เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  19

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  19

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  19


เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  19

พวกเขาตัดสินใจแล้วถึงแผนการที่จะส่งผมเข้าไปที่วิหาร

และก็เห็นกันอยู่ว่าผมไม่มีทางที่จะโดนจับได้ตราบใดที่สวมแหวนอยู่

มันไม่ใช่เวทย์ระดับภาพหลอนลวงตา แต่เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายของผมไปเลย

ผมเองก็เลยสงสัยเหมือนกันว่า การปรับโครงสร้างด้วยโพลี่มอฟเนี่ยจะส่งผลกับร่างกายทางกายภาพด้วยไหม

มีความเป็นไปได้ไหมที่จะทำให้ประสิทธิภาพทางร่างกายเพิ่มสูงขึ้นด้วยน่ะ?

แบบว่า ถ้าหากผมเปลี่ยนร่างกายของผมให้กลายเป็นคนที่มีค่าสเตตัส ค่าสเตร้จ์ 99 พ้อยท์แล้วเนี่ย ผมจะแข็งแรงเท่ากับเขาไหม ?

ผมถามเรื่องนั้นกับโลย่าแล้วก็ได้คำตอบจริงจังกลับมาว่า :

“….…โพลีมอฟระดับนั้น มีได้เฉพาะคนที่มีมานาระดับเดียวกันกับมังกรเท่านั้น”

“ไม่ใช่ว่า เผ่าอาร์คเดม่อนนี่ก็เหมือนมังกรอะไรอย่างนั้นเหรอ ?”

“มังกรน่ะเป็นสัตว์มายา

จะมีใครในโลกนี้บ้างล่ะที่จะสามารถใช้เวทย์โดยไม่ต้องร่ายบ้าง ?”

ฟังแล้วก็เป็นตำนานที่น่าเศร้า

อันที่จริงผมก็ไม่เชื่อพวกตำนานนักหรอก มันก็ไม่ต่างกับเรื่องโกหกเลย

“สิ่งที่ท่านใช้น่ะไม่ใช่โพลีมอฟของจริง

เป็นแค่เวอชั่นที่เผ่าของกระผมสร้างขึ้น ท่านจะต้องแข็งแกร่งขึ้นด้วยตัวของท่านเอง ความแข็งแกร่งที่ได้มาจากการแปลงกายนั้นมิใช่ความแข็งแกร่งของท่าน

ท่านไม่สามารถพึ่งพากลโกงเช่นนั้นได้ ”

โอ้ ผมก็ดีใจนะที่นายน่ะยืนยันว่า ผมไม่สามารถใช้สูตรโกงแบบนั้นได้ถึงอย่างนั้นก็เถอะการที่ผมได้รับความสามารถของเผ่าเดร็ดเฟียนมา ผมก็เลยสามารถเปลี่ยนร่างกายตัวเองได้ ไม่แค่เพียงปลอมตัว

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมก็ยังมีคำถาม”

ผมรู้แล้วว่าการที่ผมทำให้ตัวเองมีกล้ามโตด้วยโพลีมอฟน่ะไม่ได้ทำให้ผมมีกล้ามขึ้นมาจริงๆ

“ตัวอย่างก็เช่น มีข้อจำกัดไหมว่า ผมจะทำให้เส้นผมของผมเนี่ยแน่นแค่ไหน?”

“ขอรับ ? ท่านหมายความว่าอย่างไร ?”

ซาร์เคการ์ดูเหมือนจะไม่เข้าใจเรื่องที่ผมกำลังพูดถึงอยู่

เรื่องนี้ผมจริงจังนะ

“ก็หมายความว่า เกิดผมหัวล้านขึ้นมา ผมจะสามารถแปลงกายให้มีเส้นผมอยู่เต็มหัวได้ไหม ?

นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังพูดถึงอยู่ ”

“ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่ครับ? ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย”

อ๊า

“ซาร์เคการ์! นายนี่ช่างเป็นผู้ภักดีที่ยอดเยี่ยมที่สุดไปเลย สุดยอด! สุดยอดไปเลย !”

นายนี่มันคนดีจริงๆ

ผมสงวนท่าทีไม่ไหว แล้วกระโดดกอดเขา

ผมสามารถแก้ปัญหาผมร่วงเป็นวงๆดวงๆบนหัวได้แล้ว !

