "ตอนนี้เจ้ารู้สำนึกในความผิดของตัวเองหรือยัง"
"ข้ารู้สำนึกแล้ว ข้ารู้สำนึกแล้ว"
จางหู่ตอบกลับมาพร้อมกับเลือดที่ไหลอาบปาก
"พุทโธ่เอ๋ย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" หวงอวิ๋นซึ่งอยู่ใกล้ๆ เห็นเหตุการณ์นี้ถึงกับอ้าปากค้าง เขาถามด้วยความตกใจว่า "สือเล่ย เจ้า... เจ้าฝึกจนมีพลังลมปราณภายในแล้วงั้นหรือ"
"ต่อให้เจ้าฝึกจนมีพลังลมปราณภายใน แต่จางหู่ก็อยู่ในสำนักชุดเหล็กมาตั้งปีหนึ่งแล้ว พลังลมปราณภายในของเขาก็น่าจะหนาแน่นกว่าสิ"
เมื่อมองไปที่สภาพอันน่าอนาถของจางหู่ที่หน้าบวมเป็นหัวหมู ดวงตาของหวงอวิ๋นก็เบิกกว้างด้วยความมึนงง
"ข้ามีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิด และข้าก็ไม่ได้เพิ่งจะฝึกจนมีพลังลมปราณภายในหรอกนะ ข้าฝึกมันสำเร็จหลังจากเข้าสำนักมาได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ที่ผ่านมาข้าเพียงแค่ซ่อนงำพลังเอาไว้ ตั้งใจว่าจะไปสำแดงฤทธิ์ให้ทุกคนประหลาดใจในการประลองศิษย์ใหม่ของสำนักชุดเหล็ก เพื่อดึงดูดความสนใจจากเจ้าสำนักและเหล่าอาวุโสให้ข้าได้ก้าวหน้า แต่ใครจะไปนึกว่ายังไม่ทันเริ่มการประลอง ข้าก็ถูกสั่งย้ายมาที่เหมืองเหล็กเขาตะวันตกเสียก่อน" สือเล่ยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อว่า "แต่ตอนนี้ไอ้สถุลจางหู่นี่กลับคิดจะมาขี่คอข้า ข้าเองก็ย่อมไม่ยอมอยู่แล้ว"
พูดจบ สือเล่ยก็ถีบจางหู่จนล้มลงไปกองกับพื้น
"พี่หู่ ท่านเป็นอย่างไรบ้างครับ!"
"พี่หู่ ท่านไหวไหม เดี๋ยวข้าจะพาท่านไปหาหมอเอง"
ลูกน้องคนที่เคยนอนกุมท้องกลิ้งไปมากับพื้นเริ่มฟื้นตัว และรีบกุลีกุจอเข้าไปดูอาการ
"จะไปหาหมอทำไม บาดแผลเพียงเท่านี้ไม่ถึงตายหรอก พวกเจ้าจงรีบมาขุดเหมืองเดี๋ยวนี้ ถ้าทำงานไม่เสร็จ คืนนี้ไม่ต้องนอน พวกเจ้าต้องขุดเหมืองให้ข้าทั้งวันทั้งคืน"
สือเล่ยกล่าวอย่างเย็นชา
ว่าแล้วเขาก็ช่วยจัดกระดูกแขนที่หลุดของนักสู้อีกคนให้เข้าที่ และปลุกนักสู้คนที่เขาซัดจนสลบให้ตื่นขึ้นมา เพื่อให้พวกเขาทั้งหมดไปช่วยจางหู่ขุดเหมือง
หากพวกเขาตั้งใจขุดเหมืองแต่โดยดีก็แล้วไป
แต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือหรือคิดจะขัดขืน เขาก็จะทุบตีจนกว่าจะยอมจำนน
"หวงอวิ๋น เจ้ามาพักผ่อนเถอะ ปล่อยให้จางหู่กับพวกที่เหลือขุดเหมืองไป ในเมื่อมีแรงงานฟรีสี่คนที่เร่มาหาเราถึงที่แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องเหนื่อย มาพักผ่อนแล้วบ่มเพาะพลังให้ดีเถอะ"
สือเล่ยกล่าว
หวงอวิ๋นเคยนำอาหารกลางวันมาให้ตอนที่เขายังหมดสติอยู่ แสดงว่าเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ภักดี
ดังนั้น ในขอบเขตที่เขาสามารถทำได้ เขาจึงไม่รังเกียจที่จะดูแลคนผู้นี้และให้เขาได้พักผ่อน
"นั่นสินะ จางหู่กับพรรคพวกนี่เป็นคนดีจริงๆ อุตส่าห์รีบเร่งมาขุดเหมืองให้พวกเราฟรีๆ"
หวงอวิ๋นเอ่ยเยาะเย้ยพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ
"หนอย!"
