- หน้าแรก
- ครัวนรกกับวัตถุดิบสุดพิสดาร
- บทที่ 16 อาณาจักรผีปรากฏซ้ำ ม่านโลหิตหลั่งริน
บทที่ 16 อาณาจักรผีปรากฏซ้ำ ม่านโลหิตหลั่งริน
บทที่ 16 อาณาจักรผีปรากฏซ้ำ ม่านโลหิตหลั่งริน
บทที่ 16 อาณาจักรผีปรากฏซ้ำ ม่านโลหิตหลั่งริน
"แม้แต่ปีศาจก็เป็นสมาชิกของเจ้าได้งั้นหรือ?" เฉินเทียนหัวเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
"ลองดูที่กฎข้อแรกของการสมัครสมาชิกสิ"
ทุกคนมองตามโดยสัญชาตญาณ และได้พบกับข้อความที่ระบุว่า "ไม่จำกัดเผ่าพันธุ์" ในกฎการสมัครสมาชิกข้อแรก
ที่แท้ ไม่ใช่ว่าเจ้าฮัสกี้ตัวนี้จะพิเศษอะไร แต่เป็นเพราะร้านแห่งนี้ปฏิบัติต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นปีศาจ ภูตผี หรือมนุษย์ อย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติงั้นหรือ?
คนที่ยืนอยู่ข้างเฉินเทียนหัวสวมชุดลำลอง ดูคล้ายกับชุดจงซานที่ซ่งอวี่เคยเห็น แต่เขากลับสะพายดาบไว้ที่หลัง
เขามีออร่าที่สง่างามราวกับบัณฑิตโบราณ นี่คือความประทับใจแรกที่ซ่งอวี่สัมผัสได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาชัดเจนว่าไม่ใช่ผู้ใช้ผี เพราะพลังหยินของผู้ใช้ผีกับออร่าของเขานั้นตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ซ่งอวี่ในตอนนี้สามารถแยกแยะได้อย่างง่ายดาย
หานชิงหลงถอนหายใจด้วยความโล่งอก และระดับความประทับใจที่มีต่อซ่งอวี่ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
อย่างน้อย เจ้าหน้าที่จากสำนักงานกิจการพิเศษเหล่านี้ก็ยังให้เกียรติเถ้าแก่ซ่ง
"เถ้าแก่ซ่ง งั้นพวกเราขอตัวกลับก่อนนะครับ?"
หานชิงหลงลูบหัวต้าเฮย พลางบอกมันว่าไม่ต้องตื่นเต้น
ซ่งอวี่โบกมือ: "ไปเถอะๆ ถ้าไม่ไปจะอยู่เฝ้าร้านข้าหรือไง?"
หานชิงหลงรีบพต้าเฮยเผ่นแน่บออกไปทันที
เฉินเทียนหัวชำเลืองมองเขาและต้าเฮยเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม
"เถ้าแก่ซ่ง นี่คือรองผู้อำนวยการเว่ย ท่านเรียกเขาว่ารองหัวหน้าเว่ยก็ได้"
เฉินเทียนหัวแนะนำบัณฑิตวัยกลางคนที่อยู่ข้างกายให้ซ่งอวี่รู้จัก
"รองหัวหน้าเว่ย ยินดีต้อนรับสู่ร้านเล็กๆ ของผมครับ"
เขาคือเจ้าของข้อความกระบี่บินนั่นหรือ?
ถ้าเขาส่งข้อความด้วยกระบี่บินได้ เขาจะเหาะบนกระบี่ได้ไหมนะ?