“หากท่านปรารถนา กระผมก็ยินดีถวายชีวิตให้ท่านนนน !”

เอเลริสกับโลย่านั้นมอง ผมกอดกับซาร์เคการ์แน่นชิด ด้วยแววตากลวงเปล่า

วิหารการ์เดียส(Gardias Temple)

สถานที่ที่ดำเนินเรื่องหลัก

ว่ากันตามตรงนะ ไม่มีเหตุผลที่ต้องไปที่นั่นด้วยซ้ำ

หากจะให้ซาร์เคการ์ช่วยปิดบังตัวตนของผมก็ไม่เป็นอะไรหรอก

แต่ผมน่ะไม่อยากที่จะไปแทรกแซงเนื้อเรื่องที่มันดำเนินไป ปล่อยให้มันไหลไปถึงตอนจบด้วยตัวเองเถอะ

หรือพูดอีกนัยก็คือ ยิ่งผมยุ่งเกี่ยวกับมันน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

การที่เข้าไปแทรกแซงเพียงเล็กน้อยก็ตาม ก็จะเกิดความผันแปร ความเปลี่ยนแปลงตามมา

เอาแค่เนื้อเรื่องตอนนี้ก็เปลี่ยนไปมากเพราะการที่ ชาร์ล็อต เดอ การ์เดียสมีชีวิตรอด  ผมเลยไม่อยากที่จะไปวุ่นวายอะไรกับเนื้อเรื่องหลักที่มีจุดจบแน่ชัดอยู่แล้ว

ก็เลยไม่มีเหตุจำเป็นใดที่ผมต้องไปโรงเรียนพร้อมเจ้าเด็กพวกนั้นนี่นา ผมจะทำแบบนั้นไปทำไมฟะ ?

แต่ถึงอย่างนั้นหากซาร์เคการ์รู้ว่า ผมไม่ได้มีความตั้งใจจะรื้อฟื้นดินแดนปีศาจขึ้นมาใหม่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เขาจะทำอะไรลงไปบ้าง

ส่วนโลย่าเองผมก็ไม่แน่ใจว่าเธอคิดยังไง

หากบอกว่าซาร์เคการ์ผู้จงรักภักดีของแท้แน่นอนแต่ในที่สุดแล้วเขาอาจเป็นตัวตนที่อันตรายที่สุดสำหรับผมก็ได้

ไม่ว่าจะยังไงซาร์เคการ์ดูเหมือนอยากให้ผมแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ ว่ากันตรงๆนะผมไม่ได้คลั่งไคล้การต่อสู้และก็ไม่ได้มีมันเป็นงานอดิเรกด้วย

ก็เหมือนคนอื่นๆที่ไม่อยากเจ็บปวดนั่นแหละ ,ผมก็อยากจะหนีไปที่ไกลๆ เอาชีวิตรอดมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย

แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผมจะอยากไปวิหารหรือไม่ ผมก็ต้องหาวิธีทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอยู่ดี

นั่นก็เพื่อจะหลบหนีให้พ้นจากเงื้อมือของ ซาร์เคการ, ผมเองก็ต้องแข็งแกร่งระดับหนึ่งเลยล่ะ ไม่สำคัญว่าผมจะอยู่ฝั่งเอเลริสหรือฝั่งซาร์เคการ์

ผมเลยต้องไปที่วิหารการ์เดียส

“ว่าแต่ด้วยวิธีไหนกันล่ะ ?”

“หากกระผมรับท่านเป็นบุตรบุญธรรม ท่านจะสามารถเข้าวิหารได้”

ด้วยการใช้ฐานะและตำแหน่งของเค้าท์พอนธีอุส เขาสามารถรับผมเป็นบุตรบุญธรรมได้ส่งตัวให้ผมเข้าวิหารได้เลย

นี่ผมกำลังจะกลายเป็นลูกชายของชนชั้นสูงสินะ  แปลว่า ผมจะใช้ชีวิตสุขสบายกว่าที่เคยเป็นมากสินะ ?