เมื่อต้องเผชิญกับการเยาะเย้ยของหวงอวิ๋น จางหู่ก็โกรธจัดจนแทบกระอักเลือด
แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ต่อให้ทั้งสี่คนรวมพลังกันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสือเล่ยเพียงคนเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะโกรธเพียงใดเขาก็ต้องอดทนไว้ ตราบใดที่พลังยังไม่เหนือกว่าคนอื่น เขาก็ทำได้เพียงเป็นพวกนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวเท่านั้น
เมื่อเห็นสายตาที่ดุดันของสือเล่ย จางหู่และคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าแม้แต่จะโต้ตอบ ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาขุดเหมืองไปตามระเบียบ
"ยังพอรู้ความอยู่บ้าง"
สือเล่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
หวงอวิ๋นนั่งลงกำหนดลมหายใจและเริ่มเข้าสู่การบ่มเพาะพลัง
เมื่อเห็นเช่นนั้น สือเล่ยก็แสร้งทำเป็นนั่งลงบ่มเพาะพลังบ้าง ภายใต้พรสวรรค์ลมปราณเก้าเฮือก ลมปราณต้นกำเนิดแห่งฟ้าดินอันไร้ที่สิ้นสุดพรั่งพรูเข้าสู่ร่างกายของเขาจากส่วนลึกของมิติวางเปล่า แล้วแปรเปลี่ยนเป็นพลังลมปราณภายในของวิชากรงเล็บอินทรีชุดเหล็ก
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หวงอวิ๋นก็เสร็จสิ้นการบ่มเพาะ
หวงอวิ๋นยังไม่สามารถดูดซับลมปราณต้นกำเนิดแห่งฟ้าดินได้ พลังและเลือดที่เขาขัดเกลาผ่านการนั่งสมาธินั้นมาจากภายในร่างกายของเขาเอง ดังนั้นการบ่มเพาะเพียงครึ่งชั่วโมงจึงถือเป็นขีดจำกัดแล้ว นี่เป็นเพราะข้อจำกัดด้านพรสวรรค์ตามธรรมชาติของเขาเอง
บางคนที่มีพรสวรรค์ดีกว่าอาจจะบ่มเพาะได้นานถึงหนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง หรือแม้แต่สามชั่วโมง และต่อให้บ่มเพาะในช่วงเวลาครึ่งชั่วโมงเท่ากัน ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมดีกว่านักสู้ที่มีพรสวรรค์ธรรมดามากนัก
ความรวดเร็วในการพัฒนาวิชาบ่มเพาะ นอกจากจะเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิดแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับทรัพยากรในการบ่มเพาะด้วย หากมีเม็ดยาที่ช่วยส่งเสริมการบ่มเพาะ วิชาเหล่านั้นก็จะกุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์ของสำนักใหญ่บางแห่ง หลังจากฝึกฝนเพียงไม่กี่ปี ก็อาจจะมีตบะวิชาแก่กล้าเทียบเท่ากับคนที่ฝึกมานานกว่าหนึ่งหรือสองทศวรรษ
เมื่อศิษย์จากสำนักใหญ่เหล่านี้ออกท่องยุทธภพ แม้จะอายุยังน้อย แต่พวกเขาก็สามารถเอาชนะนักสู้จากเมืองเล็กๆ ที่ฝึกฝนมานานยี่สิบสามสิบปีได้อย่างง่ายดาย และคนเพียงคนเดียวก็สามารถล้มทั้งพรรคได้
สือเล่ยยังคงบ่มเพาะพลังต่อไปจนกระทั่งจางหู่และพรรคพวกขุดเหมืองเสร็จตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
"สือเล่ย เจ้าสามารถบ่มเพาะพลังได้นานถึงสี่ชั่วโมงติดต่อกันเลยหรือเนี่ย มิน่าล่ะพละกำลังของเจ้าถึงได้ร้ายกาจจนเอาชนะจางหู่ได้" หวงอวิ๋นอุทานออกมา "ด้วยพละกำลังมหาศาลแต่กำเนิด พลังและเลือดของเจ้าจึงหนาแน่นกว่าคนทั่วไปมาก ข้าเคยได้ยินนักเล่านิทานบอกว่า คนที่มีพละกำลังแต่กำเนิดนั้นล้วนเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะ พลังของพวกเขาจะพุ่งทะยานในทุกๆ ปี และเมื่อถึงวัยผู้ใหญ่ พวกเขาสามารถทัดเทียมกับนักสู้ชั้นยอดได้โดยที่ไม่ต้องฝึกวิชาการต่อสู้ใดๆ เลยด้วยซ้ำ"