ซ่งอวี่พินิจรองหัวหน้าเว่ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น คนผู้นี้เป็นรองเจ้าสำนักของสำนักไหนหรือเปล่า? ไม่ว่าจะเจ้าสำนักหรือผู้อำนวยการ ดูเหมือนเขาจะเป็นได้แค่ "รอง" ตลอด—เขามีดวงสมพงศ์กับตำแหน่งรองจริงๆ
รองหัวหน้าเว่ยพยักหน้าทักทายเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองกระดานดำแผ่นเล็ก
ยังมีคนอีกเจ็ดแปดคนซึ่งอายุน้อยกว่าพวกเขาสองคนมาก ทั้งชายและหญิง แต่ละคนต่างสังเกตดูร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ด้วยความสนใจ โดยมีหัวหน้าหลิวเฟิงรวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
ยกเว้นหัวหน้าหลิวเฟิงแล้ว คนอื่นๆ ต่างพากันคาดเดาว่าร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้มีดีอะไร ถึงขนาดทำให้รองผู้อำนวยการถึงสองท่านต้องมาหยุดอยู่ที่นี่
"เชิญทุกท่านเข้ามานั่งข้างในก่อนครับ อยากทานอะไรมีเขียนไว้บนกระดานหมดแล้ว"
เฉินเทียนหัวกำลังจะก้าวเข้าไปนั่งในร้าน แต่จู่ๆ ก็ชะงักแล้วมองออกไปข้างนอก
รองหัวหน้าเว่ยเองก็มองไปยังที่ไกลๆ เช่นเดียวกัน
คนอื่นๆ ที่เหลือต่างตกใจและมองตามสายตาของทั้งสองออกไปยังโลกภายนอก
ซ่งอวี่รู้สึกงุนงง แต่แล้วเขาก็ต้องตะลึงกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า
สีแดงจางๆ ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าที่อยู่ไม่ไกล และมันกำลังเข้มขึ้นเรื่อยๆ
แสงอาทิตย์ถูกบดบังจนมิดในชั่วพริบตา และท้องฟ้าก็กลับมามืดสลัวอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มันถูกฉาบไว้ด้วยแสงสีเลือด
"อาณาเขตวิญญาณปรากฏขึ้นอีกแล้ว?" ชายหนุ่มคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความตกใจ
เฉินเทียนหัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "มันคืออาณาเขตวิญญาณจริงๆ ผู้หญิงชุดแดงคนนั้นอาจจะยังไม่ตายสนิท? และนางยังทรงพลังขึ้นกว่าเดิมด้วย"
รองหัวหน้าเว่ยขมวดคิ้วและรีบพุ่งตัวไปยังจุดที่สีแดงโลหิตเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นจุดแรก
เฉินเทียนหัวชำเลืองมองคนอื่นๆ
"ทุกคนระวังตัวด้วย รอจนกว่ารองหัวหน้าเว่ยและข้าจะตรวจสอบสาเหตุของการปรากฏขึ้นอีกครั้งของอาณาเขตวิญญาณนี้ให้แน่ชัดเสียก่อน"
บรรดาคนหนุ่มสาวต่างมองไปยังที่ไกลๆ ด้วยความตกตะลึง พลางพยักหน้าอย่างว่างเปล่า
ซ่งอวี่เดินออกมาจากในร้าน ข้างนอกนั้นเมฆสีเลือดกดต่ำลงเหนือเมือง ทำให้ความคิดอ่านดูเหมือนจะเชื่องช้าลงไป
อาณาเขตวิญญาณนี้ครอบคลุมร้านของเขาไปหมดแล้วงั้นหรือ?
ซ่งอวี่ค้นพบความจริงข้อนี้ด้วยความจนใจอย่างยิ่ง
อาณาเขตวิญญาณครั้งก่อนทำได้เพียงดึงดูดผู้คนเข้าไป แต่ครั้งนี้มันกลับครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางในโลกแห่งความเป็นจริงโดยตรง
หานชิงหลงและต้าเฮยยังไม่ทันได้เดินพ้นตรอกก็รีบวิ่งกลับมา
"เถ้าแก่ซ่ง เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" หานชิงหลงตะโกน ก่อนจะรีบมุดกลับเข้ามาในร้าน
"อ้าว ไหนว่าจะกลับไปแล้วไง?"