“แบบนั้นอันตรายเกินไปค่ะ”

ถึงอย่างไรก็ดี เอเลริสกลับส่ายหน้า  ซาร์เคการ์ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

“เธอพูดอะไรของเธอน่ะ ,เอเลริส ?”

“ซาร์เคการ์, นายน่ะเป็นคนที่ลักพาตัวเจ้าหญิง

แล้วตอนนี้เธอกลับมาแล้ว  , พวกนั้นจะดำเนินการสืบสวนหาตัวผู้ลักพาตัวเจ้าหญิงไป

แถมพวกนั้นยังมีเจ้าหญิงเป็นพยานอีกด้วย

มันมีโอกาสที่พวกนั้นจะเจอเบาะแสของนาย ”

“ข้าไม่เคยทิ้งร่องรอย”

“ก็แค่เผื่อไว้ก่อน”

“……เข้าใจแล้ว”

เมื่อมีการสืบสวนครั้งอีกครั้งเรื่องการลักพาตัวของเจ้าหญิงย่อมมีโอกาสที่จะมุ่งความสงสัยมาที่ซาร์เคการ์

ถึงจะเป็นการระวังตัวไว้ก่อน แต่ดูเหมือนเอเลริสคิดว่า ไม่สมควรจะเสี่ยงโดยไม่จำเป็นแบบนั้น

สิ่งที่ผมคิดไว้ก็คือ

“ถ้าอย่างนั้นก็คิดไว้แล้วเชียว เอเลริสสมควรเป็นผู้ปกครองของผม ……?”

“ไม่ใช่ค่ะ , ฝ่าบาท”

“……เอ้ะ ?”

ผมคิดว่า เธอรับหน้าที่นั้นไปเสียอีก แต่เอเลริสนั้นกลับส่ายหัว

“ฉันเป็นแวมไพร์ค่ะ หากความแตกเรื่องที่ฉันเป็นแวมไพร์ ฉันแน่ใจเลยว่าฝ่าบาทที่ฉันดูแลอยู่นั้นจะถูกสงสัยไปด้วย

ถึงปกติฉันจะระวังตัวอยู่เสมอแต่เราไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง ”

ถึงเอเลริสจะเป็นหนึ่งเดียวไปกับสังคมมนุษย์แล้ว แต่เธอก็ยังทดความเป็นไปได้ที่ตัวเองจะโดนล่วงรู้ว่าเป็นแวมไพร์ไว้เสมอ

“อะไรเนี่ย ? แล้วผมจะไปวิหารโดยที่ไม่มีซาร์เคการ์กับเอเลริสเป็นผู้ปกครองได้ยังไงกัน ?”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ ?”

เอเลริสชี้ไปยังบุคคลสุดท้าย เหมือนกับว่า ก็เห็นๆกันอยู่

“…อะไร? ข้าเรอะ ?”

“อะไรนะ ?”

นี่เธออยากให้ราชาขอทานเป็นผู้ปกครองผมเหรอ ?

นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย ?

ทั้งผมทั้งโลย่าถึงกับอึ้งทึ่งงง แต่เอเลริสส่ายหัว

“การที่ท่านเป็นเด็กกำพร้าถือว่าเป็นประโยชน์กับท่านที่สุดค่ะ”

ผมเข้าใจดีว่าเธอหมายความว่าอย่างไร

“เธอท่านถูก ซาร์เคการ์รับเลี้ยง เมื่อเขาถูกจับได้ ท่านจะตกอยู่ในอันตราย หากท่านเลือกฉันเป็นผู้ปกครอง เมื่อฉันถูกเปิดเผยตัวจริง ท่านก็จะตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน”

“…ข้าเข้าใจว่าเธอหมายความว่ายังไง ต่อให้ข้าโดนจับได้

พวกสมาชิกแก๊งข้าก็ไม่รู้ว่า ข้าเป็นไลแคนโทรป แล้วก็บอกได้แต่ว่า ไม่รู้ ไม่รู้สินะ ?”