"สือเล่ย ด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ การที่เจ้าจะก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ย่อมเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น"
หวงอวิ๋นแสดงสีหน้าอิจฉาออกมา
"ในโลกที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยสงครามเช่นนี้ ข้าไม่ได้โหยหาความมั่งคั่ง อำนาจ หรือชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่หรอก แค่สามารถปกป้องตัวเองได้ก็เพียงพอแล้ว" สือเล่ยกล่าวอย่างเรียบเฉย "แม้ข้าจะมีพละกำลังมหาศาลแต่กำเนิด แต่โลกนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครที่มีพรสวรรค์ดีกว่าข้าเสียเมื่อไหร่"
สือเล่ยย้ำอยู่บ่อยครั้งว่าเขาเป็นพวกมีพละกำลังแต่กำเนิด
ด้วยวิธีนี้ เขาจึงสามารถใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการเพิ่มพูนตบะอย่างรวดเร็วของเขาได้
อย่างไรก็ตาม หมู่บ้านที่เขาจากมาก็ถูกพวกโจรฆ่าล้างบางและเผาทำลายไปหมดแล้ว จึงไม่มีทางที่จะตรวจสอบความจริงได้เลย
"เฮ้อ ในกลียุคเช่นนี้ ภัยธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน เหล่าโจรป่าก็ชุกชุมและไร้ความเกรงกลัว การฆ่าล้างหมู่บ้านเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากปราศจากขุมกำลังคุ้มครอง ชีวิตก็ยิ่งจะตกอยู่ในอันตราย"
หวงอวิ๋นถอนหายใจ หมู่บ้านของเขาก็ต้องทนทุกข์จากน้ำมือของโจรป่าเช่นกัน
สือเล่ยไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
โลกใบนี้มันก็เป็นเช่นนี้เอง
หากต้องการจะมีชีวิตรอดและมีศักดิ์ศรี ก็มีเพียงวิชาวรยุทธ์อันแข็งแกร่งเท่านั้นที่ช่วยได้
...
...
ตะวันลับฟ้าและจันทราสาดแสง
เพียงชั่วพริบตาเดียว สือเล่ยก็มาอยู่ที่โลกแห่งนี้ได้สิบวันแล้ว
ชื่อ: สือเล่ย
พรสวรรค์: ลมปราณเก้าเฮือก
วิชาบ่มเพาะ: กรงเล็บอินทรีชุดเหล็ก (ตบะสิบปี)
"วิชากรงเล็บอินทรีชุดเหล็กของข้า บรรลุตบะสิบปีแล้ว"
ดวงตาของสือเล่ยทอประกายเจิดจ้า
ในตอนนี้ ร่างกายของเขาสูงขึ้นกว่าเมื่อสิบวันก่อน จาก 170 เซนติเมตร เพิ่มเป็น 175 เซนติเมตร กล้ามเนื้อทั่วทั้งตัวดูแน่นหนาขึ้น และแม้แต่บนผิวหนังก็ยังมีชั้นหนังด้านหนาปรากฏขึ้นมา ทำให้เขาดูแข็งแกร่งกำยำยิ่งขึ้นไปอีก
การฝึกฝนวิชากรงเล็บอินทรีชุดเหล็ก คือการเคี่ยวกรำเส้นเอ็น กระดูก และเนื้อหนังด้วยพลังลมปราณภายใน
ยิ่งลมปราณภายในล้ำลึกเพียงใด การเคี่ยวกรำร่างกายก็จะยิ่งลึกซึ้งขึ้นเท่านั้น และร่างกายก็จะยิ่งแข็งแกร่งตามไปด้วย
ในขณะนี้ พละกำลังทางกายของสือเล่ยนั้นก้าวข้ามหนึ่งพันจินไปแล้ว และพลังลมปราณภายในของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นหลายเท่าตัว
ด้วยตบะที่แก่กล้าถึงสิบปี เขาย่อมมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสมัครเข้าร่วมกองทัพเกราะดำเพื่อเป็นองครักษ์เกราะดำแล้ว อย่างไรก็ตาม สือเล่ยก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะไปสมัครแต่ อย่างใด
การเป็นองครักษ์เกราะดำ แม้ฐานะและสวัสดิการจะดีขึ้น แต่นั่นก็หมายความว่าเขาต้องแบกรับภารกิจที่อันตรายยิ่งขึ้นตามไปด้วย