"ก็กำลังจะกลับครับ แต่ข้ารู้สึกว่าข้าไม่ควรทิ้งเถ้าแก่ซ่งไว้ที่นี่เพื่อเผชิญอันตรายเพียงลำพัง" หานชิงหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมคุณธรรม
ส่วนต้าเฮยไม่ได้เห่า มันเพียงแต่จ้องมองไปยังท้องฟ้าสีเลือดที่ไกลออกไป
ในขณะนั้น เมฆสีเลือดบนท้องฟ้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นม่านโลหิตที่บดบังผืนฟ้าจนมิด และโอบล้อมพื้นที่ทั้งหมดนี้ไว้อย่างสมบูรณ์
หรือว่าเขตซินชุนทั้งเขตจะถูกดึงเข้าสู่อาณาเขตวิญญาณไปแล้ว?
ซ่งอวี่อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ สำนักงานกิจการพิเศษจะรับมือกับคู่ต่อสู้ระดับนี้ไหวไหมนะ?
เขาได้แต่หวังว่าร้านของเขาจะไม่ไปตั้งอยู่กลางถิ่นของผี จนมีแต่ผีมาเป็นลูกค้าเท่านั้น
คราวนี้เซียหลิงไปกับหัวหน้าหลิวเฟิงและคนอื่นๆ เหลือเพียงหานชิงหลงที่หน้าด้านให้ต้าเฮยสั่งน้ำเต้าหู้หนึ่งแก้ว และนั่งจิบอยู่ได้เป็นชั่วโมง
ซ่งอวี่ไม่ได้ถือสาความพยายามที่จะอยู่ที่นี่เพื่อรักษาชีวิตของเขา เพราะอยู่คนเดียวเขาก็เบื่อเหมือนกัน
เขาเช็คข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต จากความดีใจในตอนแรกของผู้คนกลายเป็นความตื่นตระหนกอีกครั้งในเวลาไม่ถึงสิบนาที
และเมื่อท้องฟ้าสีเลือดก่อตัวเป็นเกราะกำบังของอาณาเขตวิญญาณ ข่าวคราวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจากโลกภายนอกก็มีไม่มากนัก มีเพียงการคาดเดาไปต่างๆ นาๆ
ประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักงานกิจการพิเศษระบุไว้อย่างเป็นแบบแผนว่า กำลังส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปในอาณาเขตวิญญาณเพื่อจัดการกับการปะทุซ้ำของเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ และขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก
ซ่งอวี่อยากจะออกไปดูข้างนอกใจจะขาด
แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกให้เขาอยู่แต่ในร้าน
ในขณะเดียวกัน ณ ใจกลางอาณาเขตวิญญาณที่ซ่งอวี่กำลังจินตนาการอยู่นั้น เฉินเทียนหัวและคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด ขณะจ้องมองต้นไม้ขนาดยักษ์ตรงหน้าที่เป็นสีเลือดทั้งต้นและสูงถึงสามร้อยเมตร
พวกเขาแน่ใจว่าได้ทำลายต้นไม้ต้นเล็กๆ แบบนี้ไปแล้วก่อนหน้านี้ และพลังงานหยินมหาศาลที่อาณาเขตวิญญาณรวบรวมไว้ก็ได้สลายไปสู่โลกแล้ว
แต่ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ต้นไม้เล็กๆ ที่สูงเพียงแค่คนสองคนต่อกันตัวกลับเติบโตจนมีขนาดมหึมาน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้อย่างไร?
และอาณาเขตวิญญาณสีเลือดบนท้องฟ้าก็มีต้นกำเนิดมาจากต้นไม้ต้นนี้ แผ่ขยายออกไปในทุกทิศทาง
รองหัวหน้าเว่ยมาถึงที่นี่ก่อน แต่ก็ไม่ได้บุ่มบ่ามเข้าไป
เฉินเทียนหัวและคนอื่นๆ ตามมาสมทบทีละคน
"รองหัวหน้าเว่ย ในความเห็นของท่าน ต้นไม้ต้นนี้คือต้นเดียวกับเมื่อกี้หรือเปล่า?"