“ถูกต้องแล้วค่ะ”

พวกลูกน้องของโลย่านั้นไม่มีใครสักคนเลยที่รู้ว่าเธอเป็นไลแคนโทรป ต่อให้เรื่องนั้นโดนรู้เข้า แล้วโดนสอบสวนพวกนั้นก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอยู่ดี

แถมยังมีสมาชิกเยอะแยะด้วย

แถมเป็นไปได้ต่ำมากที่ผมจะโดนเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากผมเข้าไปในวิหารในฐานะลูกกำพร้าที่ไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับใคร

ใช่แล้วล่ะ ,เอเลริสพูดถูกเลย

“……แล้ว ต่อจากนี้ก็อยากให้ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นี่สินะ?”

“กระนผมไม่อยากเชื่อเลยว่าฝ่าบาทจะต้องอยู่ในที่โสมมเช่นนี้ ! มันไม่สมเหตุสมผลเลยยยยยย !”

“เมื่อกี้แกเรียกที่อยู่ข้าว่าที่โสมมสินะ ? หาเรื่องกันเรอะ ?”

ดวงตาของโลย่าลุกโขนขึ้นมา

“แสดงว่า อยากให้ข้าแสดงให้เห็นสินะว่า การที่ต้องจ่ายเงินตัวเองซื้อขนมปังเองเนี่ยมันเป็นยังไง? หา?”

“มะ,ไม่ๆ. กระ ,กระผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ……มันก็แค่แบบเอ่อ … คุณก็ทราบดีใช่ไหม? ว่ากระผมน่ะ ……”

“มันไม่มากเกินไปรึไงห้ะ ? ตอนนี้น่ะข้าเป็นผู้สนับสนุนหลักเป็นสุดยอด VIPเลยไม่ใช่เรอะ, แล้วรู้ไหมว่า เด็กๆของข้าต้องทำอะไรบ้างน่ะ หา?”

โลย่าน่ะเป็นผู้คุมการเงินคนสำคัญดังนั้นเธอมีสิทธิ์ที่จะพูดได้

โลย่าเลยข่มขู่ ซาร์เคการ์ด้วยอำนาจที่เหนือกว่า , ทำให้ ซาร์เคการ์ต้องหน้าซีดตอนที่ได้ยินว่า เธอจะหยุดการส่งเงินให้เขา

เอเลริสถอนใจขณะที่เห็นทั้งสองทะเลาะกัน

“ท่านไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่นค่ะ หลังจากท่านเข้าวิหารได้แล้ว ท่านก็สามารถไปพักอยู่ในหอพักได้ แค่ท่านอยู่ที่นี่แค่ไม่กี่วัน”

เธอมองมาที่ผมเหมือนจะบอกประมาณว่า : “คิดว่า ฉันจะยอมให้ท่านอยู่ที่สกปรกแบบนี้ได้ยังไงกันคะ ?”

เอาล่ะ จริงๆผมเองก็ไม่ได้หลงผิดคิดว่าตัวเองเป็นลูกชายชนชั้นสูงหรอกนะแต่ว่า ….หากผมไปโรงเรียนแล้วเนี่ย เด็กคนอื่นมันไม่ล้อว่าผมเป็นพวกขอทานรึไง ?

แถมรวมๆแล้วผมก็อายุเกิน 30 แล้วด้วย แต่ไม่รู้ว่า จิตใจผมจะอายุเท่าไหร่ก็เถอะนะ….

ไม่สิๆ ผมแค่อยากจะบอกว่า ถ้าไอ้เด็กเวรนั่นมันรู้ว่า ผมเป็นขอทานจนถึงอายุเท่านี้ มันจะไม่รุมซัดผมหรือทำอะไรสักอย่างหรอกเรอะ ?

ถึงอย่างนั้นผมก็หาความคิดที่ดีไปกว่าสิ่งที่เอเลริสแนะนำได้

แค่เพียงไม่กี่วัน แค่เพียงไม่กี่วัน ….ผมแค่อยู่ในที่แบบนี้แค่เพียงไม่กี่วัน ….ตอนที่ผมถามเอเลริสว่า ผมจำเป็นที่ต้องอยู่ที่นี่จริงๆหรือ เธอก็ตอบว่า ผมจำเป็นต้องอยู่ที่นี่

ผมที่เป็นเด็กกำพร้าไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันตัวตน และเพื่อที่จะได้รับการยืนยันตัวตนใหม่ ผมต้องหาทางพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นเด็กกำพร้า แล้ววิธีการก็คือ ให้คนใน กลุ่มของโลย่าเป็นคนยืนยัน ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ตัวเองจะได้รับตัวตนใหม่ด้วยการรับรองของขอแทน นี่มันอะไรกันวะเนี่ย ?

“มีน้องชายข้ามากมายที่ไม่มีบันทึกไว้น่ะข้ารู้ดีว่าต้องทำยังไง,เพราะบางคนที่อยู่ที่นี่บางคงก็ต้องมีบัตรประชาชน”

มันก็ปรกติแหละที่เธอจะเรียก พวกเขาว่าเป็นน้องชายก็ในเมื่อเธอเป็นหัวหน้าองค์กรแต่พูดก็พูดเถอะ พอได้ยินจากปากเธอแล้วมันแปลกๆ

ไม่อยากเชื่อเลยว่า ไลแคนโทรปจะมีน้องชายเป็นมนุษย์

นี่มันนิทานเรื่อง พี่ชายหมาป่าฉบับคนแสดงรึไง ?

(TTL : นิทานเกาหลี เรื่องพี่ชายเป็นเสือ (Tiger Brother) (호랑이 형님)  เรื่องย่อคือ ชายตัดไม้คนหนึ่งไปเจอเสือตัวใหญ่มาก กลัวเสือทำร้ายเลยหลอกว่า ตัวเองเคยมีพี่ชายแล้วพี่ชายตายไปแม่เสียใจมากและเสือน่าจะเป็นพี่ชายกลับชาติมาเกิด เสือเชื่อเรื่องนั้น ไม่อยากกลับไปพบแม่ในสภาพที่เป็นเสือเลยล่าวัวมาทิ้งไว้หน้าบ้านให้ ตอนหลังแม่ของชายตัดไม้ เสือก็เลยเฝ้าสุสานด้วยความเศร้าตรอมใจตาย ชายตัดไม้เลยสร้างหลุมศพให้เสือข้างๆแม่และหวังว่าชาติหน้าจะได้เกิดเป็นลูกแม่จริงๆ  )

แล้วหมาจรจัดตัวนั้นก็จะกลายเป็นพี่ชายของผม ? ไม่สิ  พี่สาวมากกว่า

คำพูดของซาร์เคการ์ทำให้โลย่าโมโห แต่เธอก็คิดว่า การอยู่ที่นี่นานเกินไปมันก็ไม่ดีต่อผมด้วยเช่นกัน

“เอเลริสพูดถูกแล้วล่ะ ดังนั้นพวกเราควรจะทำแบบนั้นแหละ”

โลย่าเองก็ไม่ซีเรียสอะไร ส่วนเอเลริสเองก็ครุ่นคิดหาวิธีที่จะพาผมออกไปจากที่นี่ โดยให้เข้ากับวิหารให้เร็วที่สุด

ซาร์เคการ์และเอเลริสนั้นกลับไป เหลือไว้แต่ผมกับโลย่า

พวกเขาบอกไว้แล้วว่า ผมควรทำอะไรบ้าง

โลย่าเองก็บอกผมว่า อย่าห่วงไปเลยไม่มีใครกล้าทำอะไรผม แต่ปัญหามันไม่ใช่เรื่องนั้น ….

มันไม่มีอะไรง่ายเลย

อันที่จริงผมไม่อยากไปวิหาร แต่ผมต้องไปด้วยการสวมฐานะเป็นสมาชิกในกลุ่มขอทาน

มันยิ่งทำให้ผมอยากไปน้อยลงไปอีก แต่ผมจะทำอะไรได้ล่ะ ? ในเมื่อทางนี้ปลอดภัยที่สุด

โลย่าพาผมลงไปใต้ทางระบายน้ำแล้วพาผมไปย่านสลัม

-วี๊ดวี๊ด(เสียงผิวปาก)!

พอโลย่าผิวปาก พวกขอทานที่กระจัดกระจายตัวกันอยู่ก็ค่อยๆมารวมอยู่ในที่เดียวกัน

ทุกคนต่างพิการแขนขาขาด แต่ก็ยังได้ยินเสียงอยู่

นี่คงเป็นด้านมืดของการ์เดียม

“พี่สาว , เจ้าเด็กนี่ใคร ?”