รองหัวหน้าเว่ยส่ายหน้าและตอบว่า "ไม่อาจแยกแยะได้ ต้นก่อนหน้านี้เรียกได้ว่าเป็นเพียงต้นกล้า แต่ต้นนี้กลายเป็นไม้ใหญ่ตระหง่านฟ้าไปแล้ว และออร่าที่มันแผ่ออกมาก็เริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ท่านและข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน โชคดีที่พวกเรากำจัดผู้หญิงชุดแดงนั่นไปแล้ว มิฉะนั้นหากมีนางคอยช่วย..."
คำพูดของรองหัวหน้าเว่ยขาดห่วงไป
เพราะบนลำต้นของต้นไม้ขนาดยักษ์นั้น ร่างในชุดสีแดงค่อยๆ ควบแน่นขึ้นมา ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีต ร่างกายสวมชุดกระโปรงยาวสีเลือด และแววตาของนางมีความเย้ยหยันขณะจ้องมองเฉินเทียนหัวและคนอื่นๆ
รองหัวหน้าเว่ยสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย "ไม่สิ นี่คือ... การทำลายเพื่อเกิดใหม่ นางกำลังจะเลื่อนระดับแล้ว"
"ถอยไป ทุกคนถอยไป!" เฉินเทียนหัวได้สติและตะโกนสั่งเสียงดัง
แต่ในวินาทีต่อมา ทุกสิ่งตรงหน้าพวกเขาก็เปลี่ยนไป
เบื้องหน้าของแต่ละคนคือฝูงผีนับไม่ถ้วนที่มีใบหน้าดุร้าย ดูเหมือนพวกมันต้องการจะรุมทึ้งพวกเขาอย่างไม่ลดละ ทว่าพวกเขากลับมองไม่เห็นเพื่อนร่วมทีมที่เคยอยู่ข้างกายเลย
"ทุกคน ตั้งสติให้ดี! สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าพวกเจ้าล้วนเป็นภาพลวงตา อย่าพ่ายแพ้ต่อมัน!" เฉินเทียนหัวคำราม
เสียงของเขาดังเข้าสู่หูของทุกคน
พวกเขาพยายามทำตามอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยผีร้ายที่เข้าจู่โจมต่อหน้า พลังวิญญาณที่คุกคาม และความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตามร่างกาย
สิ่งนี้คือของจริง ไม่ใช่ของปลอม
ใครบางคนตะโกนก้องแล้วต่อสู้กลับอย่างดุเดือด เข้าห้ำหั่นกับคู่ต่อสู้ตรงหน้า
ภาพตรงหน้าเฉินเทียนหัวเปลี่ยนไป ปรากฏวิญญาณร้ายชุดแดงสิบตนเรียงรายกันออกมา
"สุดท้ายมันก็แค่ของปลอม เจ้าอยู่แค่ระดับชุดแดง จะไปควบคุมวิญญาณร้ายชุดแดงถึงสิบตนได้อย่างไรกัน?"
เขาปลดปล่อยพลังหยินออกไปตามใจนึก ตั้งใจจะทำลายภาพลวงตาวิญญาณร้ายชุดแดงทั้งหมดเบื้องหน้าให้สิ้น
แต่สิ่งที่เขาเห็นคือวิญญาณร้ายชุดแดงทั้งสิบตนต่างสำแดงอิทธิฤทธิ์เข้าขัดขวางพลังหยินนั้น และจากนั้นพลังวิญญาณของพวกมันทั้งสิบก็รุมล้อมเข้ามา บีบให้เขาต้องถอยร่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ทั้งหมดนี่คือภาพลวงตา! จงแตกสลายไปซะ!" พลังหยินมหาศาลหมุนวนรอบตัวเขา และเงาร่างของผู้หญิงชุดแดงตนหนึ่งก็โอบล้อมเขาไว้เช่นกัน นางไร้ความรู้สึกโดยมีเส้นผมสีดำโบกสะบัด
เฉินเทียนหัวถูกรายล้อมด้วยเส้นผมสีดำที่เต้นระบำ คอยยันวิญญาณร้ายชุดแดงทั้งสิบตนไว้ในระยะสิบเมตร
ภาพนี้ช่างประหลาดล้ำ เฉินเทียนหัวดูเหมือนภูตผียิ่งกว่าบรรดาผีจริงๆ เสียอีก