หากเอเลริสหรือซาร์เคการ์มาได้ยินเข้าคงโมโหกับคำพูดนี้แน่ แต่โลย่าไม่ได้แสดงอาการอะไร

เธอไม่ใช่คนภักดีอะไรแต่เธอแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเสมอ เป็นคนประหลาดแบบนั้นแหละ

“เขาเป็นสมาชิกใหม่ เขาชื่อไรฮาร์ด(Reinhardt)”

มันเป็นชื่อใหม่ของผม ไม่ใช่ชื่อจริงอย่าง วาเลียร์(Valier)

ไรฮาร์ด

ไม่สิ , ผมหมายถึง วาเลียร์เองก็ไม่ใช่ชื่อจริงของผมเหมือนกันถูกมะ ?

ยังไงก็เถอะ มันก็คือนามแฝง นามแฝงก็คือ นามแฝง ไม่มีอะไรมากเกินกว่านั้น

ซาร์เคการ์ แนะนว่า ให้ผมเลือกชื่ออื่นที่ไม่ใช่วาเลียร์เป็นนามแฝงของผมแล้วก็ถามถึงชื่ออื่น

ผมมีไว้ในใจอยู่แล้ว

'กรอม เฮล สครีม (Gromm Hellscream)'

'……เฮล สตรีม ? ชื่อนั่นไม่น่ารังเกียจไปหน่อยเหรอคะ?'

ความเห็นของผมโดนเอเลริสตีตกทั้งคู่

‘แล้วลิชคิงล่ะ ?'

'ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ! เป็นนามที่เหมาะสมกับจอมมารเหลือเกิน!

หากเป็นฝ่าบาทแล้วย่อมมีพลังเวทย์สูงส่งเหนือยิ่งกว่าพวกลิชไปได้แน่นอน!'

'ฝ่าบาท , ชื่อจริงของท่านไม่ควรจะโดดเด่นขนาดนั้น '

ซาร์เคการ์เห็นด้วยแต่ โลย่าไม่เห็นด้วย

เธอพูดประมาณว่า : “หากท่านเลือกชื่อน่าเกลียดแบบนั้น สู้ใช้ชื่อจริงไปเลยดีกว่า”

อันที่จริงมันก็เหมือนกับชื่อ คิม ฮุน ดูม ภาษาเกาหลี

'ถ้าอย่างนั้นก็ทร่อล(Thrall)'

'……ฝ่าบาทคะ , เราไม่ควรล้อเล่นกับเรื่องนี้ค่ะ '

เอเลริสคิดจริงคิดจังว่า ชื่อ ทร่อลนั้นเป็น คำพ้องเสียงใกล้เคียงกับคำว่า   'ให้ตายเถอะ '.

(T/N: ภาษาเกาหลีจะเขียนคำว่า ทร่อล(Thrall) = ssral, ให้ตายเถอะ= แจ-กิ-ร่อล หรือเขียนอีกแบบได้ว่า   X-ral (เอ้กร่อล ) )

นี่เธอไม่รู้จักซีรี่ย์วอร์คราฟรึไง?!

หลังจากถกเถียงกันมาสักพักก็ตัดสินใจได้

'แล้ว ชื่อ ไรฮาร์ดว่าไง ?'

'……ก็แปลกๆดี มันออกจะเป็นชื่อเหมือนตัวละครหลักมากไปแต่ …..'

'ฉันว่ามันก็เป็นชื่อที่ดีกว่า เฮล สครีม '

'ควรที่จะมีเสียงสะกดมากกว่านี้สักหน่อย ชื่อของราชาไม่สมควรจะเรียบง่ายเกินไป ….'

'ก็ถ้าชื่อมันยาวกว่านี้ก็เรียกลำบาก ผมเองก็ไม่อยากถูกเข้าใจผิดว่าเป็นชนชั้นสูงหรืออะไรแบบนั้น '

สุดท้ายก็ตกลงกันแบบนั้นได้แหละ ถึงจะไม่ได้ชื่อโดดเด่นเป็นพิเศษหรือมีอะไรแปลกๆมันก็แค่ชื่อนั่นแหละ

จบบทที่ เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่  19

คัดลอกลิงก์แล้ว